ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การขายและการเจรจาต่อรอง

ต่อรองอย่างไรไม่ให้เสียทั้งดีลและความสัมพันธ์: จาก BATNA สู่ทางลงที่รักษาหน้า

เวลาคุณเจรจาต่อรองอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะขอขึ้นเงินเดือน ต่อราคาซื้อของ หรือปิดดีลกับลูกค้า คุณเคยรู้สึกไหมครับว่ามันเหมือนการแข่งขันที่ต้องมีคนแพ้คนชนะ — ความรู้สึกแบบนี้แหละที่ทำให้การเจรจาหลายครั้งจบไม่สวย ทั้งที่จริงแล้วมีกรอบคิดที่ Harvard ใช้สอนมากว่า 40 ปีแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเลย

r1dx
r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ต่อรองอย่างไรไม่ให้เสียทั้งดีลและความสัมพันธ์: จาก BATNA สู่ทางลงที่รักษาหน้า

ถ้าอีกฝ่ายถืออำนาจต่อรองมากกว่าเราตั้งแต่ต้น จะยังเจรจาแบบ win-win ได้จริงหรือ? คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ เพราะลูกน้องหลายคนไม่กล้าปฏิเสธหัวหน้าตรงๆ ซัพพลายเออร์รายเล็กต้องรักษาลูกค้ารายใหญ่ไว้ให้ได้ และร้านครอบครัวจำนวนไม่น้อยยอมลดราคาทั้งที่กำไรแทบไม่เหลือ เพียงเพราะไม่อยากให้บทสนทนาดูแข็งกร้าว คำแนะนำแบบ win-win เพียงอย่างเดียวจึงไม่ช่วยบอกว่าควรพูดอะไรต่อในสถานการณ์เหล่านี้

กรอบ Principled Negotiation และ BATNA จากหนังสือ *Getting to Yes* ช่วยแยกจุดยืนออกจากผลประโยชน์ แต่เมื่อนำมาใช้ในบริบทไทย ยังควรเตรียม "ทางลงที่รักษาหน้า" ให้ทั้งสองฝ่ายด้วย บทความนี้จึงสรุปเครื่องมือทั้งหมดเป็น กระดาษ 6 ช่องก่อนคุย: ขอ–เรา–เขา–เกณฑ์–ทางเลือก–ทางลง

ทำไมการยืนกรานจุดยืนถึงเจรจาไม่สำเร็จ

การเจรจาแบบดั้งเดิมมักเป็นการต่อรอง "จุดยืน" (position) เช่น ฝ่ายหนึ่งขอราคา 100 อีกฝ่ายขอ 70 แล้วค่อยๆ ต่อรองหาจุดกึ่งกลาง ฟังดูคุ้นเคยใช่ไหมครับ วิธีนี้มีปัญหาคือทำให้ทั้งสองฝ่ายยึดติดกับตัวเลข/จุดยืนของตัวเอง จนลืมไปว่าจริงๆ แล้วแต่ละฝ่ายต้องการอะไรกันแน่ และมักจบลงด้วยความสัมพันธ์ที่เสียหายหรือข้อตกลงที่ไม่มีฝ่ายไหนพอใจเต็มที่

ผู้เขียน *Getting to Yes* ชี้ว่าการต่อรองแบบยึดจุดยืนอาจสิ้นเปลืองทั้งเวลาและความสัมพันธ์ เพราะยิ่งเราประกาศตัวเลขต่อหน้าคนอื่น จุดยืนนั้นก็ยิ่งผูกกับภาพลักษณ์ของเรา การขยับจึงดูเหมือนยอมแพ้ แม้ทางเลือกใหม่จะตอบโจทย์กว่าเดิมก็ตาม

หลักการเจรจาแบบมีหลักการ 4 ข้อ

Fisher และ Ury เสนอทางเลือกที่เรียกว่า "Principled Negotiation" ประกอบด้วย 4 หลักการ:

1. แยกคนออกจากปัญหา (Separate the people from the problem) — อย่าให้อารมณ์หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวมาปนกับประเด็นที่กำลังเจรจา โจมตีปัญหา ไม่ใช่โจมตีคน 2. โฟกัสที่ผลประโยชน์ ไม่ใช่จุดยืน (Focus on interests, not positions) — ถามว่า "ทำไม" อีกฝ่ายถึงต้องการสิ่งนั้น จุดยืนอาจขัดแย้งกัน แต่ผลประโยชน์เบื้องหลังมักหาจุดร่วมกันได้ 3. คิดทางเลือกที่เป็นไปได้หลายแบบเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน (Invent options for mutual gain) — ก่อนตัดสินใจ ให้ระดมทางเลือกที่เป็นไปได้ให้มากที่สุดโดยยังไม่ด่วนตัดสิน เพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ 4. ยืนยันด้วยเกณฑ์ที่เป็นภววิสัย (Insist on using objective criteria) — ใช้มาตรฐานภายนอกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน (เช่น ราคาตลาด, มาตรฐานอุตสาหกรรม) แทนการต่อรองด้วยอำนาจหรืออารมณ์ล้วนๆ

