เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง
ความเชื่อ 13 ปีที่ว่าเงินซื้อความสุขได้แค่ถึง $75,000/ปี ถูกงานวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 1.7 ล้านครั้งหักล้างว่าความสุขส่วนใหญ่เพิ่มต่อเนื่องไม่มีเพดาน ยกเว้นคนกลุ่มที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ที่ความสุขหยุดนิ่งจริงที่ประมาณ $100,000/ปี
บรรณาธิการ

สรุปสั้น (Key Takeaways)
- Killingsworth (2021, *PNAS*) วิเคราะห์ข้อมูล experience-sampling 1,725,994 ครั้งจากผู้ใหญ่ทำงาน 33,391 คน พบว่าความสุขในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามลอการิทึมของรายได้ ไม่มีสัญญาณเพดานที่ $75,000/ปี ตามที่เคยเชื่อกัน
- Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023, *PNAS*) งาน adversarial collaboration พบว่าทั้งสองฝ่ายถูกคนละส่วน คนที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ความสุขหยุดนิ่งจริงที่รายได้ราว $100,000/ปี ขณะที่คนส่วนใหญ่ความสุขเพิ่มต่อเนื่องไม่มีเพดาน และกลุ่มมีความสุขที่สุด 30% ความสุขยิ่งเร่งขึ้นเมื่อรายได้สูงกว่านั้น
- Buttrick & Oishi (2023, *PNAS*) บทวิเคราะห์ประกอบงานข้างต้น ทบทวนประวัติศาสตร์ข้อถกเถียงเรื่องเงินกับความสุขและกลไกทางจิตวิทยาที่อาจอธิบายว่าทำไมรูปแบบความสัมพันธ์ถึงต่างกันระหว่างกลุ่มคน
- Oishi, Cha, Komiya & Ono (2022, *PNAS Nexus*) วิเคราะห์ข้อมูล 4 ประเทศ/ภูมิภาคยาวนานหลายทศวรรษ พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขแข็งแรงขึ้นเมื่อความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมสูงขึ้น (สหรัฐฯ ปี 1972-2018 มีค่าสหสัมพันธ์กับดัชนี Gini ที่ r=0.66)
- Toshkov (2022, *Journal of Happiness Studies*) วิเคราะห์ข้อมูล European Social Survey พบว่าเส้นกราฟความสุขตามอายุแตกต่างกันมากตามระดับรายได้ คนกลุ่มรายได้ต่ำสุดเจอความทุกข์ลึกช่วงวัยกลางคน (อายุ 50-55) ส่วนคนกลุ่มรายได้สูงสุดความสุขแทบไม่เปลี่ยนตามอายุเลย
- Galbraith และคณะ (2024, *PNAS*) สำรวจ 2,966 คนใน 19 ชุมชนพื้นเมือง/ชุมชนขนาดเล็กทั่วโลกที่ส่วนใหญ่แทบไม่มีรายได้เป็นเงินสด พบค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในชีวิต 6.8 จาก 10 คะแนน และมี 4 แห่งทำคะแนนได้เกิน 8 เทียบเท่าประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย
- สังเคราะห์หลักฐานทั้งหมดเป็นกรอบ รู้–มอง–เติม–พอ สำหรับใช้ประเมินว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยความสุขของตัวเองได้มากแค่ไหนจริงๆ
คำชี้แจง
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านการเงินเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ
เคยได้ยินไหมครับว่า "เงินซื้อความสุขได้ถึงแค่ปีละ 75,000 ดอลลาร์ หลังจากนั้นมีเท่าไหร่ก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่ม" ผู้เขียนก็เชื่อตัวเลขนี้มานานพอสมควร เพราะมันถูกพูดถึงซ้ำๆ ในหนังสือพัฒนาตัวเอง บทความการเงิน แม้แต่ในบทสนทนาทั่วไปจนรู้สึกเหมือนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องตั้งคำถามแล้ว แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากอากาศจริงๆ นะครับ มันมาจากงานวิจัยของ Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ และ Angus Deaton ตีพิมพ์ใน *PNAS* ปี 2010 ที่วิเคราะห์ข้อมูลสำรวจ Gallup กว่า 450,000 ครั้ง แล้วพบว่าความรู้สึกดีในชีวิตประจำวัน (emotional well-being) หยุดเพิ่มขึ้นหลังรายได้ราว 75,000 ดอลลาร์ต่อปี แม้ความพึงพอใจในชีวิตโดยรวม (life evaluation) จะยังเพิ่มต่อไปเรื่อยๆ ก็ตาม
แต่พอบทความนี้ตรวจสอบงานวิจัยที่ตามมาหลังจากนั้น ผลลัพธ์น่าสนใจ เพราะในปี 2021 มีนักวิจัยคนหนึ่งลองใช้วิธีวัดความสุขที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง แล้วได้ผลลัพธ์ที่แทบจะขัดกับความเชื่อเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จนเกิดการปะทะทางวิชาการที่จบลงด้วยเรื่องที่หาดูได้ยากในวงการวิทยาศาสตร์ คือสองฝ่ายที่เคยเห็นต่างกันมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันเพื่อหาคำตอบว่าใครถูกใครผิดกันแน่ เรื่องราวนี้น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นตัวอย่างที่ดีมากว่าวิทยาศาสตร์ที่ดีทำงานยังไงเวลาความเห็นขัดแย้งกัน ในบทความนี้จะพาคุณไปดูว่าท้ายที่สุดแล้ว หลักฐานบอกอะไรบ้างเกี่ยวกับเงินกับความสุข เพดาน 75,000 ดอลลาร์มีจริงไหม ใครบ้างที่ยังเจอเพดานแบบนั้นอยู่จริงๆ และเงินสำคัญกับความสุขต่างกันแค่ไหนตามช่วงวัยและบริบทของสังคมที่เราอยู่
