ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การงานและอาชีพ

ผลสำรวจชี้คนไทย 83% เหงา และ "คนทำงานออฟฟิศ" คือกลุ่มที่หนักที่สุด งานวิจัยนานาชาติชี้ว่าทำงานทางไกลเกี่ยวข้องจริง แต่ไม่ใช่แบบที่คิด

งานวิจัยจากแรงงานสหรัฐฯ กว่า 588,000 คนในรอบ 13 ปีพบว่าการทำงานทางไกลเพิ่มเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวจริง และอธิบายได้ราว 1 ใน 3 ของความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ แต่อีกงานวิจัยพบว่าทำงานทางไกลแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ไม่สัมพันธ์กับความเหงาเลย มีเฉพาะตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปเท่านั้นที่เพิ่มความเหงาอย่างมีนัยสำคัญ

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ผลสำรวจชี้คนไทย 83% เหงา และ "คนทำงานออฟฟิศ" คือกลุ่มที่หนักที่สุด งานวิจัยนานาชาติชี้ว่าทำงานทางไกลเกี่ยวข้องจริง แต่ไม่ใช่แบบที่คิด

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Emanuel, Harrington, & Pallais (2026, Science) วิเคราะห์ข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ กว่า 588,000 คนในรอบ 13 ปี พบว่าการทำงานทางไกลเพิ่มเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวจริง และอธิบายได้ราว 1 ใน 3 ของความโดดเดี่ยวและความทุกข์ทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว
  • He, Wei, Goodman, Pagán, Cuevas, & Bather (2026, Journal of Affective Disorders) สำรวจแรงงานสหรัฐฯ กว่า 87,000 คน พบว่าทำงานทางไกล 3 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไปสัมพันธ์กับความเหงาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ 1-2 วันต่อสัปดาห์กลับไม่สัมพันธ์กันเลย
  • Mäkelä, Tanskanen, Kemppinen, Siiriäinen, & Urrila (2024, management revue) สำรวจพนักงาน hybrid กว่า 1,600 คน พบว่าพนักงานใหม่เหงากว่าพนักงานเก่าอย่างชัดเจน แต่การสื่อสารแบบไม่เป็นทางการช่วยลดผลกระทบนี้ได้
  • Bareket-Bojmel, Chernyak-Hai, & Margalit (2023, Personality and Individual Differences) พบว่าการทำงานทางไกลทำให้ความผูกพันกับงานลดลงเฉพาะในคนที่เหงาอยู่แล้วเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่เหงาแทบไม่ได้รับผลกระทบ
  • Urrila, Siiriäinen, Mäkelä, & Kangas (2025, Journal of Vocational Behavior) สัมภาษณ์เชิงลึกพนักงาน hybrid พบว่าความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมาจากทั้งทักษะการสื่อสารทางไกลและการได้เจอหน้ากันจริงๆ ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • สรุปงานวิจัยทั้งหมดออกมาเป็นกรอบ "นับ–ทัก–ดึง–เติม" เครื่องมือ 4 ขั้นสำหรับดูแลตัวเองและทีมไม่ให้เหงาในโลกการทำงาน hybrid

ผมทำงานแบบ hybrid มาได้สักพักแล้ว วันไหนเข้าออฟฟิศก็รู้สึกดีที่ได้เจอเพื่อนร่วมงาน คุยเล่นเรื่องไร้สาระบ้าง ปรึกษางานแบบไม่ต้องนัดประชุมบ้าง แต่วันไหนที่ทำงานจากบ้านทั้งวัน พอถึงเย็นๆ ก็มักรู้สึกแปลกๆ เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป ทั้งที่งานเสร็จเยอะกว่าด้วยซ้ำ ผมเคยคิดว่าเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัว จนกระทั่งเห็นข่าวผลสำรวจความเหงาระดับประเทศครั้งแรกของไทยจาก สสส. ที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2025 พบว่าคนไทยถึง 83% มีความเหงาในระดับใดระดับหนึ่ง และที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากความเหงามากที่สุดคือ "คนทำงานออฟฟิศ" นั่นเอง

