ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
สุขภาพกายและใจ

Doomscrolling: พฤติกรรมเลื่อนดูข่าวร้ายไม่หยุด งานวิจัยพบความสัมพันธ์กับความกังวล แต่ยังพิสูจน์สาเหตุไม่ได้

งานสำรวจหลายประเทศพบว่า doomscrolling สัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจและความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าการเสพข่าวร้ายเป็นสาเหตุ และคำแนะนำจำกัดเวลายังไม่ผ่านการทดลองในงานที่อ้าง

r1dx
r1dx

บรรณาธิการ

แชร์

ตรวจทานเนื้อหาและแหล่งอ้างอิงล่าสุดเมื่อ

Doomscrolling: พฤติกรรมเลื่อนดูข่าวร้ายไม่หยุด งานวิจัยพบความสัมพันธ์กับความกังวล แต่ยังพิสูจน์สาเหตุไม่ได้

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Satici และคณะ (2023, Applied Research in Quality of Life) พัฒนาแบบวัด Doomscrolling Scale จากกลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 1,200 คน พบว่ายิ่ง doomscroll มาก ความทุกข์ทางจิตใจยิ่งสูง และแบบจำลองทางสถิติพบความทุกข์ทางใจเป็นตัวกลางของความสัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดี
  • Shabahang และคณะ (2024, Computers in Human Behavior Reports) พบว่า doomscrolling สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวนิยม (existential anxiety) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในกลุ่มตัวอย่างอิหร่านและสหรัฐฯ
  • Türk-Kurtça & Kocatürk (2025, Personality and Individual Differences) ศึกษาตัวแปรเหล่านี้ร่วมกัน แต่ยังเปิดต้นทางที่มีผลวิจัยไม่ได้ จึงไม่ใช้เป็นข้อสรุป
  • Özmen (2025, Journal of Health Psychology) ติดตามนักศึกษาตุรกี 255 คนหลังแผ่นดินไหวใหญ่ 2 ช่วงเวลาห่างกัน 6 เดือน พบแบบจำลองที่ความกลัวแผ่นดินไหวสัมพันธ์กับความทนต่อความไม่แน่นอนที่ต่ำลง โดยมี doomscrolling และความวิตกกังวลเป็นตัวกลางตามลำดับ
  • Soraci และคณะ (2025, Current Psychology) ตรวจสอบแบบวัด doomscrolling ฉบับภาษาอิตาลีจากกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ยืนยันว่า doomscrolling สัมพันธ์ทางลบกับความพึงพอใจในชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจอย่างชัดเจน
  • กรอบ รู้–กั้น–ยอม–ปิด สังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดเป็นขั้นตอนตัดวงจร doomscrolling ก่อนที่ความทุกข์จะสะสม

คำชี้แจง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

ผมเคยจับตัวเองได้หลายครั้งว่านอนอยู่บนเตียงตอนดึกๆ มือถือยังไม่ยอมวาง เลื่อนฟีดข่าวไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ข่าวเศรษฐกิจถดถอย ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภัยไซเบอร์ หรือข่าวอาชญากรรม ทั้งที่ในใจก็รู้อยู่แล้วว่ายิ่งเลื่อนยิ่งเครียด แต่ก็หยุดไม่ได้สักที เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ต้องรู้ให้ครบทุกเรื่องร้ายๆ ก่อนถึงจะวางมือถือลงได้

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมสงสัยว่า วิธีที่เราเสพข่าวเกี่ยวข้องกับความเครียดอย่างไร พฤติกรรมเลื่อนดูข่าวร้ายซ้ำๆ นี้เรียกว่า "doomscrolling" งานวิจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมนี้กับความทุกข์ทางใจ แม้หลักฐานส่วนใหญ่ยังบอกไม่ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไร บทความนี้จึงชวนดูทั้งสิ่งที่งานวิจัยพบและวิธีหยุดวงจรการเลื่อนดูข่าวร้ายในชีวิตประจำวัน

เมื่อนักวิจัยลองวัด "การเสพข่าวร้ายไม่หยุด" เป็นตัวเลขจริงจัง

Seydi Ahmet Satici, Emine Gocet Tekin, M. Engin Deniz และ Begum Satici ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Doomscrolling Scale: its Association with Personality Traits, Psychological Distress, Social Media Use, and Wellbeing" ตีพิมพ์ใน *Applied Research in Quality of Life* ปี 2023 (เล่ม 18 ฉบับ 2 หน้า 833-847 ตีพิมพ์ออนไลน์ตุลาคม 2022, DOI 10.1007/s11482-022-10110-7) โดยทีมวิจัยจาก Yildiz Technical University ประเทศตุรกี