เพดาน 75,000 ดอลลาร์ที่แท้จริงแล้วอาจไม่มีอยู่จริง
Matthew A. Killingsworth นักวิจัยจาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย คือคนที่จุดชนวนเรื่องทั้งหมดนี้ครับ เขาตีพิมพ์งานชื่อ "Experienced Well-Being Rises With Income, Even Above $75,000 per Year" ใน *Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)* ปี 2021 (เล่ม 118 ฉบับ 4 บทความเลขที่ e2016976118, DOI 10.1073/pnas.2016976118) สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ขนาดข้อมูลที่ใหญ่กว่าเดิม แต่เป็นวิธีวัดความสุขที่ต่างไปเลย งานของ Kahneman & Deaton ในปี 2010 ใช้แบบสำรวจ Gallup Daily Poll ที่ถามแบบย้อนหลังว่า "เมื่อวานนี้คุณรู้สึกมีความสุข/เครียดหรือไม่" เป็นคำตอบแบบใช่/ไม่ใช่เท่านั้น ส่วน Killingsworth ใช้แอปพลิเคชันสมาร์ตโฟนชื่อ Track Your Happiness สุ่มส่งข้อความถามผู้เข้าร่วมแบบเรียลไทม์ตลอดวันว่า "ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร" บนสเกลต่อเนื่อง 0-100 คะแนน ลองนึกภาพดูสิครับ ระหว่างถามคนว่า "เมื่อวานมีความสุขไหม" แบบใช่/ไม่ใช่ กับถามว่า "ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร" หลายครั้งต่อวันแบบเรียลไทม์ อย่างหลังย่อมจับความละเอียดอ่อนของอารมณ์ได้มากกว่ามาก ข้อมูลที่ได้จึงมีความละเอียดสูงมาก คือ 1,725,994 รายงานจากผู้ใหญ่ที่มีงานทำ 33,391 คนในสหรัฐฯ
ผลลัพธ์ที่ได้ให้ผลที่น่าสนใจ ทั้งความสุขแบบประสบการณ์จริง (experienced well-being ที่วัดแบบเรียลไทม์) และความสุขแบบประเมินภาพรวมชีวิต (evaluative well-being) ต่างเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงตามลอการิทึมของรายได้ (log income) โดยมีความชันเท่ากันไม่ว่าจะเป็นคนรายได้สูงหรือรายได้ต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือไม่พบหลักฐานว่ามีจุดที่ความสุขแบบประสบการณ์จริงหยุดเพิ่มขึ้นที่รายได้ $75,000/ปี ตามที่ Kahneman & Deaton เคยรายงานไว้เลย ไม่ว่าจะตัดข้อมูลที่จุดใดก็ตาม จุดสำคัญคือ Killingsworth เองก็ไม่ได้รีบด่วนสรุปว่างานเดิมผิด เขายอมรับตรงไปตรงมาในบทความว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ผลลัพธ์ขัดแย้งกับงานที่มีชื่อเสียงและถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางเช่นนี้ และเสนอว่าความแตกต่างอาจมาจากวิธีวัดความสุขที่ต่างกัน ไม่ใช่ว่างานใดงานหนึ่งผิดพลาด แต่คำถามที่ยังค้างอยู่คือ แล้วสรุปใครถูกกันแน่ล่ะ นี่คือคำถามที่ Kahneman เองในฐานะเจ้าของงานปี 2010 ตัดสินใจเข้ามาช่วยตอบโดยตรงในงานชิ้นถัดไป
เมื่อสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันมานั่งวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน: ทั้งคู่ถูก แต่ถูกคนละกลุ่ม
ตรงนี้แหละครับที่เป็นจุดที่น่าประทับใจที่สุดในเรื่องทั้งหมด แทนที่จะปล่อยให้ข้อขัดแย้งค้างคาไว้แล้วต่างคนต่างเถียงกันในบทความวิชาการ Daniel Kahneman เสนอให้ทำสิ่งที่เรียกว่า "adversarial collaboration" คือให้สองฝ่ายที่มีข้อสรุปขัดแย้งกันมาร่วมมือวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดียวกันใหม่ด้วยกัน โดยมีนักวิจัยที่เป็นกลางร่วมตัดสิน ลองคิดดูสิครับว่าต้องใจกว้างแค่ไหนถึงจะยอมทำแบบนี้ทั้งที่ตัวเองเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลอยู่แล้ว Matthew A. Killingsworth, Daniel Kahneman และ Barbara Mellers จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ตีพิมพ์ผลงานร่วมกันชื่อ "Income and Emotional Well-Being: A Conflict Resolved" ใน *PNAS* ปี 2023 (เล่ม 120 ฉบับ 10 บทความเลขที่ e2208661120, DOI 10.1073/pnas.2208661120) โดยนำข้อมูล experience-sampling ชุดเดียวกับที่ Killingsworth ใช้ในปี 2021 มาวิเคราะห์ใหม่อย่างละเอียด