ผมเลยไปหาว่างานวิจัยด้านจิตวิทยาองค์การพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการทำงานทางไกล/hybrid กับความเหงาไว้อย่างไรบ้าง เพราะเป็นคนละคำถามกับที่เคยเจอมาก่อน (เรื่องผลิตภาพหรือความกดดันต้องตอบงานตลอดเวลา) พบว่าเป็นสาขาที่มีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และคำตอบที่ได้ก็ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก ไม่ใช่แค่ "ทำงานที่บ้านแล้วเหงา" แบบตรงไปตรงมา แต่ขึ้นอยู่กับความถี่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และแม้แต่ว่าเราเป็นพนักงานใหม่หรือพนักงานเก่าด้วย

หลักฐานภาพใหญ่: ทำงานทางไกลเพิ่มเวลาอยู่คนเดียวจริง 1 ใน 3 ของความทุกข์ที่เพิ่มขึ้น

Natalia Emanuel, Emma Harrington และ Amanda Pallais ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Home Alone: Remote Work, Isolation, and Mental Health" ตีพิมพ์ใน *Science* ปี 2026 (เล่ม 392 ฉบับ 6802, DOI 10.1126/science.aec7671) นับเป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดในบทความนี้ เพราะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลสำรวจตัวแทนระดับประเทศของสหรัฐฯ 5 ชุด รวมผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 588,000 คน ตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2024 (ตัดปี 2020-2021 ซึ่งเป็นช่วงล็อกดาวน์รุนแรงออกไปเพื่อไม่ให้ผลกระทบจากโควิดกลบผลลัพธ์ระยะยาว) ทีมวิจัยใช้วิธี difference-in-differences เปรียบเทียบแรงงานที่ทำงานในสายอาชีพซึ่งทำทางไกลได้ กับแรงงานที่ทำไม่ได้ ก่อนและหลังยุคที่ทำงานทางไกลกลายเป็นเรื่องปกติ

ผลลัพธ์คือ การทำงานทางไกลทำให้เวลาที่ต้องอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจริง และทำให้สุขภาพจิตแย่ลงในหลายมาตรวัดพร้อมกัน ทั้งการใช้บริการด้านสุขภาพจิตและการใช้ยาที่เพิ่มขึ้น โดยผลกระทบนี้เข้มข้นที่สุดในกลุ่มคนที่อยู่คนเดียว (ไม่มีคู่สมรสหรือเพื่อนร่วมบ้าน) ที่น่าสนใจที่สุดคือทีมวิจัยคำนวณว่าการทำงานทางไกลอธิบายได้ราว 1 ใน 3 ของความโดดเดี่ยวและความทุกข์ทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศสหรัฐฯ เมื่อเทียบช่วงก่อนโควิด (2011-2019) กับช่วงหลังโควิด (2022-2024) ทีมวิจัยเองก็เสนอทางออกไว้ตรงๆ ว่าไม่จำเป็นต้องเลิกทำงานทางไกลทั้งหมด แต่ควรออกแบบให้ "โดดเดี่ยวน้อยลง" เช่น กำหนดวันเข้าออฟฟิศพร้อมกันสำหรับพนักงาน hybrid หรือส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการแม้จะเป็นออนไลน์ก็ตาม

ผมคิดว่างานนี้สำคัญมากเพราะเป็นข้อมูลระดับประเทศ ไม่ใช่แค่กลุ่มตัวอย่างเล็กๆ และตัวเลข "1 ใน 3" ก็บอกเราชัดเจนว่าการทำงานทางไกลไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้คนเหงาขึ้น (ยังมีอีก 2 ใน 3 มาจากปัจจัยอื่น) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนจริง คำถามที่ตามมาคือ ถ้าอย่างนั้นความถี่ของการทำงานทางไกลมีผลต่อความเหงามากน้อยแค่ไหนกันแน่ ทำงานทางไกลนิดหน่อยกับทำงานทางไกลเกือบทั้งสัปดาห์ ต่างกันไหม

ความถี่สำคัญกว่าที่คิด: ทำงานทางไกล 1-2 วันไม่เหงา แต่ 3 วันขึ้นไปเหงาจริง

Tun He, Lijing Wei, Melody S. Goodman, José A. Pagán, Adolfo G. Cuevas และ Jemar R. Bather ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Remote Work and Loneliness: Evidence from a Nationally Representative Sample of Employed U.S. Adults" ตีพิมพ์ใน *Journal of Affective Disorders* ปี 2026 (เล่ม 393 ส่วน B บทความเลขที่ 120456, DOI 10.1016/j.jad.2025.120456)

