นอนดึกทั้งที่รู้ว่าต้องตื่นเช้า งานวิจัยชี้ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาวินัย แต่เป็นการแย่งเวลาคืนจากวันที่ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
งานทบทวนวรรณกรรม 43 ชิ้นพบว่าการผัดเวลานอนทั้งที่รู้ว่าต้องตื่นเช้าสัมพันธ์กับการควบคุมตนเองที่ต่ำลงและความอ่อนล้าตอนกลางวันที่มากขึ้น โดยงานวิจัยในนักศึกษาพบว่าพฤติกรรมนี้มักมาจากความมั่นใจในการควบคุมตนเองที่ต่ำ ไม่ใช่แค่ปัญหาวินัยส่วนตัว
บรรณาธิการ

สรุปสั้น (Key Takeaways)
- Hill, Rebar, Ferguson, Shriane, & Vincent (2022, Sleep Medicine Reviews) ทบทวนงานวิจัย 43 ชิ้น พบว่าการผัดเวลานอนสัมพันธ์กับการควบคุมตนเองที่ต่ำลง ระยะเวลานอนที่สั้นลง คุณภาพการนอนที่แย่ลง และความอ่อนล้าตอนกลางวันที่มากขึ้น
- Meng, Su, & Li (2022, Frontiers in Psychology) พบว่าความมั่นใจในความสามารถควบคุมตนเองที่ต่ำ นำไปสู่การผัดเวลานอนผ่านกลไก "การหลีกเลี่ยงอันตราย" ในกลุ่มนักศึกษาจีน 552 คน
- Lin, Fu, Shen, & Liu (2025, Frontiers in Psychology) ติดตามนักศึกษา 1,423 คนนาน 6 เดือน พบว่าการเสพติดมือถือทำนายการผัดเวลานอนได้ในทั้งสองเพศ แต่การผัดเวลานอนย้อนกลับไปทำนายการเสพติดมือถือได้เฉพาะในผู้หญิง
- Correa-Iriarte, Hidalgo-Fuentes, & Martí-Vilar (2023, Behavioral Sciences) พบว่าการใช้สมาร์ทโฟนแบบมีปัญหา คุณภาพการนอน และการผัดเวลานอน สัมพันธ์กันชัดเจนในผู้ใหญ่ทุกช่วงวัย
- Azeem, Sulaiman, & Haidong (2026, Frontiers in Psychology) วิเคราะห์อภิมานพบว่าตัวแปรที่สัมพันธ์กับการผัดเวลานอนมากที่สุดคือความเครียดที่รับรู้ (r=0.383) ชี้ว่าอาจเป็นกลไกรับมือความเครียด ไม่ใช่แค่บริหารเวลาไม่เป็น
- กรอบ รู้ทัน–เติม–ตัด–เข้าใจ ร้อยหลักฐานทั้ง 5 ชิ้นเข้าเป็นแนวทางลดพฤติกรรมนอนดึกแก้แค้นโดยไม่ต้องพึ่งแค่ความตั้งใจอย่างเดียว
คำชี้แจง
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ
ผมมีนิสัยแปลกๆ อย่างหนึ่งที่ทำซ้ำแทบทุกคืน คือถึงจะง่วงแค่ไหน รู้อยู่แก่ใจว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ก็ยังอดใจไม่ไหวที่จะไถโทรศัพท์ดูซีรีส์อีกสักตอน หรือเล่นโซเชียลต่ออีกนิด ทั้งที่ตอนเช้าจะต้องมาบ่นกับตัวเองว่า "เมื่อคืนนอนดึกอีกแล้ว" ผมเคยคิดว่าตัวเองแค่ขาดวินัยเรื่องการนอน จนกระทั่งไปเจอคำว่า "revenge bedtime procrastination" หรือที่สื่อไทยแปลว่า "นอนดึกแก้แค้น" ซึ่งอธิบายความรู้สึกของผมได้ตรงมาก
ผมเลยลองไปหาว่างานวิจัยพูดถึงพฤติกรรมนี้ไว้อย่างไรบ้าง พบว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมามีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งงานทบทวนวรรณกรรมขนาดใหญ่และงานวิจัยเชิงลึกเฉพาะกลุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยให้ผมเข้าใจว่าทำไมความตั้งใจอย่างเดียวถึงเอาชนะพฤติกรรมนี้ไม่ค่อยได้
การผัดเวลานอนกัดกร่อนการนอนจริง งานทบทวน 43 ชิ้นยืนยัน
Vanessa Hill, Amanda Rebar, Sally Ferguson, Alexandra Shriane และ Grace Vincent ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Go to Bed! A Systematic Review and Meta-analysis of Bedtime Procrastination Correlates and Sleep Outcomes" ตีพิมพ์ใน *Sleep Medicine Reviews* ปี 2022 (เล่ม 66 บทความเลขที่ 101697, DOI 10.1016/j.smrv.2022.101697)