จุดค้นพบสำคัญที่ตรวจสอบแล้วต้องกลับไปอ่านซ้ำอีกรอบเพื่อความชัวร์คือ ความขัดแย้งเดิมส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดเชิงวิธีวัด แบบสำรวจของ Kahneman & Deaton ในปี 2010 มีลักษณะ "ceiling effect" คือมีสัดส่วนคนตอบว่า "มีความสุขที่สุด" มากจนวัดความแตกต่างเพิ่มเติมไม่ได้ในกลุ่มรายได้สูง แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อแบ่งกลุ่มคนตามระดับความสุขพื้นฐาน กลับพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขไม่เหมือนกันในทุกกลุ่มคนเลย สำหรับคนที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ของกลุ่มตัวอย่าง ความสุขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงรายได้ต่ำ แต่หยุดนิ่งอย่างชัดเจนเมื่อรายได้แตะราว $100,000/ปี (ความชันหลังจากจุดนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ) ซึ่งเมื่อปรับตามเงินเฟ้อ ตัวเลขนี้ก็คือ $75,000 เดิมของ Kahneman & Deaton เมื่อปรับตามเงินเฟ้อนั่นเอง น่าทึ่งใช่ไหมครับ ในทางตรงข้าม สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เหลือ ความสุขยังคงเพิ่มขึ้นตามลอการิทึมของรายได้ต่อเนื่องไม่มีเพดาน และสำหรับกลุ่มที่มีความสุขที่สุด 30% ความสุขยิ่งเร่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิมเมื่อรายได้สูงกว่า $100,000/ปีเสียอีก
แต่ควรชวนคุณดูตัวเลขนี้ด้วยครับ ทีมวิจัยเองระบุว่าขนาดผลโดยรวมนั้นค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่นในชีวิต ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างความสุขเฉลี่ยกับลอการิทึมของรายได้ในข้อมูล experience-sampling อยู่ที่เพียง r=0.09 และความแตกต่างของค่ามัธยฐานความสุขระหว่างครัวเรือนรายได้ $15,000 กับ $250,000 ต่อปี อยู่ที่ราว 5 คะแนนบนสเกล 100 คะแนนเท่านั้น พูดอีกแบบคือ แม้รายได้จะต่างกันมหาศาล แต่ความสุขที่ต่างกันจริงๆ ก็ไม่ได้เยอะขนาดที่หลายคนคิด สรุปแล้ว Kahneman ไม่ได้ผิดทั้งหมด และ Killingsworth ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมดเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายอธิบายความจริงคนละส่วนของประชากรนั่นเอง คำถามต่อมาที่ควรรู้คือ ทำไมรูปแบบถึงต่างกันขนาดนี้ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บทวิเคราะห์ประกอบชิ้นถัดไปพยายามตอบ
ทำไมรูปแบบถึงต่างกัน: มองผ่านประวัติศาสตร์และกลไกทางจิตวิทยา
พร้อมกับงาน adversarial collaboration ข้างต้น กองบรรณาธิการ *PNAS* ได้ตีพิมพ์บทความประกอบ (Commentary) ชื่อ "Money and Happiness: A Consideration of History and Psychological Mechanisms" โดย Nicholas Buttrick จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน และ Shigehiro Oishi จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ตีพิมพ์ใน *PNAS* ปี 2023 เช่นกัน (เล่ม 120 ฉบับ 13 บทความเลขที่ e2301893120, DOI 10.1073/pnas.2301893120) ควรบอกตรงๆ ว่าบทความนี้ไม่ใช่งานเก็บข้อมูลใหม่นะครับ แต่เป็นการทบทวนว่าข้อถกเถียงเรื่อง "เงินซื้อความสุขได้ไหม" มีประวัติศาสตร์ยาวนานในวงการเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยามาตั้งแต่ข้อสังเกตของ Richard Easterlin ในทศวรรษ 1970 ที่พบว่ารายได้เฉลี่ยของประเทศเพิ่มขึ้นแต่ความสุขเฉลี่ยของประชากรกลับไม่ได้เพิ่มตาม (ที่รู้จักกันในชื่อ Easterlin Paradox) มาจนถึงงานของ Kahneman & Deaton ในปี 2010 และงานประนีประนอมข้างต้น
เพราะเป็นบทความเชิงวิเคราะห์ ไม่ได้รายงานตัวเลขสถิติของตัวเองใหม่ บทความนี้จึงไม่อ้างตัวเลขเพิ่มเติมจากงานชิ้นนี้ แต่สิ่งที่มีคุณค่ามากคือมันช่วยจัดวางบริบทให้เราเข้าใจว่า ทำไมนักวิจัยสองคนที่เก่งกาจและซื่อสัตย์ต่อข้อมูลพอกันถึงได้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกันมานานกว่าทศวรรษ และชี้ให้เห็นว่าคำถาม "เงินซื้อความสุขได้ไหม" ที่ฟังดูเรียบง่าย แท้จริงแล้วซ่อนคำถามย่อยหลายชั้นไว้ข้างใน ทั้งเรื่องนิยามของความสุข (ความรู้สึกขณะนั้น กับการประเมินชีวิตโดยรวม) วิธีวัด (แบบเรียลไทม์ กับแบบย้อนหลัง) และความแตกต่างระหว่างบุคคล (คนที่มีความสุขพื้นฐานต่างกันตอบสนองต่อรายได้ต่างกัน) นี่เป็นบทเรียนเชิงระเบียบวิธีวิจัยที่สำคัญไม่แพ้ข้อค้นพบเชิงตัวเลขเลย คำถามต่อมาคือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขแตกต่างกันไปตามระดับความสุขพื้นฐานของแต่ละคนแล้ว มันจะแตกต่างกันไปตามบริบทของสังคมที่คนคนนั้นอาศัยอยู่ด้วยหรือไม่
เงินสำคัญกับความสุขมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าสังคมเหลื่อมล้ำแค่ไหนด้วย
มาถึงตรงนี้ จึงเกิดคำถามว่าคำตอบทั้งหมดที่เจอมาจะเปลี่ยนไปไหมถ้าดูในสังคมอื่นหรือช่วงเวลาอื่น Shigehiro Oishi, Youngjae Cha, Asuka Komiya และ Hiroshi Ono ตอบคำถามนี้ได้พอดี พวกเขาตีพิมพ์งานชื่อ "Money and Happiness: The Income–Happiness Correlation Is Higher When Income Inequality Is Higher" ใน *PNAS Nexus* ปี 2022 (เล่ม 1 ฉบับ 5 บทความเลขที่ pgac224, DOI 10.1093/pnasnexus/pgac224) โดยตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขที่พบในสหรัฐฯ จะแข็งแรงเท่ากันในทุกช่วงเวลาและทุกสังคมหรือไม่ ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลรวม 4 ชุด คือข้อมูลสหรัฐฯ ปี 1972-2018 ข้อมูลญี่ปุ่นปี 1978-2011 ข้อมูลยุโรป 16 ประเทศช่วงปี 1970-2018 และข้อมูลลาตินอเมริกาปี 1997-2018