ทีมวิจัยใช้ข้อมูลจาก Household Pulse Survey ปี 2024 ของสหรัฐฯ จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 87,317 คน เป็นตัวแทนแรงงานที่มีงานทำกว่า 33.2 ล้านคน วัดความถี่การทำงานทางไกลเป็น 4 กลุ่ม (0 วัน, 1-2 วัน, 3-4 วัน, 5 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์) และวัดความเหงาด้วยแบบวัดข้อเดียวที่ดัดแปลงจาก UCLA Loneliness Scale แล้ววิเคราะห์ด้วยการถดถอยโลจิสติกแบบถ่วงน้ำหนัก ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากคือ คนที่ทำงานทางไกล 3-4 วันต่อสัปดาห์มีโอกาสเหงาสูงกว่าคนที่ไม่ทำงานทางไกลเลย (aOR = 1.16, 95% CI 1.08-1.26) และคนที่ทำงานทางไกล 5 วันขึ้นไปก็มีโอกาสเหงาสูงกว่าเช่นกัน (aOR = 1.09, 95% CI 1.02-1.17) แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือคนที่ทำงานทางไกลแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์กลับไม่พบความสัมพันธ์กับความเหงาอย่างมีนัยสำคัญเลย

ผมคิดว่าตัวเลขนี้ตอบคำถามที่ค้างคาใจได้ดีมาก เพราะมันบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ทำงานทางไกลหรือไม่" แบบขาวดำ แต่อยู่ที่ "ความถี่" ต่างหาก งาน hybrid แบบพอดีๆ (1-2 วันต่อสัปดาห์) ดูจะไม่เพิ่มความเหงาเลย ขณะที่การทำงานทางไกลหนักๆ (3 วันขึ้นไป) ต่างหากที่เป็นความเสี่ยง คำถามที่ตามมาคือ ในบรรดาคนที่ทำงาน hybrid ด้วยกัน มีกลุ่มไหนที่เสี่ยงเหงามากกว่ากลุ่มอื่นเป็นพิเศษหรือเปล่า

พนักงานใหม่คือกลุ่มเสี่ยงสูงสุดในโลก hybrid work

Liisa Mäkelä, Jussi Tanskanen, Samu Kemppinen, Aija Siiriäinen และ Laura Urrila ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Determinants of Work Loneliness in Hybrid Work: A Comparison Study Between Newcomers and More Experienced Employees" ตีพิมพ์ใน *management revue* ปี 2024 (เล่ม 35 ฉบับ 4 หน้า 469-502, DOI 10.5771/0935-9915-2024-4-469)

ทีมวิจัยสำรวจพนักงาน hybrid จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจำนวน 1,641 คน เก็บข้อมูลเดือนธันวาคม 2022 โดยแบ่งกลุ่มเป็นพนักงานใหม่ (เข้าทำงานช่วงหรือหลังโควิด) กับพนักงานเก่าที่มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อดูว่าปัจจัยแวดล้อมทางสังคมของการทำงาน hybrid ส่งผลต่อความเหงาในที่ทำงานต่างกันหรือไม่ระหว่างสองกลุ่มนี้ ผลลัพธ์คือ พนักงานใหม่มีความเหงาในที่ทำงานสูงกว่าพนักงานเก่าอย่างชัดเจน ซึ่งสมเหตุสมผลเพราะพนักงานใหม่ยังไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ในองค์กรมากพอ การเข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงานผ่านหน้าจออย่างเดียวจึงยากกว่า แต่ที่น่าสนใจคือทีมวิจัยพบปัจจัยป้องกันที่ชัดเจน คือการสื่อสารแบบไม่เป็นทางการกับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงแรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนร่วมงาน ช่วยลดความเหงาได้จริง โดยแรงสนับสนุนจากหัวหน้างานมีผลปกป้องที่เด่นชัดเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มพนักงานใหม่