งานนี้เป็นหนึ่งในงานวิจัยชุดแรกๆ ที่พัฒนาเครื่องมือวัด "doomscrolling" อย่างเป็นระบบ ทีมวิจัยแบ่งการศึกษาเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก (N = 378) สร้างและยืนยันความแม่นยำของแบบวัด 15 ข้อและแบบย่อ 4 ข้อ ส่วนที่สอง (N = 419) พบว่า doomscrolling สัมพันธ์กับลักษณะบุคลิกภาพ Big Five การเสพติดโซเชียลมีเดีย และความกลัวตกข่าว (FOMO) ส่วนที่สาม (N = 460) ที่สำคัญที่สุดสำหรับบทความนี้ คือทีมวิจัยตรวจสอบว่า doomscrolling สัมพันธ์กับตัวชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีอย่างไรบ้าง ทั้งความพึงพอใจในชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ และความกลมกลืนในชีวิต แบบจำลองจากแบบสอบถามพบว่าความทุกข์ทางใจเป็นตัวกลางทางสถิติระหว่างคะแนน doomscrolling กับความเป็นอยู่ที่ดี แต่ยังบอกลำดับเหตุและผลไม่ได้

ผมขอบอกตรงๆ ว่าบทความฉบับเต็มเปิดได้ใน PubMed Central (PMC9580444) ผลนี้มาจากการสำรวจ ไม่ใช่การทดลอง ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญจากงานนี้คือมันบอกว่า คะแนน doomscrolling สัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจและความเป็นอยู่ที่ดีในแบบจำลองเดียวกัน โดยยังไม่ทราบลำดับเหตุและผล คำถามที่ตามมาคือ ความทุกข์ทางจิตใจที่ว่านี้ลึกไปถึงระดับความวิตกกังวลเฉพาะเจาะจงแบบไหนได้บ้าง

Doomscrolling อธิบายความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวนิยมได้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

Reza Shabahang, Hyeyeon Hwang, Emma F. Thomas, Mara S. Aruguete, Lynn E. McCutcheon, Gábor Orosz, Abbas Ali Hossein Khanzadeh, Benyamin Mokhtari Chirani และ Ágnes Zsila ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Doomscrolling Evokes Existential Anxiety and Fosters Pessimism about Human Nature? Evidence from Iran and the United States" ตีพิมพ์ใน *Computers in Human Behavior Reports* ปี 2024 (เล่ม 15 บทความเลขที่ 100438, DOI 10.1016/j.chbr.2024.100438)

ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ใช้โซเชียลมีเดียในอิหร่าน 620 คน และสหรัฐฯ 180 คน รวม 800 คน เพื่อเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรมว่าคะแนน doomscrolling สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวนิยม (existential anxiety หรือความกังวลลึกๆ เกี่ยวกับความหมายและข้อจำกัดของการมีชีวิตอยู่) และมุมมองแง่ลบต่อธรรมชาติมนุษย์ (misanthropy) อย่างไรบ้าง ผลลัพธ์ชัดเจนว่า doomscrolling สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวนิยมที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง ส่วนผลด้านมุมมองแง่ลบต่อธรรมชาติมนุษย์ชัดเจนกว่าในกลุ่มอิหร่าน และผู้วิจัยระบุว่าผลในกลุ่มสหรัฐฯ ยังต้องตรวจซ้ำ

ฉบับเต็มของงานนี้เปิดได้จากหน้าผู้พิมพ์และคลังของผู้แต่ง ผลมาจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาแบบสะดวก จึงบอกได้เพียงความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่าการเสพข่าวร้ายก่อให้เกิดความกังวลหรือพบเหมือนกันในประชากรทุกประเทศ

ความทนต่อความไม่แน่นอนอาจเกี่ยวข้องอย่างไร

Türk-Kurtça และ Kocatürk (2025) ตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลประจำตัว ความทนต่อความไม่แน่นอน ความยืดหยุ่นทางใจ และ doomscrolling แต่ฉบับเต็มและบทคัดย่อต้นทางของงานนี้ยังเปิดตรวจไม่ได้ จึงไม่ใช้ผลหรือทิศทางความสัมพันธ์จากงานนี้เพื่อสรุปว่าใครเสี่ยงกว่าใคร และไม่ใช้เป็นหลักฐานยืนยันคำแนะนำต่อผู้อ่าน