ทีมวิจัยค้นฐานข้อมูลวิชาการ 6 แห่ง (CINAHL, EMBASE, PsycINFO, PubMed, Scopus, Web of Science) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงกันยายน 2021 ได้งานวิจัยที่เข้าเกณฑ์ 43 ชิ้น มาวิเคราะห์อภิมานร่วมกัน ผลลัพธ์พบความสัมพันธ์ระดับปานกลางที่สอดคล้องกันชัดเจนหลายเรื่อง คือการผัดเวลานอนสัมพันธ์ทางลบกับการควบคุมตนเอง (z=-0.39) สัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นคน "หัวค่ำ" ตามธรรมชาติ (evening chronotype, z=0.43) สัมพันธ์ทางลบกับระยะเวลานอน (z=-0.31) และคุณภาพการนอน (z=-0.35) และสัมพันธ์ทางบวกกับความอ่อนล้าตอนกลางวัน (z=0.32) เพราะเป็นการวิเคราะห์อภิมานจากงานวิจัยหลายสิบชิ้น ความสัมพันธ์เหล่านี้จึงมีน้ำหนักมากกว่างานวิจัยเดี่ยวๆ ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
ผมคิดว่าตัวเลขจากงานทบทวนขนาดใหญ่แบบนี้สำคัญมาก เพราะมันยืนยันว่าการผัดเวลานอนไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิดเล็กๆ น้อยๆ แต่ส่งผลจริงต่อทั้งปริมาณและคุณภาพการนอน รวมถึงพลังงานที่เหลือใช้ในวันถัดไป แต่คำถามที่ตามมาคือ อะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้ ทำไมบางคนถึงทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่รู้ผลเสียดี
ทำไมความมั่นใจในตัวเองที่ต่ำถึงทำให้นอนดึก
Xiaolu Meng, Haodong Su และ Chunlu Li ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Effect of Self-Efficacy on Bedtime Procrastination Among Chinese University Students: A Moderation and Mediation Model" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2022 (เล่ม 13 บทความเลขที่ 863523, DOI 10.3389/fpsyg.2022.863523)
ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษามหาวิทยาลัยจีน 552 คน (ชาย 205 หญิง 347) เพื่อดูว่าความมั่นใจในความสามารถควบคุมตนเอง (self-efficacy) เกี่ยวข้องกับการผัดเวลานอนอย่างไร ผลลัพธ์พบว่าความมั่นใจที่ต่ำนำไปสู่การผัดเวลานอนบางส่วนผ่านกลไก "การหลีกเลี่ยงอันตราย" (harm avoidance) คือคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมักหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจ (เช่น ความเครียดจากงานที่ค้างอยู่) ด้วยการหันไปทำกิจกรรมที่ให้ความสบายใจทันที เช่น เล่นมือถือ แทนที่จะเข้านอน นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะนิสัย "การแสวงหาสิ่งแปลกใหม่" (novelty seeking) เข้ามาปรับความสัมพันธ์นี้ให้ต่างกันไปในแต่ละคน
ผมคิดว่างานนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการบอกตัวเองว่า "พรุ่งนี้จะนอนเร็วขึ้น" ถึงมักไม่ได้ผล เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจอย่างเดียว แต่อยู่ที่กลไกทางจิตใจลึกๆ ที่ใช้การผัดเวลานอนเป็นทางหนีจากความรู้สึกไม่สบายใจ คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อมือถือมีบทบาทสำคัญในการหลีกหนีแบบนี้ แล้วมือถือกับการผัดเวลานอนดึงกันไปมาอย่างไรกันแน่
มือถือกับการนอนดึก ใครดึงใครก่อนกันแน่
