ผลข้างเคียงที่คุณรู้สึกจากยา อาจมาจาก "ความกลัวว่าจะมีผลข้างเคียง" มากกว่าตัวยาเอง
หลายคนเคยมีประสบการณ์แบบนี้ อ่านใบแทรกยาก่อนกินแล้วเจอรายการผลข้างเคียงยาวเป็นหน้ากระดาษ ปวดหัว คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย พอกินยาไปสักพักก็เริ่มรู้สึกอาการเหล่านั้นจริงๆ ทั้งที่บางครั้งยาตัวนั้นอาจเป็นแค่เม็ดแป้งเปล่าในการทดลองทางคลินิกก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "nocebo effect" คือด้านตรงข้ามของ placebo effect ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี แทนที่ความคาดหวังเชิงบวกจะทำให้อาการดีขึ้น ความคาดหวังเชิงลบกลับทำให้เกิดอาการแย่ลงจริง แบบวัดผลได้ทางสรีรวิทยา ไม่ใช่แค่ "คิดไปเอง" งานวิจัยในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้ใหญ่กว่าที่คิดมาก ตั้งแต่ผลข้างเคียงจากยาลดไขมัน ไปจนถึงอาการหลังฉีดวัคซีน และมีกลไกในสมองที่อธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้จะพาไปดูหลักฐานทั้งหมดนี้ทีละชิ้น
บรรณาธิการ

สรุปสั้น (Key Takeaways)
- Gupta et al. (2017, *The Lancet*) วิเคราะห์ข้อมูลการทดลอง ASCOT-LLA ซ้ำ พบว่าอาการปวดกล้ามเนื้อจากยาลดไขมันไม่ต่างจากกลุ่มยาหลอกเลยในช่วงที่ทุกคนไม่รู้ว่าตัวเองกินยาอะไร (blinded) แต่พุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อทุกคนรู้ว่าตัวเองกินยาจริง (unblinded)
- Colloca & Barsky (2020, *New England Journal of Medicine*) ทบทวนกลไกของ nocebo effect พบว่าเกิดจากคำแนะนำเชิงวาจา ประสบการณ์แย่ในอดีต การเห็นคนอื่นมีอาการ และภาษาที่ใช้ในเอกสารยินยอมการรักษา ผ่านวงจรประสาทเดียวกับ placebo แต่ทำงานในทิศทางตรงข้าม
- ทีม SAMSON (Howard, Wood และคณะ, 2021, *Journal of the American College of Cardiology*) ทดลองแบบ N-of-1 ให้ผู้ป่วย 60 คนสลับกินยาสแตติน ยาหลอก และไม่กินยาเลย พบว่า 90% ของอาการที่เชื่อว่าเกิดจากสแตตินเกิดขึ้นกับยาหลอกด้วย (nocebo ratio = 0.90)
- Cholesterol Treatment Trialists' Collaboration (2022, *The Lancet*) วิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลจาก 23 การทดลองสแตติน ผู้เข้าร่วมรวมกว่า 155,000 คน พบว่ามีเพียงประมาณ 1 ใน 15 ของอาการปวดกล้ามเนื้อที่รายงานเท่านั้นที่เกิดจากตัวยาจริง
- Haas et al. (2022, *JAMA Network Open*) วิเคราะห์อภิมานการทดลองวัคซีนโควิด-19 แบบ double-blind 12 การทดลอง ผู้เข้าร่วมกว่า 45,380 คน พบว่า 76% ของอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกายหลังฉีดเข็มแรกในกลุ่มยาหลอกเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพราะวัคซีน
- Tu et al. (2021, *Proceedings of the National Academy of Sciences*) ใช้ fMRI ร่วมกับการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า พบว่าสามารถลดผล nocebo hyperalgesia ได้จริงด้วยการปรับความตื่นตัวของสมองส่วน dorsolateral prefrontal cortex