ผมคิดว่างานนี้เตือนใจองค์กรได้ดีมาก เพราะการรับพนักงานใหม่เข้ามาในยุค hybrid work ไม่ใช่แค่เรื่องสอนงานให้เป็นเท่านั้น แต่ต้องคิดเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้เขาด้วย ไม่งั้นอาจกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงเหงาสูงสุดในองค์กรโดยไม่รู้ตัว คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อความเหงาไม่ได้เกิดกับทุกคนเท่ากัน แล้วความเหงาที่มีอยู่เดิมในตัวคนแต่ละคนส่งผลต่อการทำงานทางไกลต่างกันแค่ไหน

ทำงานทางไกลไม่ได้ทำให้ทุกคนเหงาเท่ากัน คนที่เหงาอยู่แล้วต่างหากที่กระทบหนักสุด

Liad Bareket-Bojmel, Lily Chernyak-Hai และ Malka Margalit ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Out of Sight but not out of Mind: The Role of Loneliness and Hope in Remote Work and in Job Engagement" ตีพิมพ์ใน *Personality and Individual Differences* ปี 2023 (เล่ม 202 บทความเลขที่ 111955, DOI 10.1016/j.paid.2022.111955)

ทีมวิจัยสำรวจพนักงาน 349 คนจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร (อายุเฉลี่ย 38.8 ปี ช่วงอายุ 21-69 ปี) เพื่อทดสอบแบบจำลอง moderated mediation ว่าความเหงาที่มีอยู่เดิมในตัวคน (เป็นคุณลักษณะที่ค่อนข้างคงที่ ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่วคราว) ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานทางไกลกับความผูกพันในงานอย่างไร ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากคือ ในกลุ่มพนักงานที่มีความเหงาต่ำ การทำงานทางไกลไม่ได้สัมพันธ์กับความผูกพันในงานที่เปลี่ยนไปเลย แต่ในกลุ่มพนักงานที่มีความเหงาปานกลางถึงสูง การทำงานทางไกลกลับทำนายความผูกพันในงานที่ลดลงอย่างชัดเจน และในกลุ่มที่เหงาสูงสุด "ความหวัง" (hope) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยอธิบายความสัมพันธ์นี้ได้บางส่วน

ผมคิดว่างานนี้ช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยได้ดี คือหลายคนอาจคิดว่าทำงานทางไกลแล้วทุกคนจะเหงาและผูกพันกับงานน้อยลงเหมือนกันหมด แต่จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเรามีแนวโน้มเหงาอยู่แล้วมากแค่ไหนในฐานะบุคลิกภาพ คนที่ไม่ได้เป็นคนเหงาโดยธรรมชาติอาจทำงานทางไกลได้สบายๆ โดยแทบไม่กระทบอะไร คำถามที่ตามมาคือ แล้วสิ่งที่ทำให้คนรู้สึก "เป็นส่วนหนึ่งของทีม" ในโลก hybrid work จริงๆ แล้วประกอบด้วยอะไรบ้าง

ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมใน hybrid work มาจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์

Laura Urrila, Aija Siiriäinen, Liisa Mäkelä และ Hilpi Kangas ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Sense of Belonging in Hybrid Work Settings" ตีพิมพ์ใน *Journal of Vocational Behavior* ปี 2025 (เล่ม 157 บทความเลขที่ 104096, DOI 10.1016/j.jvb.2025.104096)

ต่างจากงานอื่นๆ ในบทความนี้ที่เป็นงานเชิงปริมาณ งานชิ้นนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ คือสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงานผู้เชี่ยวชาญ (expert employees) จำนวน 16 คน สองรอบในช่วงเวลาต่างกัน (2020-2022) รวม 32 บทสัมภาษณ์ เพื่อทำความเข้าใจว่าความรู้สึก "เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร" ในบริบท hybrid work เกิดขึ้นได้อย่างไร ผลลัพธ์ที่พบคือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่มาจากทั้งสองโลกพร้อมกัน ฝั่งการทำงานทางไกล ปัจจัยที่สำคัญคือการควบคุมเวลาของตัวเองได้ ทักษะการสื่อสารทางไกล และแนวปฏิบัติในการสื่อสารแบบเสมือนจริง ส่วนฝั่งการเข้าออฟฟิศ ปัจจัยที่สำคัญคือคุณภาพของปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ การได้แลกเปลี่ยนข้อมูลแบบไม่เป็นทางการ และคุณค่าที่รับรู้ได้จากการอยู่ในสถานที่เดียวกับเพื่อนร่วมงาน