Xiujian Lin, Xueping Fu, Yuhao Shen และ Gaoyang Liu ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Cross-lagged Analysis of Mobile Phone Addiction and Bedtime Procrastination: A Comparison of Gender and Perceived Stress Levels among Chinese College Students" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2025 (เล่ม 16 บทความเลขที่ 1588090, DOI 10.3389/fpsyg.2025.1588090)
ทีมวิจัยติดตามนักศึกษาปี 1-3 จำนวน 1,423 คนในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน สองรอบห่างกัน 6 เดือน (พฤศจิกายน 2021 และพฤษภาคม 2022) เพื่อดูว่าการเสพติดมือถือกับการผัดเวลานอนตัวไหนเป็นสาเหตุของตัวไหนกันแน่ ด้วยเทคนิควิเคราะห์แบบ cross-lagged ที่ดูทิศทางความสัมพันธ์ข้ามเวลาได้ ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจตรงที่มีทั้งสองทิศทางแต่ต่างกันตามเพศ คือการเสพติดมือถือในรอบแรกทำนายการผัดเวลานอนในรอบถัดมาได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่การผัดเวลานอนในรอบแรกทำนายการเสพติดมือถือในรอบถัดมาได้เฉพาะในกลุ่มผู้หญิงเท่านั้น ไม่พบผลนี้ในผู้ชาย
ผมคิดว่างานนี้ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างมือถือกับการนอนดึกซับซ้อนกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ "เล่นมือถือมากไปเลยนอนดึก" ทางเดียว แต่เป็นวงจรที่วนกลับไปกลับมาได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ดูเหมือนจะติดอยู่ในวงจรนี้แน่นกว่า คำถามที่ตามมาคือ นอกจากเพศแล้ว อายุมีผลต่อรูปแบบพฤติกรรมนี้ด้วยหรือเปล่า
อายุและเพศก็มีผลต่อพฤติกรรมนี้
Santiago Correa-Iriarte, Sergio Hidalgo-Fuentes และ Manuel Martí-Vilar ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Relationship between Problematic Smartphone Use, Sleep Quality and Bedtime Procrastination: A Mediation Analysis" ตีพิมพ์ใน *Behavioral Sciences* ปี 2023 (เล่ม 13 ฉบับ 10 บทความเลขที่ 839, DOI 10.3390/bs13100839)
ทีมวิจัยสำรวจผู้ใหญ่ในสเปน 313 คน อายุตั้งแต่ 18-60 ปี (อายุเฉลี่ย 30 ปี ชาย 53.2%) ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2023 ด้วยแบบวัดที่เป็นมาตรฐาน 3 ชุด คือคุณภาพการนอน การใช้สมาร์ทโฟนแบบมีปัญหา และการผัดเวลานอน ผลลัพธ์พบว่าทั้งสามตัวแปรสัมพันธ์กันทางบวกอย่างชัดเจน คือใช้สมาร์ทโฟนแบบมีปัญหามากขึ้น คุณภาพการนอนแย่ลง และผัดเวลานอนมากขึ้นไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างระหว่างเพศ คือผู้หญิงมีแนวโน้มใช้สมาร์ทโฟนแบบมีปัญหาและใช้เวลากับมือถือโดยรวมมากกว่าผู้ชาย และพบความแตกต่างตามช่วงอายุด้วย คือกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น (18-25 ปี) แตกต่างจากกลุ่มผู้ใหญ่ตอนกลาง (26-44 ปี) และกลุ่มวัยกลางคน (45-60 ปี) ในระดับการใช้สมาร์ทโฟนแบบมีปัญหาและการผัดเวลานอน
ผมคิดว่างานนี้เตือนใจว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวัยเรียนอย่างที่หลายคนอาจคิด แต่พบได้ในผู้ใหญ่ทุกช่วงวัย เพียงแต่รูปแบบและความรุนแรงอาจต่างกันไปตามเพศและอายุ คำถามที่ตามมาคือ ถ้ามองภาพรวมจากงานวิจัยจำนวนมาก ตัวแปรอะไรที่สัมพันธ์กับการผัดเวลานอนมากที่สุด และมันบอกอะไรเราเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของพฤติกรรมนี้
การนอนดึกแก้แค้น อาจเป็นวิธีรับมือความเครียด ไม่ใช่แค่ขี้เกียจ