- Meeuwis et al. (2023, *Pain*) วิเคราะห์อภิมาน 17 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 764 คน พบว่าการเห็นคนอื่นแสดงอาการเจ็บปวดสามารถส่งต่อความเจ็บปวดผ่านการเรียนรู้จากการสังเกตได้ แม้จะอ่อนกว่าผล placebo ในทิศทางตรงข้าม
- Yang et al. (2024, *Biomedicine & Pharmacotherapy*) ทดลองในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งที่มีอาการปวดเรื้อรัง 65 คน พบว่าความคาดหวังเชิงลบเพียงอย่างเดียวลดประสิทธิภาพการรักษาอาการปวดได้ถึง 2.5 คะแนนจาก 10 และเพิ่มความเสี่ยงอาการไม่พึงประสงค์
- กรอบ "นิ่ง-แยก-ถาม-เก็บ" สังเคราะห์หลักฐานทั้งหมดข้างต้นให้เป็นขั้นตอนรับมือความกลัวผลข้างเคียงที่ใช้ได้จริง
คำชี้แจง
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ
อ่านใบแทรกยาก่อนกินแล้วเจอรายการผลข้างเคียงยาวเป็นหน้ากระดาษ ปวดหัว คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย — แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้เริ่มรู้สึกอาการเหล่านั้นจริงๆ หลังกินยาไปสักพัก ทั้งที่บางครั้งยาตัวนั้นอาจเป็นแค่เม็ดแป้งเปล่าในการทดลองทางคลินิกก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "nocebo effect" คือด้านตรงข้ามของ placebo effect ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี แทนที่ความคาดหวังเชิงบวกจะทำให้อาการดีขึ้น ความคาดหวังเชิงลบกลับทำให้เกิดอาการแย่ลงจริง แบบวัดผลได้ทางสรีรวิทยา ไม่ใช่แค่ "คิดไปเอง" งานวิจัยในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้ใหญ่กว่าที่คิดมาก ตั้งแต่ผลข้างเคียงจากยาลดไขมัน ไปจนถึงอาการหลังฉีดวัคซีน และมีกลไกในสมองที่อธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้จะพาไปดูหลักฐานทั้งหมดนี้ทีละชิ้น
จุดเริ่มต้น: เมื่อการรู้ว่ากินยาอะไร เปลี่ยนอาการที่รู้สึกได้จริง
Ajay Gupta และทีมวิจัยจาก ASCOT Investigators วิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง ASCOT-LLA (Anglo-Scandinavian Cardiac Outcomes Trial—Lipid-Lowering Arm) ในงานชื่อ "Adverse Events Associated with Unblinded, But Not with Blinded, Statin Therapy in the Anglo-Scandinavian Cardiac Outcomes Trial—Lipid-Lowering Arm" ตีพิมพ์ใน *The Lancet* ปี 2017 (เล่ม 389 ฉบับ 10088 หน้า 2473-2481) การทดลองนี้มีสองช่วง ช่วงแรกเป็นการทดลองแบบ double-blind สุ่มให้ยาสแตตินหรือยาหลอกโดยไม่มีใครรู้ (ปี 1998-2002 ติดตามเฉลี่ย 3.3 ปี) ช่วงที่สองเป็นช่วงต่อขยายที่ไม่ปิดบังข้อมูลอีกต่อไป ทุกคนรู้ว่าตัวเองกินยาสแตตินจริง (ปี 2002-2005 ติดตามเฉลี่ย 2.3 ปี)
ผลลัพธ์คือ ในช่วงที่ปิดบังข้อมูล (blinded) มีผู้ป่วยรายงานอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ 298 คนในกลุ่มสแตติน เทียบกับ 283 คนในกลุ่มยาหลอก ซึ่งแทบไม่ต่างกันเลย (hazard ratio ใกล้เคียง 1.03 ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ) แต่ในช่วงที่ไม่ปิดบังข้อมูล (unblinded) กลับพบอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทันทีที่ทุกคนรู้ว่ากำลังกินสแตติน ทั้งที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มเดียวกัน ยาตัวเดียวกัน เปลี่ยนแค่ "การรู้ว่ากำลังกินยาอะไรอยู่" งานชิ้นนี้จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนที่สุดว่าความคาดหวังและการรับรู้ ไม่ใช่แค่คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของยา เป็นตัวขับเคลื่อนอาการที่รายงานได้จริง และกลายเป็นจุดตั้งต้นที่งานวิจัยเรื่อง nocebo effect ในยุคหลังอ้างอิงถึงอย่างต่อเนื่อง