ผมคิดว่างานนี้ปิดท้ายบทความได้ดีมาก เพราะมันชี้ว่าคำตอบไม่ใช่ "กลับไปเข้าออฟฟิศทุกวัน" หรือ "ทำงานที่บ้านอย่างเดียว" แบบใดแบบหนึ่ง แต่คือการออกแบบทั้งสองโลกให้เอื้อต่อการเชื่อมต่อทางสังคมพร้อมกัน ทั้งทักษะการสื่อสารออนไลน์ที่ดีขึ้นและการใช้เวลาที่ออฟฟิศอย่างมีคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่แค่ "มานั่งเฉยๆ" คำถามที่ตามมาคือ เมื่อรวมหลักฐานทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันแล้ว มีอะไรที่คนทำงานและองค์กรลงมือทำได้จริงบ้าง

กรอบนับ–ทัก–ดึง–เติม: ดูแลตัวเองและทีมไม่ให้เหงาในโลก hybrid work

จากงานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นในบทความนี้ ผมลองรวมประเด็นสำคัญออกมาเป็นเครื่องมือสั้นๆ ที่จำง่าย เรียกว่ากรอบ "นับ–ทัก–ดึง–เติม" สำหรับคนทำงาน hybrid ที่อยากดูแลตัวเองและทีมไม่ให้เหงาโดยไม่รู้ตัว

1. นับ — นับจำนวนวันที่ทำงานทางไกลต่อสัปดาห์ของตัวเอง แล้วพยายามให้อยู่ที่ 1-2 วัน เพราะ He และคณะ (2026) พบว่าความถี่ระดับนี้ไม่สัมพันธ์กับความเหงาเลย ขณะที่ 3 วันขึ้นไปเริ่มเห็นความเสี่ยงชัดเจน 2. ทัก — ในวันที่ต้องทำงานทางไกล ตั้งใจทักทายเพื่อนร่วมงานแบบไม่เป็นเรื่องงานบ้าง แม้จะเป็นแค่แชทสั้นๆ เพราะ Emanuel และคณะ (2026) พบว่าการทำงานทางไกลอธิบายความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นได้ราว 1 ใน 3 และทีมวิจัยเองก็แนะนำให้ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการแม้จะเป็นออนไลน์ 3. ดึง — ถ้าเป็นหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมทีม ให้ตั้งใจดึงพนักงานใหม่หรือคนที่ดูเงียบๆ เข้ามาร่วมวงคุยเป็นพิเศษ เพราะ Mäkelä และคณะ (2024) พบว่าพนักงานใหม่เหงากว่าพนักงานเก่าอย่างชัดเจน และ Bareket-Bojmel และคณะ (2023) พบว่าคนที่มีแนวโน้มเหงาอยู่แล้วคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 4. เติม — ในวันที่เข้าออฟฟิศ อย่ามองว่าเป็นแค่ "การไปนั่งทำงาน" แต่ตั้งใจเติมเวลานั้นด้วยปฏิสัมพันธ์จริงๆ เพราะ Urrila และคณะ (2025) พบว่าความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมาจากคุณภาพของการเจอหน้ากันจริง ไม่ใช่แค่การอยู่ในสถานที่เดียวกันเฉยๆ

กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ที่ผมสรุปขึ้นจากงานวิจัยในบทความนี้เพื่อให้จำและใช้ได้ง่ายในชีวิตทำงานจริง ไม่ใช่โมเดลทางจิตวิทยาองค์การที่ผ่านการทดสอบหรือมีงานวิจัยรองรับโดยตรง

กรณีจำลอง: ตูนกับความเหงาในเดือนแรกของงานใหม่แบบ hybrid

ตูน อายุ 24 ปี เพิ่งเริ่มงานแรกที่บริษัทเทคสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งใช้ระบบ hybrid ให้เข้าออฟฟิศ 2 วันต่อสัปดาห์ ที่เหลือทำงานที่บ้าน เดือนแรกผ่านไปเธอรู้สึกว่างานไม่ยาก แต่เย็นๆ ของวันที่ทำงานที่บ้านมักรู้สึกเหงาแปลกๆ ยิ่งเทียบกับเพื่อนที่ทำงานที่อื่นแบบเข้าออฟฟิศทุกวันแล้วดูสนิทกับเพื่อนร่วมทีมเร็วกว่ามาก เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองปรับตัวเข้ากับทีมได้ไม่ดีพอหรือเปล่า