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ แทนที่จะเถียงกันเรื่องตัวเลขไปมา ถ้าถามว่า "ทำไมราคานี้ถึงสำคัญกับคุณ" อาจเจอว่าจริงๆ แล้วเขากังวลเรื่องกระแสเงินสดมากกว่าตัวราคาเสียอีก ซึ่งเปิดทางออกใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยคิดถึงมาก่อน

BATNA: อำนาจต่อรองที่แท้จริงมาจากไหน

แนวคิดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งจากกรอบนี้คือ BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement) — ทางเลือกที่ดีที่สุดที่คุณมี หากการเจรจาครั้งนี้ไม่เกิดข้อตกลง

หลักการคือ อำนาจส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการไม่รับข้อตกลงที่แย่ ฝ่ายที่มีทางเลือกอื่นน่าสนใจกว่าย่อมถูกบีบให้ตอบตกลงน้อยกว่า แต่ BATNA ไม่ได้ลบข้อจำกัดด้านอำนาจ รายได้ หรือความสัมพันธ์ และไม่ได้แปลว่าต้องขู่เดินออกจากโต๊ะ เป้าหมายคือรู้เส้นของตัวเองล่วงหน้าว่าข้อเสนอใดดีกว่าทางเลือกสำรองจริง

กระดาษ 6 ช่องก่อนคุย

เพื่อแปลงหลักการให้ใช้ได้ก่อนเข้าห้องประชุม เราสังเคราะห์เป็น กระดาษ 6 ช่อง: ขอ–เรา–เขา–เกณฑ์–ทางเลือก–ทางลง กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโมเดลต้นฉบับหรือเครื่องมือที่ผ่านการทดลองแยกต่างหาก

1. ขอ — อีกฝ่ายพูดว่าต้องการอะไร

เขียนจุดยืนตามคำพูดโดยไม่ตีความ เช่น "ลดราคา 20%" หรือ "ต้องส่งวันศุกร์" เพื่อไม่ปะปนข้อเรียกร้องกับสมมติฐานของเรา

2. เรา — ผลประโยชน์ใดที่เราต้องรักษา

อาจไม่ใช่ตัวเลขเดียว เช่น ต้องมีกำไรขั้นต่ำ รักษาคุณภาพ ไม่ให้ทีมทำงานล่วงเวลา และอยากรักษาลูกค้าระยะยาว จัดลำดับว่าอะไรห้ามเสียและอะไรแลกเปลี่ยนได้

3. เขา — อะไรอาจอยู่หลังจุดยืนของอีกฝ่าย

เขียนเป็นสมมติฐานเพื่อเอาไปถาม ไม่ใช่สรุปแทนเขา เช่น งบไม่พอ กระแสเงินสดติดรอบอนุมัติ หรือต้องมีตัวเลขไปอธิบายผู้บริหาร คำถามอย่าง "ถ้าราคาเท่าเดิม ส่วนไหนทำให้อนุมัติยากที่สุดครับ" มักเปิดข้อมูลมากกว่าถามว่า "ทำไมกดราคาจัง"

4. เกณฑ์ — ใช้อะไรตัดสินที่ไม่ใช่กำลังของแต่ละฝ่าย

เตรียมใบเสนอราคาเดิม ขอบเขตงาน ราคาตลาด ต้นทุนที่อธิบายได้ หรือมาตรฐานวิชาชีพ เกณฑ์ไม่ได้เป็นกลางโดยอัตโนมัติ จึงต้องถามด้วยว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับเกณฑ์ใดร่วมกัน

5. ทางเลือก — ถ้าไม่ตกลง เราจะทำอะไรจริง

ระบุ BATNA ที่ทำได้ ไม่ใช่สิ่งที่หวัง เช่น รับงานขนาดเล็กอีกสองงาน เลื่อนโครงการ หรือคงบริการเดิมไว้ชั่วคราว จากนั้นประเมินทั้งเงิน เวลา ความเสี่ยง และความสัมพันธ์ ไม่ใช่ดูรายได้อย่างเดียว