ผลลัพธ์คือ ในสหรัฐฯ ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขมีแนวโน้มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามปีที่สำรวจ (r=0.65, p<0.001) และแข็งแรงขึ้นตามดัชนีความเหลื่อมล้ำ Gini ที่สูงขึ้น (r=0.66, p<0.001) พูดง่ายๆ คือยิ่งสังคมอเมริกันเหลื่อมล้ำมากขึ้นเท่าไหร่ รายได้ก็ยิ่งมีน้ำหนักต่อความสุขมากขึ้นเท่านั้น ตรงนี้น่าคิดมากครับ ในยุโรปก็พบทิศทางคล้ายกัน ความสัมพันธ์เฉลี่ยแบบ meta-analytic กับปีที่สำรวจอยู่ที่ 0.44 (95% CI 0.29-0.57) และกับ GDP ต่อหัวอยู่ที่ 0.35 (95% CI 0.20-0.49) แต่ที่ทำให้ผู้เขียนสนใจเป็นพิเศษคือในลาตินอเมริกากลับพบทิศทางตรงข้ามเลยครับ คือความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความพึงพอใจในชีวิตลดลงตามช่วงเวลา (r=-0.15, p=0.027) ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่หลายประเทศในภูมิภาคนี้มีความเหลื่อมล้ำลดลงในช่วงเวลาเดียวกัน ทีมวิจัยตีความว่ารายได้อาจสำคัญกับความสุขมากเป็นพิเศษในสังคมที่คนใช้รายได้เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบสถานะทางสังคมกับคนรอบข้าง และสำคัญน้อยลงในสังคมที่มีระบบสวัสดิการหรือความเสมอภาคที่ช่วยลดแรงกดดันด้านสถานะลง ข้อจำกัดที่ควรชวนตั้งข้อสังเกตไว้คือ นี่เป็นข้อมูลเชิงสหสัมพันธ์ระดับประเทศ/ภูมิภาคที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลได้ และวารสาร *PNAS Nexus* เองก็มีการแก้ไขบทความเล็กน้อยภายหลังเรื่องการระบุการอนุมัติจริยธรรมวิจัยที่ตกหล่นในต้นฉบับ ซึ่งไม่กระทบตัวเลขผลลัพธ์หลักที่นำมาอ้างอิงในบทความนี้ งานชิ้นนี้เติมมิติที่สำคัญมากคือ นอกจากความแตกต่างระหว่างบุคคลตามที่ Killingsworth และคณะพบแล้ว บริบททางสังคมโดยรวมที่เราอาศัยอยู่ก็เป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขด้วยเหมือนกัน คำถามต่อมาที่ควรรู้คือ แล้วในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งเอง เงินสำคัญกับความสุขเท่ากันทุกช่วงวัยหรือเปล่า
เงินสำคัญกับความสุขต่างกันไปตามช่วงวัยด้วยเช่นกัน
เรื่องนี้ผู้เขียนก็คิดถึงตัวเองเหมือนกันครับ เพราะเคยได้ยินว่าความสุขของคนเรามักเป็นรูปตัว U คือแย่สุดช่วงวัยกลางคนแล้วค่อยดีขึ้นตอนแก่ Dimiter Toshkov จากมหาวิทยาลัยไลเดิน ลองตั้งคำถามกับความเชื่อนี้ในงานชื่อ "The Relationship Between Age and Happiness Varies by Income" ตีพิมพ์ใน *Journal of Happiness Studies* (เล่ม 23 ฉบับ 3 หน้า 1169-1188, DOI 10.1007/s10902-021-00445-7 เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกปลายปี 2021 และตีพิมพ์ฉบับพิมพ์ต้นปี 2022) โดยตั้งคำถามว่า รูปตัว U นี้จะเหมือนกันหรือไม่สำหรับคนที่มีรายได้ต่างกัน โดยใช้ข้อมูล European Social Survey
ผลลัพธ์คือ รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับความสุขแตกต่างกันอย่างมากตามระดับรายได้สัมพัทธ์ สำหรับคนกลุ่มรายได้ต่ำสุด (decile ล่างสุด) พบรูปแบบคล้าย "ไม้ฮอกกี้" คือความสุขลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องจนถึงช่วงอายุราว 50-55 ปี แล้วค่อยกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในวัยชรา ส่วนรูปตัว U แบบคลาสสิกที่มักถูกพูดถึงในสื่อ กลับพบชัดเจนที่สุดในกลุ่มรายได้ระดับกลาง ขณะที่สำหรับคนกลุ่มรายได้สูงสุด ความสุขเฉลี่ยแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุเลย อ่านมาถึงตรงนี้ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่ามันแปลว่าการเป็นคนจนทำให้วัยกลางคนเป็นช่วงที่ทุกข์เป็นพิเศษ ขณะที่การมีรายได้สูงดูเหมือนจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด "หลุมความทุกข์" ช่วงวัยกลางคนนี้ได้เกือบทั้งหมด ผู้วิจัยเองก็ระบุข้อจำกัดตรงไปตรงมาว่าเป็นข้อมูลตัดขวาง (cross-sectional) ไม่ใช่การติดตามคนกลุ่มเดียวกันไปตามเวลา จึงไม่สามารถแยกผลของอายุออกจากผลของรุ่นคน (cohort effect) ได้อย่างสมบูรณ์ แต่งานชิ้นนี้ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าคำถาม "เงินสำคัญกับความสุขแค่ไหน" ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกช่วงชีวิตของเรา รายได้ดูเหมือนจะมีบทบาทมากเป็นพิเศษในช่วงวัยกลางคนที่มักมีภาระทั้งครอบครัว การงาน และค่าใช้จ่ายพร้อมกัน คำถามสุดท้ายคือ ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคนอาศัยอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นตัวกลาง แล้วถ้าไม่ได้อยู่ในระบบแบบนั้นเลยล่ะ