หลังภัยพิบัติ doomscrolling เกี่ยวข้องกับความกลัวและความไม่แน่นอนอย่างไร

Mustafa Özmen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Earthquake Fear, Doomscrolling, Anxiety and Intolerance of Uncertainty: A Longitudinal Serial Mediation Study" ตีพิมพ์ใน *Journal of Health Psychology* ปี 2025 (เล่ม 31 ฉบับ 3 หน้า 1278-1290, DOI 10.1177/13591053251387438)

ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในตุรกี 255 คน (หญิง 83.9% อายุเฉลี่ย 21.81 ปี) ประมาณ 1 ปีหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ Kahramanmaraş ในปี 2023 ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในตุรกี โดยเก็บข้อมูล 2 ช่วงเวลาห่างกัน 6 เดือน ทำให้เป็นหนึ่งในงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่ศึกษา doomscrolling แบบระยะยาว (longitudinal) แทนที่จะเก็บข้อมูลครั้งเดียวแบบตัดขวางเหมือนงานส่วนใหญ่ในสาขานี้ ผลการวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์แบบต่อเนื่องพบว่า แบบจำลองทางสถิติระบุ doomscrolling และความวิตกกังวลเป็นตัวกลางต่อเนื่องระหว่างความกลัวแผ่นดินไหวกับความทนต่อความไม่แน่นอน แต่การติดตามสองครั้งยังพิสูจน์เส้นทางเหตุและผลไม่ได้

ผมคิดว่างานนี้สำคัญมากเพราะการออกแบบวิจัยแบบ 2 ช่วงเวลาทำให้พอเห็นลำดับก่อนหลังได้ชัดกว่างานที่เก็บข้อมูลครั้งเดียว ต่างจากงานอื่นๆ ในบทความนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาตัดขวาง ทีมวิจัยเองก็ระบุตรงๆ ว่าถึงจะเป็นข้อมูลระยะยาวแต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงเรื่องสาเหตุ-ผลได้ 100% เพราะเป็นแบบสอบถามรายงานตนเองทั้งหมด สิ่งที่ผมทึ่งที่สุดจากงานนี้คือมันแสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์วิกฤตจริง เช่น ภัยพิบัติ doomscrolling ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ปลายทางของความกลัว แต่ปรากฏในเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างความกลัวกับความทนต่อความไม่แน่นอนในแบบจำลอง คำถามที่ตามมาคือ ผลลัพธ์แบบนี้จะซ้ำกันไหมถ้าลองไปวัดในอีกวัฒนธรรมหนึ่งที่ไม่ได้เพิ่งผ่านภัยพิบัติมาสดๆ ร้อนๆ

ยืนยันซ้ำในอีกวัฒนธรรม: doomscrolling สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำลง

Paolo Soraci, Mark D. Griffiths, Nadia Bevan, Renato Pisanti, Mariachiara Trovato, Rocco Servidio, Ettore D'Aleo, Lorenzo Campedelli, Federica Gallo และ Seydi Ahmet Satici ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Psychometric Analysis of the Italian Doomscrolling Scale: Associations with Problematic Social Media Use, Psychological Distress, and Mental Well-being" ตีพิมพ์ใน *Current Psychology* ปี 2025 (เล่ม 44 ฉบับ 12 หน้า 11872-11883, DOI 10.1007/s12144-025-07976-9)

ทีมวิจัยแปลและตรวจสอบความแม่นยำของแบบวัด Doomscrolling Scale ฉบับภาษาอิตาลี จากกลุ่มตัวอย่างชาวอิตาลี 300 คน (หญิง 70.7% อายุเฉลี่ย 38.02 ปี) โดยให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบวัด doomscrolling ควบคู่กับเครื่องมือวัดมาตรฐานหลายตัว ได้แก่ DASS-21 (วัดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียด) WEMWBS (วัดความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ) SWLS (วัดความพึงพอใจในชีวิต) และ BSMAS (วัดการเสพติดโซเชียลมีเดีย) ผลการวิเคราะห์ยืนยันว่าคะแนน doomscrolling สัมพันธ์ทางบวกกับคะแนน DASS-21 และ BSMAS อย่างชัดเจน และสัมพันธ์ทางลบกับคะแนน WEMWBS และ SWLS อย่างชัดเจนเช่นกัน กล่าวคือยิ่ง doomscroll มาก ความทุกข์ทางจิตใจและการเสพติดโซเชียลมีเดียก็ยิ่งสูง ขณะที่ความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจและความพึงพอใจในชีวิตกลับยิ่งต่ำลง