6. ทางลง — อีกฝ่ายจะขยับโดยไม่เสียหน้าได้อย่างไร

เสนอเหตุผลที่เขานำไปอธิบายต่อได้ เช่น เปลี่ยนจาก "ยอมไม่ลด" เป็น "ปรับขอบเขตให้ตรงงบ" หรือทดลองระยะสั้นก่อนเซ็นสัญญาเต็ม ทางลงไม่ใช่การหลอก แต่คือการจัดรูปข้อตกลงให้ไม่มีใครต้องประกาศว่าตัวเองแพ้

กรณีจำลอง: เมื่อลูกค้าขอลดราคา 20%

สมมติว่าสตูดิโอออกแบบขนาดเล็กเสนอค่าทำบรรจุภัณฑ์ 100,000 บาท ลูกค้าประจำตอบกลับว่า "ช่วยลด 20% ได้ไหม ผู้ใหญ่ให้คุมงบ" ถ้ายึดจุดยืน ทั้งสองฝ่ายจะวนอยู่ที่ 100,000 กับ 80,000 บาท และคนประสานงานฝั่งลูกค้าอาจไม่กล้ากลับไปพร้อมราคาเดิม

เมื่อใช้กระดาษ 6 ช่อง สตูดิโอพบว่า เรา ต้องรักษาค่าชั่วโมงและจำนวนรอบแก้, ส่วน เขา อาจต้องทำยอดงบให้ผ่านในไตรมาสนี้ เกณฑ์ คือขอบเขตงานและจำนวนชิ้นที่ส่งมอบ ทางเลือก ของสตูดิโอคือรับงานอื่นที่เล็กกว่า ส่วน ทางลง คือเสนอแพ็กเกจ 80,000 บาทโดยลดจำนวนแบบตั้งต้นและแยกงานถ่ายภาพไปเฟสถัดไป ลูกค้าจึงกลับไปรายงานได้ว่า "ปรับแพ็กเกจให้อยู่ในงบ" ไม่ใช่ "ต่อราคาไม่สำเร็จ"

นี่ไม่ได้รับประกันว่าจะตกลงกันได้ และสตูดิโอไม่ควรสมมติความต้องการแทนลูกค้า ต้องใช้คำถามตรวจสอบก่อนเสนอทางเลือก กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ดีลของบริษัทจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

ก่อนการเจรจาครั้งถัดไป ใช้เวลา 15 นาทีเติมกระดาษ 6 ช่องให้ครบ โดยเฉพาะช่อง เขา ให้ใส่เครื่องหมายคำถามไว้ทุกข้อเพื่อเตือนว่ายังเป็นสมมติฐาน จากนั้นเตรียมคำถามเปิด 2 ข้อ เกณฑ์ที่อธิบายได้ 1 ชุด และข้อเสนออย่างน้อย 2 แบบที่แลกสิ่งต่างกัน

ระหว่างคุย อย่ารีบเสนอทางออกทันทีที่ได้ยินจุดยืน ให้ทวนสิ่งที่เข้าใจก่อน เช่น "ถ้าผมเข้าใจถูก ประเด็นหลักคือยอดที่อนุมัติได้ในรอบนี้ ไม่ใช่ว่างานส่วนนี้ไม่มีคุณค่า ใช่ไหมครับ" หลังคุยให้เทียบข้อตกลงทั้งชุดกับ BATNA รวมเงื่อนไขแฝง เช่น เวลาส่ง จำนวนรอบแก้ และความเสี่ยงเก็บเงิน ไม่ใช่เทียบแต่ราคาหน้าสัญญา

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่รู้ว่า BATNA ของตัวเองคืออะไร ควรทำอย่างไร?
ให้ลิสต์ทางเลือกทั้งหมดที่มีถ้าเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จ แล้วประเมินว่าทางเลือกไหนดีที่สุด นั่นคือ BATNA ของคุณ หากยังไม่มีทางเลือกใดที่ดีเลย ควรหาทางเลือกสำรองไว้ก่อนเข้าเจรจาสำคัญ เพราะการเข้าเจรจาโดยไม่มี BATNA จะทำให้อำนาจต่อรองต่ำ
หลักการนี้ใช้ได้กับการเจรจาเรื่องเงินเดือนหรือไม่?
ใช้ได้ แต่ควรคำนึงถึงความต่างด้านอำนาจด้วย ข้อมูลเงินเดือนตลาดเป็นเกณฑ์หนึ่ง ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย และ BATNA ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเสนองานใหม่เสมอไป อาจเป็นการขอทบทวนอีกครั้งตามผลงานที่วัดได้ ปรับขอบเขตงาน หรือเจรจาสวัสดิการและวันทำงาน หากการปฏิเสธมีความเสี่ยง ควรเตรียมถ้อยคำและจังหวะให้เหมาะกับความสัมพันธ์
Win-Win ต่างจากการประนีประนอม (compromise) อย่างไร?
การประนีประนอมคือต่างฝ่ายขยับจากจุดยืนเดิม ส่วนการสร้างคุณค่าร่วมคือหาทางเลือกที่ใช้ความต้องการต่างกันให้เกิดประโยชน์ เช่น ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับเวลารับเงิน อีกฝ่ายให้ความสำคัญกับยอดรวม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกดีลจะมีทางออกที่ทุกฝ่ายได้เพิ่มเสมอ คำว่า win-win จึงไม่ควรถูกใช้กดดันให้ฝ่ายที่อำนาจน้อยกว่ายอมรับข้อตกลงที่แย่กว่า BATNA ของตน