เมื่อไม่มีเงินสดเลย แต่ความพึงพอใจในชีวิตกลับสูงเทียบเท่าประเทศร่ำรวย
มาถึงจุดนี้ คำถามสำคัญคือ งานวิจัยทั้งหมดที่ผ่านมาศึกษาแต่ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดทั้งนั้น แล้วถ้าไปดูชุมชนที่แทบไม่ใช้เงินสดเลยล่ะ ผลจะยังเหมือนเดิมไหม Eric D. Galbraith, Christopher Barrington-Leigh, Victoria Reyes-García และทีมวิจัยนานาชาติรวมกว่า 30 คน ไปหาคำตอบเรื่องนี้มาให้เราแล้วครับ ในงานชื่อ "High Life Satisfaction Reported Among Small-Scale Societies With Low Incomes" ตีพิมพ์ใน *PNAS* ปี 2024 (เล่ม 121 ฉบับ 7 บทความเลขที่ e2311703121, DOI 10.1073/pnas.2311703121) ทีมวิจัยสำรวจประชากรพื้นเมือง (Indigenous Peoples) และชุมชนท้องถิ่นขนาดเล็ก (local communities) รวม 2,966 คน จาก 19 พื้นที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งหลายแห่งพึ่งพาเศรษฐกิจแบบยังชีพ (subsistence) เป็นหลัก โดยมีเพียง 64% ของครัวเรือนที่สำรวจเท่านั้นที่มีรายได้เป็นเงินสดในรูปแบบใดก็ตาม
ผลลัพธ์คือ ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในชีวิตของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดอยู่ที่ 6.8 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งสูงกว่าที่หลายคนคงคาดไว้มาก และแม้จะมีบางพื้นที่ที่คะแนนต่ำถึง 5.1 แต่ก็มีถึง 4 พื้นที่ที่ทำคะแนนเกิน 8 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีความสุขติดอันดับต้นๆ ของโลกอย่างกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียในรายงาน World Happiness Report ทั้งที่ประชากรกลุ่มนี้แทบไม่มีรายได้เป็นตัวเงินเลย ข้อค้นพบนี้ช่วยถ่วงดุลข้อสรุปก่อนหน้าได้ ทีมวิจัยตีความว่าผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่ามีเส้นทางอื่นที่นำไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตสูงได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้เป็นตัวเงิน เช่น ความสัมพันธ์ทางสังคมที่แน่นแฟ้น ความมั่นคงทางอาหารและที่อยู่อาศัยผ่านระบบชุมชน หรือความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ซึ่งอาจทำหน้าที่ทดแทนสิ่งที่เงินซื้อได้ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ผู้วิจัยเองก็ยอมรับข้อจำกัดตรงไปตรงมาว่าเป็นข้อมูลตัดขวางในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้ติดตามระยะยาว และไม่ได้หมายความว่าความยากจนไม่มีผลเสียใดๆ เพราะบางพื้นที่ก็มีคะแนนต่ำเช่นกัน แต่งานชิ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าข้อค้นพบทั้งหมดในบทความนี้ ตั้งแต่ Killingsworth ไปจนถึง Toshkov ล้วนอยู่ภายใต้บริบทของสังคมที่ใช้เงินเป็นกลไกหลักในการตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่บริบทเดียวที่มนุษย์เราจะอยู่กันอย่างมีความสุขได้
กรอบรู้–มอง–เติม–พอ
หลักฐานทั้ง 6 ชิ้นชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เราจึงสังเคราะห์เป็นกรอบ รู้–มอง–เติม–พอ เพื่อช่วยประเมินว่าการไล่ตามรายได้เพิ่มจะคุ้มค่ากับความสุขของตัวเองแค่ไหน กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบประเมินทางจิตวิทยาที่ผ่านการวิจัยแยกต่างหาก
1. รู้ — รู้ว่าตัวเองน่าจะอยู่กลุ่มไหนของความสุขพื้นฐาน
ลองสังเกตตัวเองตรงๆ ว่าช่วงนี้รู้สึกทุกข์หนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหรือไม่ เพราะ Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023) พบว่าคนกลุ่มไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ความสุขหยุดนิ่งจริงเมื่อรายได้แตะราว $100,000/ปี ขณะที่คนส่วนใหญ่ความสุขยังเพิ่มต่อเนื่อง การรู้ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหนช่วยตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความจริงมากขึ้น
2. มอง — มองบริบทสังคมและช่วงวัยที่อยู่ ไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้ลอยๆ