Obaid Azeem, Fatma Sulaiman และ Zhu Haidong ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Bedtime Procrastination and Psychological Distress in University Students: A Systematic Review and Meta-analysis of Their Association" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2026 (เล่ม 17 บทความเลขที่ 1767938, DOI 10.3389/fpsyg.2026.1767938)
ทีมวิจัยรวบรวมและวิเคราะห์อภิมานงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการผัดเวลานอนกับความทุกข์ใจทางจิตใจในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงทั้งปัญหาการนอนและความทุกข์ใจทางจิตใจสูงอยู่แล้ว ผลลัพธ์พบว่าตัวแปรที่สัมพันธ์กับการผัดเวลานอนแน่นหนาที่สุดคือความเครียดที่รับรู้ (perceived stress) ด้วยค่าสหสัมพันธ์ r=0.383 ซึ่งถือว่าค่อนข้างแน่นสำหรับงานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ ทีมวิจัยตีความว่าการผัดเวลานอนอาจไม่ได้สะท้อนแค่การบริหารเวลาไม่เป็นอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อาจเป็นกลยุทธ์การหลีกเลี่ยงความเครียดรูปแบบหนึ่ง คือใช้กิจกรรมที่ให้ความเพลิดเพลินเพื่อหลบหนีจากความกดดันทางการเรียน การเปรียบเทียบทางสังคม หรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคตไปชั่วคราว
ผมคิดว่างานนี้ปิดท้ายได้ตรงประเด็นที่สุด เพราะมันเปลี่ยนกรอบความคิดจาก "นอนดึกเพราะขี้เกียจหรือไม่มีวินัย" ไปเป็น "นอนดึกเพราะกำลังพยายามรับมือกับความเครียดในแบบที่ไม่ค่อยได้ผลนัก" ซึ่งเป็นมุมมองที่ทำให้เข้าใจตัวเองหรือคนรอบตัวได้อย่างเห็นใจมากขึ้น แทนที่จะตัดสินว่าเป็นความล้มเหลวเรื่องวินัยเพียงอย่างเดียว
กรอบรู้ทัน–เติม–ตัด–เข้าใจ
หลักฐานทั้ง 5 ชิ้นข้างต้นตอบคำถามคนละมุม แต่พอต้องรับมือกับพฤติกรรมนอนดึกแก้แค้นของตัวเองจริงๆ หลายคนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนนอกจากบังคับตัวเองซึ่งมักไม่ค่อยได้ผล เราสังเคราะห์เป็นลำดับขั้นตอนเดียว รู้ทัน–เติม–ตัด–เข้าใจ ที่ร้อยหลักฐานทั้ง 5 ชิ้นเข้าด้วยกันเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบจำลองทางจิตวิทยาการนอนที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการแยกต่างหาก
1. รู้ทัน — รู้ทันว่าการนอนดึกซ้ำๆ อาจเป็นกลไกรับมือความเครียด ไม่ใช่แค่ขาดวินัย
เพราะ Azeem, Sulaiman & Haidong (2026) พบว่าความเครียดที่รับรู้เป็นตัวแปรที่สัมพันธ์กับการผัดเวลานอนแน่นหนาที่สุด และ Hill และคณะ (2022) ยืนยันว่าพฤติกรรมนี้กัดกร่อนการนอนจริง การรู้ทันต้นตอช่วยให้ไม่โทษตัวเองผิดจุด
2. เติม — เติมเวลาว่างที่แท้จริงให้ตัวเองในตอนกลางวัน ไม่ใช่รอแย่งคืนตอนดึก
เพราะ Azeem และคณะ (2026) ชี้ว่าการนอนดึกมักเป็นความพยายามทวงคืนเวลาส่วนตัวที่หายไปในระหว่างวัน ถ้าจัดสรรเวลาพักผ่อนที่แท้จริงระหว่างวันได้ อาจลดแรงจูงใจที่จะ "แก้แค้น" ตอนกลางคืนลงได้
3. ตัด — ตัดวงจรมือถือกับการนอนดึกที่จุดใดจุดหนึ่งให้ชัดเจน
เพราะ Lin และคณะ (2025) พบว่ามือถือกับการผัดเวลานอนดึงกันไปมาเป็นวงจร และ Correa-Iriarte และคณะ (2023) พบว่าทั้งสามตัวแปร (มือถือ คุณภาพการนอน การผัดเวลานอน) สัมพันธ์กันชัดเจนในผู้ใหญ่ทุกวัย การตัดวงจรที่จุดเดียว เช่น วางมือถือไว้นอกห้องนอน อาจช่วยตัดทั้งระบบได้
4. เข้าใจ — เข้าใจตัวเองด้วยความเห็นใจ แทนที่จะตัดสินว่าล้มเหลวเรื่องวินัย