แหล่งอ้างอิง

ทำไมการขอขึ้นเงินเดือนไม่ใช่แค่เรื่อง "ความกล้า" งานวิจัย PNAS ปี 2026 เผยว่าเพศและชนชั้นเปลี่ยนเกมทั้งกระดาน
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมการขอขึ้นเงินเดือนไม่ใช่แค่เรื่อง "ความกล้า" งานวิจัย PNAS ปี 2026 เผยว่าเพศและชนชั้นเปลี่ยนเกมทั้งกระดาน

งานวิจัยจากคนกว่า 11,000 คนพบว่าคนชนชั้นล่างเจรจาต่อรองน้อยกว่าคนชนชั้นสูงและเจอแรงต้านทางสังคมมากกว่าเมื่อเจรจา ขณะที่อีกงานวิจัยพบว่าคู่เจรจากลับชอบเจรจากับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายทั้งที่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเท่ากัน สะท้อนว่าเพศและชนชั้นเปลี่ยนเกมการเจรจาทั้งกระดาน

อ่าน 13 นาที
เจรจาต่อรองผ่านวิดีโอคอลกับเจอหน้ากันจริง ผลลัพธ์ต่างกันจริงไหม งานวิจัย 5 ชิ้นให้คำตอบที่ไม่ใช่แค่ "ออนไลน์แย่กว่า"
การขายและการเจรจาต่อรอง

เจรจาต่อรองผ่านวิดีโอคอลกับเจอหน้ากันจริง ผลลัพธ์ต่างกันจริงไหม งานวิจัย 5 ชิ้นให้คำตอบที่ไม่ใช่แค่ "ออนไลน์แย่กว่า"

งานวิจัย 5 ชิ้นพบว่าเจรจาต่อรองผ่านวิดีโอคอลให้ความรู้สึกพึงพอใจกับกระบวนการมากกว่าแชทข้อความ แต่ผลลัพธ์เชิงตัวเลขจริงกลับไม่ต่างจากเจอหน้ากันจริงเลย แม้แต่ความไว้วางใจและเวลาที่ใช้เจรจาก็ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ต่างจากที่หลายคนคาดไว้ว่าออนไลน์ต้องแย่กว่า

อ่าน 15 นาที
ทำไมคำว่า "ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ" หรือเสื้อกาวน์ขาว ถึงทำให้เราเชื่อโดยแทบไม่ตั้งคำถาม
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมคำว่า "ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ" หรือเสื้อกาวน์ขาว ถึงทำให้เราเชื่อโดยแทบไม่ตั้งคำถาม

งานทดลองเรื่องการเชื่อฟังและงานร่วมสมัยพบว่าคำสั่งหรือสัญญาณความเชี่ยวชาญมีผลในบางบริบท แต่ขนาดผลขึ้นอยู่กับวิธีทดลองและตัวชี้วัด

อ่าน 15 นาที
ทำไมป้าย "ลูกค้า 75% เลือกแบบนี้" ถึงได้ผลกว่าคำโฆษณาสวยหรู
การขายและการเจรจาต่อรอง

ทำไมป้าย "ลูกค้า 75% เลือกแบบนี้" ถึงได้ผลกว่าคำโฆษณาสวยหรู

ข้อความบอกว่าคนอื่นทำอะไรอยู่ส่งผลต่อการตัดสินใจได้ในบางบริบท บทความนี้ตรวจหลักฐานเรื่อง social proof ตั้งแต่การใช้ผ้าเช็ดตัวซ้ำไปจนถึงรีวิวออนไลน์ และข้อจำกัดก่อนนำไปใช้ในการขาย

อ่าน 15 นาที