เพราะ Oishi และคณะ (2022) พบว่ารายได้มีน้ำหนักต่อความสุขมากขึ้นในสังคมที่เหลื่อมล้ำสูง และ Toshkov (2022) พบว่าความทุกข์ทางการเงินมักกระจุกตัวหนักในช่วงวัย 50-55 ปีของกลุ่มรายได้ต่ำ การเข้าใจว่าความกดดันตอนนี้ส่วนหนึ่งมาจากบริบทรอบตัว ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว ช่วยลดความเครียดที่ไม่จำเป็นได้
3. เติม — เติมความสุขจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เงินคู่ขนานกันไป
เพราะ Galbraith และคณะ (2024) แสดงให้เห็นว่าความพึงพอใจในชีวิตระดับสูงเกิดขึ้นได้แม้ในชุมชนที่แทบไม่มีรายได้เป็นตัวเงิน ผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมที่แน่นแฟ้นและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ลองจัดเวลาให้ความสัมพันธ์และกิจกรรมที่มีความหมายเท่ากับที่จัดเวลาให้การหารายได้
4. พอ — วางจุด "พอ" ของตัวเองแทนไล่ตามแบบไม่มีเป้าหมาย
เพราะขนาดผลโดยรวมของรายได้ต่อความสุขค่อนข้างเล็ก (r=0.09 ตาม Killingsworth และคณะ) การตั้งเป้ารายได้ที่ชัดเจนสักจุดหนึ่งแล้วโฟกัสพลังงานไปที่ปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้น อาจให้ผลตอบแทนด้านความสุขที่คุ้มค่ากว่าการไล่ตามตัวเลขที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
กรอบนี้ไม่ได้บอกว่าไม่ควรหารายได้เพิ่ม แต่ช่วยให้ตัดสินใจอย่างมีข้อมูลว่าจะทุ่มพลังงานตรงไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุดสำหรับสถานการณ์ของตัวเอง
กรณีจำลอง: ไล่ตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแต่ความสุขไม่ขยับ
สมมติว่า "โบว์" อายุ 38 ปี ทำงานสายการตลาดมา 15 ปี เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนอีก 20% แต่กลับรู้สึกว่าความสุขในชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย ทั้งที่ตั้งใจทำงานหนักเพื่อจุดนี้มาตลอด เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเอง "ผิดปกติ" หรือเปล่าที่มีเงินเพิ่มแล้วยังไม่มีความสุข
โบว์ลอง รู้ ตัวเองก่อน โดยสังเกตว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ได้ทุกข์หนักเป็นทุนเดิม ชีวิตโดยรวมค่อนข้างมั่นคงอยู่แล้ว จึงเข้าใจว่าตัวเองน่าจะอยู่ในกลุ่มที่รายได้ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่จำกัดความสุขอีกต่อไป จากนั้น มอง บริบทรอบตัว พบว่าเธอเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนร่วมรุ่นในโซเชียลมีเดียที่ดูเหมือนรวยกว่าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นความกดดันจากการเปรียบเทียบสถานะมากกว่าจากรายได้จริงของตัวเอง เธอจึงลองลดเวลาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดียลง ด้าน เติม โบว์เริ่มจัดเวลาสัปดาห์ละครั้งไปกินข้าวกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนาน และกลับไปเล่นดนตรีที่เคยชอบตอนเรียนมหาวิทยาลัย สุดท้าย พอ เธอตั้งเป้ารายได้ที่ "พอ" สำหรับเป้าหมายชีวิตของตัวเอง (เก็บเงินเกษียณ ผ่อนบ้าน ท่องเที่ยวปีละครั้ง) แทนการไล่ตามตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดสิ้นสุด
หลังทำแบบนี้สามเดือน โบว์รู้สึกว่าความสุขในชีวิตประจำวันดีขึ้นชัดเจน แม้เงินเดือนจะเท่าเดิมก็ตาม กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริงหรือผลการทดลองที่วัดได้
ลองเอาไปปรับใช้ดู
จากงานวิจัยทั้งหมดที่เล่ามา มีบางอย่างที่พอเอาไปคิดต่อได้จริงๆ ครับ แต่ขอย้ำก่อนว่านี่เป็นเรื่องการเงินและความสุขของแต่ละคน จึงควรมองเป็นแนวทางกว้างๆ มากกว่าคำสั่งที่ต้องทำตาม:
1. อาจลองไม่เชื่อคำกล่าวอ้างว่า "มีเงินแค่ไหนก็พอ ไม่ต้องหาเพิ่มแล้ว" แบบเหมารวมทุกคน เพราะ Killingsworth (2021) และ Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023) พบว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ ความสุขยังคงเพิ่มขึ้นตามรายได้ต่อเนื่องโดยไม่มีเพดานชัดเจน แต่จึงอยากชวนคุณพิจารณาด้วยว่าขนาดผลโดยรวมค่อนข้างเล็ก (ค่าสหสัมพันธ์เพียง r=0.09) จึงไม่ควรมองว่ารายได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดความสุขในชีวิตเรา 2. ถ้าคุณรู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาจลองพิจารณาว่าการเพิ่มรายได้อาจช่วยได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น เพราะ Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023) พบว่าคนกลุ่มไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ความสุขมักหยุดนิ่งที่รายได้ราว $100,000/ปี (ปรับเงินเฟ้อแล้ว) ซึ่งอาจหมายความว่าปัจจัยอื่นนอกเหนือจากรายได้ เช่น สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ หรือความหมายในชีวิต อาจมีบทบาทสำคัญกว่าสำหรับคุณโดยเฉพาะถ้าอยู่ในกลุ่มนี้ 3. ลองพิจารณาบริบทสังคมที่ตัวเองอาศัยอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่ตัวเลขรายได้อย่างเดียว เพราะ Oishi และคณะ (2022) พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขแข็งแรงขึ้นในสังคมที่เหลื่อมล้ำสูง การเปรียบเทียบสถานะทางสังคมกับคนรอบข้างอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้รายได้ "รู้สึกสำคัญ" กับคุณมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าตัวเลขจริงก็ได้ 4. ถ้าคุณอยู่ในช่วงวัยกลางคนที่รู้สึกกดดันเรื่องการเงินเป็นพิเศษ อาจลองเข้าใจว่านี่อาจเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว เพราะ Toshkov (2022) พบว่าความทุกข์ทางการเงินมักกระจุกตัวหนักในช่วงอายุ 50-55 ปีโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ต่ำ การวางแผนการเงินที่คำนึงถึงภาระที่มักหนักขึ้นในช่วงวัยนี้อาจพอช่วยได้ แต่ถ้าความทุกข์นั้นรุนแรงหรือยืดเยื้อ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหรือสุขภาพจิตจริงๆ นะครับ ไม่ต้องแบกไว้คนเดียว 5. อาจลองมองหาความสุขจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากรายได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพราะ Galbraith และคณะ (2024) แสดงให้เห็นว่าความพึงพอใจในชีวิตระดับสูงเกิดขึ้นได้แม้ในบริบทที่แทบไม่มีรายได้เป็นตัวเงิน นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าเงินอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายเส้นทางที่นำไปสู่ความสุข ไม่ใช่เส้นทางเดียว 6. ไม่ว่าคุณจะเอนเอียงไปทางไหน คงไม่ควรด่วนสรุปว่าตัวเองต้อง "หาเงินเพิ่ม" หรือ "หยุดสนใจเงิน" แบบสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง เพราะภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมดในบทความนี้ชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขซับซ้อนและขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และช่วงวัยหลายอย่างพร้อมกัน การตัดสินใจทางการเงินที่เหมาะกับคุณจึงควรพิจารณาบริบทชีวิตของตัวเองประกอบด้วย ไม่ใช่พึ่งตัวเลขงานวิจัยเพียงอย่างเดียว
ลองย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองสักนิดสิครับ ตอนนี้คุณอยู่ในจุดไหนของภาพทั้งหมดนี้ ทั้งเรื่องระดับความสุขพื้นฐาน บริบทสังคมที่อยู่ และช่วงวัย บางทีคำตอบที่เหมาะกับคุณอาจไม่เหมือนกับคนอื่นเลยก็ได้
คำถามที่พบบ่อย
- สรุปแล้วเงินซื้อความสุขได้จริงหรือไม่?
- คำตอบที่ตรงกับหลักฐานมากที่สุดคือ "ได้ครับ สำหรับคนส่วนใหญ่ และมากกว่าที่เคยเชื่อกันด้วยซ้ำ" Killingsworth (2021) และ Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023) พบว่าความสุขเพิ่มขึ้นตามรายได้ต่อเนื่องไม่มีเพดานชัดเจนสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ขนาดผลโดยรวมค่อนข้างเล็ก (r=0.09) เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสุขในชีวิตเรานะครับ
- แล้วเพดาน 75,000 ดอลลาร์ที่เคยได้ยินกันมาผิดทั้งหมดเลยหรือ?
- ไม่ผิดทั้งหมดครับ นี่เป็นจุดที่สวยงามที่สุดของเรื่องทั้งหมดเลย Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023) พบว่าตัวเลขนี้ยังใช้ได้จริงสำหรับคนกลุ่มไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ของประชากร ซึ่งความสุขของพวกเขาหยุดนิ่งจริงที่รายได้ราว $100,000/ปี (เทียบเท่า $75,000 เดิมเมื่อปรับเงินเฟ้อ) ส่วนคนกลุ่มอื่นความสุขยังเพิ่มต่อเนื่อง งานวิจัยปี 2010 ของ Kahneman & Deaton จึงถูกต้องสำหรับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่ผิดทั้งหมดอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ
- ทำไมนักวิจัยสองกลุ่มถึงได้ผลลัพธ์ขัดแย้งกันตั้งแต่แรก?
- ส่วนหนึ่งมาจากวิธีวัดความสุขที่ต่างกันครับ Kahneman & Deaton (2010) ใช้คำถามย้อนหลังแบบสองตัวเลือก ซึ่งมีปัญหา ceiling effect (คนตอบว่ามีความสุขที่สุดเยอะจนวัดความแตกต่างเพิ่มไม่ได้) ส่วน Killingsworth (2021) ใช้การสุ่มถามแบบเรียลไทม์บนสเกลต่อเนื่อง พอ Killingsworth, Kahneman & Mellers (2023) มาวิเคราะห์ประเด็นนี้ร่วมกัน ก็พบว่าความแตกต่างของกลุ่มคนก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญไม่แพ้กัน นี่แหละคือเสน่ห์ของการทำ adversarial collaboration
- เงินสำคัญกับความสุขเท่ากันในทุกประเทศหรือไม่?