เพราะ Meng, Su & Li (2022) พบว่าความมั่นใจในตัวเองที่ต่ำนำไปสู่การผัดเวลานอนผ่านการหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจ การตัดสินตัวเองซ้ำเติมมักยิ่งลดความมั่นใจลงอีก และทำให้วงจรนี้แน่นขึ้นแทนที่จะคลายลง
ลำดับนี้ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องทำครบ 4 ขั้นตอนทุกรอบ แต่ช่วยให้ตระหนักว่าการนอนดึกแก้แค้นแก้ได้ด้วยการจัดการต้นตอความเครียดและเวลาว่างจริง ไม่ใช่แค่พยายามฝืนใจตัวเองให้เข้านอนเร็วขึ้นอย่างเดียว
กรณีจำลอง: เบลที่ทวงคืนเวลากลางคืนทุกคืน
ลองนึกถึง "เบล" พนักงานคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องรับสายลูกค้าทั้งวันโดยแทบไม่มีเวลาพักที่แท้จริงเลย ทุกคืนหลังเลิกงานเบลจะไถดูซีรีส์บนมือถือจนดึกดื่น ทั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นตี 5 ไปทำงาน และตอนเช้ามักบ่นกับตัวเองว่า "ทำไมไม่มีวินัยเลย"
เบลเริ่มจากขั้น รู้ทัน ว่าที่จริงตัวเองไม่ได้ขี้เกียจหรือขาดวินัย แต่กำลังใช้การดูซีรีส์ตอนดึกเป็นทางระบายความเครียดจากงานที่กดดันทั้งวัน จากนั้นเบลลอง เติม เวลาว่างจริงๆ ให้ตัวเองระหว่างพักเที่ยง ด้วยการออกไปเดินเล่นนอกออฟฟิศ 15 นาทีแทนการนั่งเช็คงานต่อ ต่อมาเบล ตัด วงจรมือถือ-นอนดึก ด้วยการชาร์จมือถือไว้นอกห้องนอนแล้วใช้นาฬิกาปลุกธรรมดาแทน และสุดท้ายในคืนที่ยังอดใจไม่ไหวจนนอนดึกอีก เบลฝึก เข้าใจ ตัวเองว่านี่เป็นเรื่องปกติที่ยังต้องค่อยๆ ปรับ แทนที่จะโทษตัวเองรุนแรงเหมือนเคย
ผ่านไปสามสัปดาห์ เบลพบว่าตัวเองนอนดึกน้อยลงจริง และที่สำคัญกว่านั้นคือรู้สึกโทษตัวเองน้อยลงในคืนที่ยังพลาดอยู่บ้าง กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ผลการทดลองจริงหรือคนจริง
ลองเอาไปปรับใช้ดู
1. อย่ามองว่าการนอนดึกซ้ำๆ เป็นแค่เรื่องขาดวินัย เพราะ Hill และคณะ (2022) และ Azeem และคณะ (2026) ชี้ตรงกันว่ามีกลไกทางจิตใจและความเครียดที่ซับซ้อนกว่านั้นอยู่เบื้องหลัง การแก้ปัญหาที่ตรงจุดจึงควรเริ่มจากการจัดการความเครียดต้นทาง ไม่ใช่แค่บังคับตัวเองให้นอนเร็วขึ้น 2. ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองหรือเครียดกับงานที่ค้างอยู่ ให้ระวังช่วงก่อนนอนเป็นพิเศษ เพราะ Meng และคณะ (2022) พบว่าความมั่นใจในตัวเองที่ต่ำนำไปสู่การผัดเวลานอนผ่านการหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจ 3. ถ้าเป็นผู้หญิงและรู้สึกว่าติดอยู่ในวงจรมือถือ-นอนดึก ให้ลองตัดวงจรที่จุดใดจุดหนึ่งก่อน เพราะ Lin และคณะ (2025) พบว่าในผู้หญิงทั้งสองทิศทางส่งผลถึงกันได้ การขยับแค่จุดเดียว เช่น วางมือถือไว้นอกห้องนอน อาจช่วยตัดวงจรทั้งระบบได้ 4. อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเฉพาะวัยเรียน เพราะ Correa-Iriarte และคณะ (2023) พบพฤติกรรมนี้ในผู้ใหญ่ทุกช่วงวัยตั้งแต่ 18-60 ปี เพียงแต่รูปแบบต่างกันไปตามเพศและอายุ 5. ลองหาเวลาว่างที่แท้จริงในตอนกลางวันแทนการแย่งเวลาตอนดึก เพราะ Azeem และคณะ (2026) ชี้ว่าการนอนดึกมักเป็นความพยายามทวงคืนเวลาส่วนตัวที่หายไปในตอนกลางวัน ถ้าจัดสรรเวลาพักผ่อนที่แท้จริงในระหว่างวันได้ อาจลดแรงจูงใจที่จะ "แก้แค้น" ตอนกลางคืนลงได้
คำถามที่พบบ่อย
- นอนดึกแก้แค้น (revenge bedtime procrastination) ต่างจากการนอนดึกทั่วไปอย่างไร?