เธอลองเอากรอบนับ–ทัก–ดึง–เติม มาช่วยดูตัวเอง เริ่มจาก นับ พบว่าตารางงานจริงๆ ของเธออยู่ที่ทำงานทางไกล 3 วันต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ 2 วันตามที่บริษัทกำหนด เพราะมักขอสลับวันเข้าออฟฟิศไปทำธุระส่วนตัว เธอจึงปรับให้กลับมาเข้าออฟฟิศครบตามกำหนดเดิม จากนั้นเธอ ทัก ทดลองทักทายทีมในแชทกลุ่มด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในวันที่ทำงานจากบ้านแทนที่จะคุยแต่เรื่องงาน พบว่าเพื่อนร่วมทีมตอบกลับดีกว่าที่คิด

เธอยังสังเกตว่าตัวเองเข้าข่ายพนักงานใหม่ที่ Mäkelä และคณะพูดถึง จึงลองขอให้หัวหน้างานช่วย ดึง เธอเข้าไปในวงประชุมย่อยที่ไม่เป็นทางการมากขึ้น และสุดท้ายในวันที่เข้าออฟฟิศ เธอตั้งใจ เติม ด้วยการชวนเพื่อนร่วมทีมไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันแทนที่จะกินคนเดียวหน้าจอเหมือนเดิม ผ่านไปสองสามสัปดาห์เธอรู้สึกว่าความรู้สึกแปลกๆ ตอนเย็นวันทำงานที่บ้านค่อยๆ จางลง

กรณีของตูนเป็นสถานการณ์จำลองที่เขียนขึ้นเพื่อสาธิตวิธีคิดตามกรอบนับ–ทัก–ดึง–เติม ไม่ใช่รายงานผลจากการทดลองจริงหรือบุคคลจริง

ลองเอาไปปรับใช้

1. ถ้าเลือกได้ ลองจำกัดวันทำงานทางไกลไว้ที่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ เพราะ He และคณะ (2026) พบว่าความถี่ระดับนี้ไม่สัมพันธ์กับความเหงาเลย ขณะที่ 3 วันขึ้นไปเริ่มเห็นความเสี่ยงชัดเจน 2. ถ้าต้องทำงานทางไกลบ่อย ให้ตั้งใจสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเรื่องงานล้วนๆ กับเพื่อนร่วมงานเป็นพิเศษ เพราะ Emanuel และคณะ (2026) พบว่าการทำงานทางไกลอธิบายความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้นได้ราว 1 ใน 3 และทีมวิจัยเองก็แนะนำให้ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการแม้จะเป็นออนไลน์ 3. ถ้าเป็นหัวหน้างานที่มีพนักงานใหม่เข้าทีมในระบบ hybrid ให้ทุ่มเวลาสร้างความสัมพันธ์กับเขาเป็นพิเศษ เพราะ Mäkelä และคณะ (2024) พบว่าพนักงานใหม่เหงากว่าพนักงานเก่าอย่างชัดเจน และแรงสนับสนุนจากหัวหน้างานมีผลปกป้องเด่นชัดเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มนี้ 4. สังเกตตัวเองว่าเป็นคนที่มีแนวโน้มเหงาอยู่แล้วหรือเปล่า ถ้าใช่ให้ระวังผลกระทบจากการทำงานทางไกลเป็นพิเศษ เพราะ Bareket-Bojmel และคณะ (2023) พบว่าผลกระทบทางลบต่อความผูกพันในงานเกิดขึ้นเฉพาะในคนที่มีความเหงาอยู่แล้วปานกลางถึงสูงเท่านั้น 5. อย่ามองว่าการเข้าออฟฟิศคือแค่ "การไปนั่งทำงาน" แต่ใช้เวลานั้นสร้างปฏิสัมพันธ์จริงๆ เพราะ Urrila และคณะ (2025) พบว่าความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมาจากคุณภาพของการเจอหน้ากันจริง ไม่ใช่แค่การอยู่ในสถานที่เดียวกันเฉยๆ