- ไม่เท่ากันครับ Oishi และคณะ (2022) พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขแข็งแรงขึ้นในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงและ GDP ต่อหัวสูง เช่นในสหรัฐฯ ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในบางภูมิภาคอย่างลาตินอเมริกาที่ความเหลื่อมล้ำลดลง ความสัมพันธ์นี้กลับอ่อนลง ส่วน Galbraith และคณะ (2024) ก็ยืนยันเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่งว่า ในชุมชนที่แทบไม่มีระบบเงินสดเลย ความพึงพอใจในชีวิตก็ยังสูงได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้เลย
- เงินสำคัญกับความสุขในทุกช่วงวัยเท่ากันหรือไม่?
- ไม่เท่ากันครับ Toshkov (2022) พบว่าคนกลุ่มรายได้ต่ำมักเจอความทุกข์ลึกเป็นพิเศษในช่วงวัยกลางคน (50-55 ปี) ขณะที่คนกลุ่มรายได้สูงความสุขแทบไม่เปลี่ยนแปลงตามอายุเลย การตีความที่ระมัดระวังคือรายได้น่าจะมีบทบาทเป็น "ตัวกันชน" ป้องกันความทุกข์ในบางช่วงวัยมากกว่าช่วงอื่นจริงๆ
- คนที่แทบไม่มีเงินเลยมีความสุขได้จริงหรือ ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรู?
- เป็นคำถามที่ดีมากครับ และคำตอบคือใช่ อย่างน้อยก็มีข้อมูลจริงรองรับ Galbraith และคณะ (2024) เก็บข้อมูลจริงจากชุมชนพื้นเมืองและชุมชนขนาดเล็ก 19 แห่งทั่วโลกที่ 64% ของครัวเรือนไม่มีรายได้เป็นเงินสดเลย พบค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในชีวิต 6.8 จาก 10 คะแนน และบางแห่งได้คะแนนเทียบเท่าประเทศสแกนดิเนเวีย แต่จึงอยากเตือนไว้ตรงนี้ว่า ผู้วิจัยเองก็ระบุว่าบางพื้นที่ยังมีคะแนนต่ำเช่นกัน จึงไม่ควรสรุปว่าความยากจนไม่มีผลเสียเลยในทุกบริบทนะครับ
- ถ้าอยากมีความสุขมากขึ้น ควรทุ่มเวลาหารายได้เพิ่มไหม?
- ควรตอบตรงๆ ว่างานวิจัยทั้งหมดในบทความนี้ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนขนาดนั้นครับ สิ่งที่พอสรุปได้คือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจสัมพันธ์กับความสุขที่เพิ่มขึ้นจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ (Killingsworth และคณะ 2021, 2023) แต่ขนาดผลค่อนข้างเล็ก และปัจจัยอื่นอย่างความสัมพันธ์ทางสังคม บริบทของสังคมที่อาศัยอยู่ (Oishi และคณะ 2022) และช่วงวัย (Toshkov 2022) ก็มีบทบาทไม่น้อยไปกว่ากันเลย การตัดสินใจว่าจะให้น้ำหนักกับการหารายได้เพิ่มมากแค่ไหนควรพิจารณาร่วมกับเป้าหมายชีวิตด้านอื่นของคุณด้วย ไม่ใช่มองแค่ตัวเลขรายได้อย่างเดียวนะครับ
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง
งานทดลองแจกเงิน $1,000/เดือนแบบไม่มีเงื่อนไขนาน 3 ปีในสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานน้อยลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์และรายได้จากการทำงานลดลง ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ความเครียดและความมั่นคงทางอาหารดีขึ้นเพียงชั่วคราวในปีแรก

รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด
ข้อมูลจากคนกว่า 71,000 คนพบว่าการศึกษาสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีสม่ำเสมอกว่า ขณะที่รายได้สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีชัดเจนกว่า และงานทดลองแจกเงินสดจริงในคน 200 คนใน 7 ประเทศก็ยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้จริงในเชิงสาเหตุ โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก
งานวิเคราะห์การทดลองแบบสุ่ม 76 ชิ้นในคนกว่า 160,000 คนยืนยันว่าคอร์สให้ความรู้ทางการเงินมีผลเชิงสาเหตุจริงทั้งต่อความรู้และพฤติกรรม แต่ผลต่อพฤติกรรมจริงเล็กกว่าผลต่อความรู้ถึง 5 เท่า และแม้จะจางลงหลังเรียนจบหลายปี ก็ยังช่วยลดการค้างชำระหนี้ได้บางส่วน

งานเสริมของคนอเมริกันที่ทำสองงานขึ้นไป สร้างรายได้เกือบ 30% ของรายได้รวม แต่งานวิจัยชี้ว่าเงินที่ได้มาไม่ได้แปลว่าชีวิตดีขึ้นเสมอไป
ข้อมูลบริหารรัฐของสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานหลายงานพร้อมกันมีรายได้จากงานที่สองสูงถึงเกือบ 28% ของรายได้รวม แต่งานวิจัยติดตามระยะยาวพบว่าการทำงานเสริมมีทั้งผลด้านเติมเต็มและบั่นทอนพร้อมกัน โดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็กมักได้รับผลกระทบด้านลบต่อความอยู่ดีมีสุขมากกว่า