บทความฉบับเต็มบนเว็บไซต์ผู้พิมพ์ยืนยันทิศทางความสัมพันธ์เหล่านี้ แต่เป็นแบบสำรวจออนไลน์ของผู้สมัครใจ 300 คน จึงอาจมีอคติจากการคัดเลือกและการรายงานตนเอง การพบความสัมพันธ์คล้ายกับงานในประเทศอื่นช่วยตั้งคำถามวิจัยต่อ แต่ยังไม่ยืนยันเหตุและผลหรือความเป็นตัวแทนของประชากรทั่วไป

กรอบรู้–กั้น–ยอม–ปิด

เพื่อแปลงงานวิจัยข้างต้นให้เป็นขั้นตอนตัดวงจร doomscrolling ก่อนที่ความทุกข์จะสะสม เราสังเคราะห์เป็นกรอบ รู้–กั้น–ยอม–ปิด กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบประเมินทางคลินิกหรือโปรแกรมบำบัดที่ผ่านการทดสอบแยกต่างหาก

1. รู้ — รู้ทันตัวเองว่ากำลัง "อ่านเพื่อรู้" หรือ "เลื่อนเพื่อคลายความทนไม่ได้"

เช็คความรู้สึกตัวเองก่อนเลื่อนฟีดต่อ ว่ากำลังหาข้อมูลที่จำเป็นจริง หรือแค่เลื่อนเพราะทนความไม่รู้ไม่ได้ เป็นคำถามสำหรับสังเกตตัวเอง ไม่ใช่ผลทดลองว่าความไม่แน่นอนทำให้ doomscroll

2. กั้น — กั้นเวลาให้ชัดเจน โดยเฉพาะก่อนนอนและช่วงวิกฤต

กำหนดช่วงเวลาติดตามข่าวให้ชัด ไม่ปล่อยให้เลื่อนต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด เพราะ Özmen (2025) พบว่าในสถานการณ์วิกฤตจริงอย่างภัยพิบัติ doomscrolling อยู่ในเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างความกลัวกับความทนต่อความไม่แน่นอนในแบบจำลอง การกั้นเวลาเป็นวิธีที่อาจลองใช้ได้ แต่ยังไม่ถูกทดสอบในงานนี้

3. ยอม — ยอมรับว่ามีบางเรื่องที่ยังไม่รู้ผลตอนนี้ได้

ฝึกทนต่อความไม่แน่นอนแทนการพยายามรู้ให้ครบทุกเรื่องร้ายก่อนวางมือถือ เป็นแนวทางที่อาจลองใช้ได้ แต่ยังไม่มีผลทดลองจากงานที่อ้างว่าช่วยลดพฤติกรรมนี้

4. ปิด — ปิดจบด้วยกิจกรรมที่ดึงตัวเองกลับมาปัจจุบัน

เมื่อครบเวลาที่กั้นไว้ ให้ปิดแอปแล้วทำกิจกรรมที่ดึงความสนใจกลับมาที่ร่างกายหรือคนรอบตัวจริงๆ เพราะ Satici และคณะ (2023) และ Soraci และคณะ (2025) พบว่าคะแนน doomscrolling สัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจและความเป็นอยู่ที่ดีในแบบสำรวจ การปิดแอปเป็นข้อเสนอให้ทดลองใช้ ไม่ใช่ผลการรักษาที่พิสูจน์แล้ว

ลำดับนี้ใช้ได้ทั้งในวันปกติและวันที่มีข่าวใหญ่กระทบใจเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกข้อในคราวเดียว

กรณีจำลอง: ปุ้ย กับข่าวเศรษฐกิจก่อนนอนทุกคืน

สมมติว่า "ปุ้ย" ทำงานออฟฟิศ มีนิสัยเปิดมือถือดูข่าวก่อนนอนทุกคืน ช่วงนี้เธอเห็นข่าวเศรษฐกิจถดถอย ข่าวการเมือง และข่าวภัยไซเบอร์ต่อเนื่องกันจนรู้สึกกังวลลึกๆ ว่าอนาคตประเทศและอนาคตตัวเองจะเป็นอย่างไร แต่ก็ยังเลื่อนต่อไม่หยุดเพราะกลัวพลาดเรื่องสำคัญ จนนอนหลับยากขึ้นเรื่อยๆ

คืนหนึ่งปุ้ยลองหยุด รู้ ทันตัวเองก่อนว่ากำลังเลื่อนเพราะอยากรู้จริงหรือแค่ทนความไม่รู้ไม่ได้ แล้วพบว่าเป็นอย่างหลังมากกว่า จากนั้นเธอ กั้น เวลาให้ตัวเองดูข่าวได้แค่ 15 นาทีหลังอาหารเย็น ไม่แตะข่าวอีกหลัง 3 ทุ่ม เธอฝึก ยอม รับว่าไม่จำเป็นต้องรู้ผลของทุกสถานการณ์ก่อนนอน พรุ่งนี้ค่อยติดตามต่อก็ยังทัน สุดท้ายเธอ ปิด ท้ายคืนด้วยการวางมือถือไว้นอกห้องนอนแล้วอ่านหนังสือแทน