- ต่างกันตรงที่แรงจูงใจ การนอนดึกแก้แค้นคือการตั้งใจผัดเวลานอนทั้งที่รู้ว่าควรนอนแล้วและมีโอกาสนอนได้ เพื่อทวงคืนเวลาส่วนตัวที่รู้สึกว่าไม่พอในระหว่างวัน ไม่ใช่แค่การนอนดึกเพราะนอนไม่หลับหรือมีธุระจำเป็น
- เล่นมือถือก่อนนอนคือสาเหตุหลักของพฤติกรรมนี้ใช่ไหม?
- เป็นปัจจัยสำคัญแต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว งานของ Lin และคณะ (2025) และ Correa-Iriarte และคณะ (2023) พบว่ามือถือสัมพันธ์กับการผัดเวลานอนชัดเจน แต่ Meng และคณะ (2022) และ Azeem และคณะ (2026) ชี้ว่ามีกลไกลึกกว่านั้น คือความมั่นใจในตัวเองที่ต่ำและความเครียดที่รับรู้อยู่เบื้องหลังด้วย
- พฤติกรรมนี้ส่งผลเสียต่อร่างกายมากแค่ไหน?
- งานทบทวนวรรณกรรมของ Hill และคณะ (2022) ที่รวบรวมงานวิจัย 43 ชิ้น พบว่าสัมพันธ์ทางลบกับทั้งระยะเวลานอนและคุณภาพการนอน และสัมพันธ์ทางบวกกับความอ่อนล้าตอนกลางวัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
- จะเลิกพฤติกรรมนี้ได้อย่างไร ในเมื่อรู้สึกว่าไม่มีเวลาส่วนตัวจริงๆ?
- บทความนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามมีเวลาส่วนตัว แต่ Azeem และคณะ (2026) ชี้ว่าการแย่งเวลาตอนดึกมักไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะแลกมาด้วยการนอนที่แย่ลง การจัดสรรเวลาพักผ่อนที่แท้จริงให้ตัวเองในระหว่างวัน แม้จะสั้นแค่ไหน อาจช่วยลดแรงผลักดันให้ต้องไปแย่งเวลาคืนตอนกลางคืนได้มากกว่า
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID
งานวิจัยเวชระเบียนกว่า 1.28 ล้านคนและภาพสแกนสมอง 785 คนพบว่าอาการสมองล้าหลังติดโควิดไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่วัดได้จริงและยังหลงเหลืออยู่แม้อาการอื่นจะหายแล้ว โดยความเสี่ยงภาวะพร่องทางสมองยังสูงกว่าเดิมตลอด 2 ปีที่ติดตาม

คีตามีนได้ผลดีกว่าช็อตไฟฟ้า (ECT) สำหรับโรคซึมเศร้าดื้อยาจริงหรือ งานวิจัยสุ่มตัวอย่าง 403 คนใน NEJM ปี 2023 เผยคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง
การทดลองสุ่มตัวอย่าง 403 คนในผู้ป่วยซึมเศร้าดื้อยาพบว่าคีตามีนทางหลอดเลือดดำให้ผลไม่ด้อยไปกว่าการช็อตไฟฟ้า (ECT) เลย ขณะที่เอสคีตามีนพ่นจมูกก็ให้ผลดีกว่ายาหลอกและยาต้านเศร้ามาตรฐานในการทดลองแยกอีกหลายชิ้น

พลาสติกจิ๋วในเลือด หลอดเลือดคอ และเนื้อสมอง: ทำไมคนที่ตรวจพบพลาสติกในคราบไขมันหลอดเลือดเสี่ยงหัวใจวาย-อัมพาต-เสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า
งานวิจัยตรวจพบไมโครพลาสติกในเลือดคนสุขภาพดีถึง 77% และในผู้ป่วยที่พบพลาสติกสะสมในคราบไขมันหลอดเลือดคอ มีความเสี่ยงหัวใจวาย อัมพาต หรือเสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า ขณะที่ความเข้มข้นของพลาสติกในเนื้อสมองก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016