คำถามที่พบบ่อย

ทำงานทางไกลทำให้เหงาเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไปครับ He และคณะ (2026) พบว่าทำงานทางไกล 1-2 วันต่อสัปดาห์ไม่สัมพันธ์กับความเหงาเลย ความเสี่ยงจะเริ่มชัดเจนเมื่อทำงานทางไกล 3 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ ดังนั้นความถี่จึงสำคัญกว่าการมีหรือไม่มีการทำงานทางไกล
ทุกคนที่ทำงานทางไกลจะได้รับผลกระทบทางใจเท่ากันไหม?
ไม่เท่ากันครับ Bareket-Bojmel และคณะ (2023) พบว่าผลกระทบทางลบต่อความผูกพันในงานเกิดขึ้นชัดเจนเฉพาะในคนที่มีแนวโน้มเหงาอยู่แล้วปานกลางถึงสูง ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นคนเหงาโดยธรรมชาติแทบไม่ได้รับผลกระทบ
พนักงานใหม่กับพนักงานเก่าเจอปัญหาความเหงาในที่ทำงานต่างกันจริงไหม?
ต่างกันจริงตามงานของ Mäkelä และคณะ (2024) ที่พบว่าพนักงานใหม่ในระบบ hybrid work มีความเหงาในที่ทำงานสูงกว่าพนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่าอย่างชัดเจน เพราะยังไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ในองค์กรมากพอ แต่แรงสนับสนุนจากหัวหน้างานช่วยลดผลกระทบนี้ได้
องค์กรควรบังคับให้กลับไปเข้าออฟฟิศทุกวันเพื่อแก้ปัญหาความเหงาหรือไม่?
หลักฐานในบทความนี้ไม่สนับสนุนคำตอบแบบสุดโต่งทั้งสองด้าน Emanuel และคณะ (2026) เองก็แนะนำแค่ให้ "ออกแบบให้โดดเดี่ยวน้อยลง" ไม่ใช่เลิกทำงานทางไกลทั้งหมด ขณะที่ Urrila และคณะ (2025) พบว่าความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมาจากทั้งทักษะการสื่อสารทางไกลที่ดีและคุณภาพของการเจอหน้ากันจริง จึงควรออกแบบทั้งสองด้านให้ดีไปพร้อมกันมากกว่าเลือกสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง

แหล่งอ้างอิง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
ความสัมพันธ์และความรัก

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ

งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

อ่าน 20 นาที
LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป
การงานและอาชีพ

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป

การทดลองผ่านอัลกอริทึมของ LinkedIn กับคนกว่า 20 ล้านคนยืนยันว่า 'คนรู้จักห่างๆ' ช่วยให้ได้งานใหม่จริงตามทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 แต่ความสัมพันธ์เป็นรูปตัว U คว่ำ คือห่างเกินไปกลับให้ผลลดลง ไม่ใช่ยิ่งห่างยิ่งดีเสมอไป

อ่าน 18 นาที
พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"
การงานและอาชีพ

พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"

งานวิเคราะห์คนกว่า 2,300 คนพบว่าการพักสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาทีระหว่างวันช่วยลดความล้าและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้จริง แต่ผลต่อประสิทธิภาพงานโดยรวมยังไม่ชัดเจนเท่า เพราะไม่ใช่ทุกกิจกรรมพักที่ช่วยให้พลังงานกลับมาเท่าเดิมได้จริง

อ่าน 14 นาที
ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"
การงานและอาชีพ

ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"

งานวิจัยพบว่านโยบายบริษัทที่ห้ามติดต่องานนอกเวลาแทบไม่ช่วยลดความรู้สึกต้องพร้อมตอบตลอดเวลา (telepressure) เลย เพราะสิ่งที่ทำนายได้จริงคือความคาดหวังแบบไม่เป็นทางการจากเพื่อนร่วมงาน ขณะที่การทดลองบล็อกอินเทอร์เน็ตบนมือถือ 2 สัปดาห์กลับช่วยให้สมาธิและสุขภาพจิตดีขึ้นจริง

อ่าน 14 นาที