ผ่านไปสองสัปดาห์ ปุ้ยยังตามข่าวสำคัญทันเหมือนเดิม แต่หลับง่ายขึ้นและความกังวลลึกๆ ก่อนนอนก็เบาลง กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ผู้ป่วยจริงหรือผลการรักษาที่ผ่านการวัดผล

ลองเอาไปปรับใช้

1. สังเกตตัวเองว่ากำลัง "อ่านเพื่อรู้" หรือ "เลื่อนเพื่อความเครียด" เพราะ Satici และคณะ (2023) พบว่าคะแนน doomscrolling สัมพันธ์กับความทุกข์ทางใจและความเป็นอยู่ที่ดีในแบบสำรวจ โดยยังไม่ทราบเหตุและผล การเช็คตัวเองเป็นวิธีสังเกตพฤติกรรม 2. ถ้ารู้สึกกังวลลึกๆ เกี่ยวกับชีวิตหรือโลกใบนี้หลังเลื่อนฟีดนาน ให้ลองหยุดสัก 1-2 วัน เพราะ Shabahang และคณะ (2024) พบว่า doomscrolling สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวนิยมที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในกลุ่มตัวอย่างอิหร่านและสหรัฐฯ 3. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนทนความไม่แน่นอนไม่ค่อยได้ ให้ระวังเป็นพิเศษ การสังเกตแรงจูงใจตนเองอาจช่วยวางขอบเขตการติดตามข่าว แต่ยังไม่มีการทดลองยืนยันว่าการฝึกยอมรับความไม่แน่นอนลด doomscrolling 4. ในช่วงที่มีข่าวร้ายหรือวิกฤตใหญ่ ให้จำกัดเวลาติดตามข่าวอย่างมีสติเป็นพิเศษ เพราะ Özmen (2025) พบว่าหลังภัยพิบัติจริง doomscrolling อยู่ในเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างความกลัวกับความทนต่อความไม่แน่นอนในแบบจำลอง การจำกัดเวลาเป็นข้อเสนอให้ลอง ไม่ใช่ผลการทดลองจากงานนี้ 5. อย่ามองว่าความรู้สึกแย่หลัง doomscroll เป็นเรื่องเกินจริงหรือคิดไปเอง เพราะ Soraci และคณะ (2025) พบในกลุ่มตัวอย่างอิตาลีว่าคะแนน doomscrolling สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำกว่า สอดคล้องกับผลที่พบในตุรกี อิหร่าน และสหรัฐฯ มาก่อนแล้ว

#doomscrolling#สุขภาพจิต#ความวิตกกังวล#การเสพข่าว#โซเชียลมีเดีย#ความพึงพอใจในชีวิต

แหล่งอ้างอิง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
ความสัมพันธ์และความรัก

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ

งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

อ่าน 20 นาที
สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID
สุขภาพกายและใจ

สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID

งานวิจัยเวชระเบียนกว่า 1.28 ล้านคนและภาพสแกนสมอง 785 คนพบว่าอาการสมองล้าหลังติดโควิดไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่วัดได้จริงและยังหลงเหลืออยู่แม้อาการอื่นจะหายแล้ว โดยความเสี่ยงภาวะพร่องทางสมองยังสูงกว่าเดิมตลอด 2 ปีที่ติดตาม

อ่าน 24 นาที
แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้

งานทดลองภาคสนามจริงพบว่าแค่เตือนให้คิดถึงความถูกต้องก่อนแชร์ ก็ช่วยลดการแชร์ข่าวปลอมได้จริง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกหกแต่แค่ไม่ทันคิด ส่วนแนวคิด 'วัคซีนทางความคิด' ก็ช่วยสร้างภูมิต้านทานข่าวลวงได้ผลในหลายประเทศ

อ่าน 24 นาที
รายได้กับความสุขมีเพดานที่ $75,000 จริงไหม: งานปี 2021–2023 พบรูปแบบต่างกันตามระดับความสุข
การเงินส่วนบุคคล

รายได้กับความสุขมีเพดานที่ $75,000 จริงไหม: งานปี 2021–2023 พบรูปแบบต่างกันตามระดับความสุข

การวิเคราะห์ร่วมปี 2023 พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขต่างกันตามระดับคะแนนความสุข ไม่พบเพดานรายได้เดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

อ่าน 22 นาที