nocebo effect คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
Luana Colloca และ Arthur J. Barsky ทบทวนองค์ความรู้ทั้งหมดเรื่อง placebo และ nocebo effect ในงานชื่อ "Placebo and Nocebo Effects" ตีพิมพ์ใน *New England Journal of Medicine* ปี 2020 (เล่ม 382 ฉบับ 6 หน้า 554-561) โดยสังเคราะห์งานวิจัยด้านกลไกทางประสาทชีววิทยา จิตวิทยา และคลินิกที่สะสมมาหลายทศวรรษ
บทความสรุปว่า nocebo effect เกิดจากปัจจัยหลักสี่อย่างที่มักซ้อนทับกัน ได้แก่ (1) คำแนะนำเชิงวาจาที่บอกล่วงหน้าว่าจะเกิดผลข้างเคียง เช่น คำอธิบายของแพทย์หรือใบแทรกยา (2) ประสบการณ์แย่ในอดีตจากการรักษาที่คล้ายกัน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายการปรับสภาพ (conditioning) (3) การเห็นหรือได้ยินว่าคนอื่นมีอาการไม่พึงประสงค์ และ (4) ภาษาที่ใช้ในกระบวนการขอความยินยอมการรักษา (informed consent) ที่เน้นย้ำความเสี่ยงมากเกินไป ทีมวิจัยยังชี้ว่ากลไกในสมองที่อยู่เบื้องหลัง nocebo ใช้วงจรประสาทคล้ายกับ placebo แต่ทำงานในทิศทางตรงข้าม และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่วัดได้จริง เช่น การเพิ่มความรู้สึกเจ็บปวด (hyperalgesia) การเปลี่ยนแปลงระดับคอร์ติซอลและสาร cholecystokinin ในร่างกาย งานทบทวนชิ้นนี้จึงวางกรอบความเข้าใจที่ชัดเจนว่า nocebo ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางจิตใจล้วนๆ แต่มีรากฐานทางชีววิทยาที่จับต้องได้
การทดลองที่ให้คนคนเดียวลองทั้งยาจริง ยาหลอก และไม่กินยาเลย
James P. Howard, Frances A. Wood และทีมวิจัย SAMSON ออกแบบการทดลองที่ตัดปัจจัยกวนระหว่างบุคคลออกไปทั้งหมด ในงานชื่อ "Side Effect Patterns in a Crossover Trial of Statin, Placebo, and No Treatment" ตีพิมพ์ใน *Journal of the American College of Cardiology* ปี 2021 (เล่ม 78 ฉบับ 12 หน้า 1210-1222) โดยคัดเลือกผู้ป่วย 60 คนที่เคยหยุดกินยาสแตตินเพราะทนผลข้างเคียงไม่ไหว ให้แต่ละคนสลับกินยาแบบ N-of-1 คือทดลองกับตัวเองทั้งหมด 12 ขวด (สแตติน 4 เดือน ยาหลอก 4 เดือน และไม่มีเม็ดยาเลย 4 เดือน) เรียงสุ่มไม่ตามลำดับ พร้อมให้คะแนนความรุนแรงของอาการทุกวันผ่านแอปในมือถือ ผู้เข้าร่วม 49 คนทำครบทั้ง 12 เดือน
ผลลัพธ์คือ คะแนนอาการเฉลี่ยในเดือนที่ไม่กินยาเลยอยู่ที่ 8.0 คะแนน ในเดือนที่กินยาสแตตินอยู่ที่ 16.3 คะแนน (สูงกว่าเดือนไม่กินยาอย่างมีนัยสำคัญ p<0.001) และในเดือนที่กินยาหลอกอยู่ที่ 15.4 คะแนน (สูงกว่าเดือนไม่กินยาเช่นกัน p<0.001) แต่คะแนนระหว่างเดือนที่กินสแตตินกับเดือนที่กินยาหลอกไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเลย ทีมวิจัยคำนวณ "nocebo ratio" ได้ 0.90 หมายความว่า 90% ของอาการที่ผู้ป่วยเคยเชื่อว่าเกิดจากสแตตินนั้น เกิดขึ้นกับยาหลอกด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือหลังจบการทดลอง 50% ของผู้เข้าร่วม (30 จาก 60 คน) สามารถกลับไปกินยาสแตตินต่อได้สำเร็จ เพราะเข้าใจแล้วว่าอาการส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวยาโดยตรง
ตัวเลขจากคนกว่า 155,000 คน: อาการปวดกล้ามเนื้อจากสแตตินส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากยา
เพื่อยืนยันขนาดของปรากฏการณ์นี้ในสเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา Cholesterol Treatment Trialists' (CTT) Collaboration ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือนักวิจัยนานาชาติ ตีพิมพ์งานชื่อ "Effect of Statin Therapy on Muscle Symptoms: An Individual Participant Data Meta-Analysis of Large-Scale, Randomised, Double-Blind Trials" ใน *The Lancet* ปี 2022 (เล่ม 400 ฉบับ 10355 หน้า 832-845) โดยรวบรวมข้อมูลรายบุคคลจากการทดลองสแตตินแบบ double-blind ขนาดใหญ่ 23 การทดลอง (แต่ละการทดลองมีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 1,000 คน ดำเนินการระหว่างปี 1990-2021) แบ่งเป็นการทดลองเทียบกับยาหลอก 19 การทดลอง (123,940 คน) และการทดลองเทียบขนาดยา 4 การทดลอง (30,724 คน) รวมผู้เข้าร่วมทั้งหมดราว 155,000 คน
ผลลัพธ์คือ อัตราส่วนความเสี่ยง (rate ratio) ของอาการปวดหรืออ่อนแรงกล้ามเนื้อระหว่างกลุ่มสแตตินกับกลุ่มยาหลอกโดยรวมอยู่ที่ 1.03 เท่านั้น (95% CI 1.01-1.06) คือ 27.1% ของกลุ่มสแตตินรายงานอาการ เทียบกับ 26.6% ของกลุ่มยาหลอก และเมื่อดูเฉพาะปีแรกของการรักษาซึ่งเป็นช่วงที่อาการมักเกิดมากที่สุด พบส่วนเกินของเหตุการณ์เพียง 11 ครั้งต่อประชากร 1,000 คนต่อปี (95% CI 6-16) หลังปีแรกไปแล้วแทบไม่พบส่วนเกินเลย (rate ratio 0.99) กล่าวโดยสรุปคือมีเพียงประมาณ 1 ใน 15 ของอาการปวดกล้ามเนื้อที่ผู้ป่วยกลุ่มสแตตินรายงานเท่านั้นที่อาจเกิดจากตัวยาจริง ส่วนที่เหลือคือ nocebo effect งานวิเคราะห์นี้ยังพบด้วยว่าภาวะกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงจริง (myopathy) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่แท้จริงและหายากของสแตติน มี rate ratio สูงถึง 1.74 ชี้ให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างผลข้างเคียงที่แท้จริงกับที่เป็น nocebo
ผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 กี่เปอร์เซ็นต์ที่มาจาก nocebo
ปรากฏการณ์นี้จำกัดอยู่แค่ยาสแตตินหรือไม่ Julia W. Haas, Ted J. Kaptchuk และทีมวิจัยตอบคำถามนี้ในบริบทที่คนทั้งโลกให้ความสนใจ ในงานชื่อ "Frequency of Adverse Events in the Placebo Arms of COVID-19 Vaccine Trials: A Systematic Review and Meta-Analysis" ตีพิมพ์ใน *JAMA Network Open* ปี 2022 (เล่ม 5 ฉบับ 1 บทความเลขที่ e2143955) โดยวิเคราะห์อภิมานจากการทดลองวัคซีนโควิด-19 แบบสุ่มปิดบังสองทาง (double-blind) 12 การทดลองที่ตีพิมพ์จนถึงกลางปี 2021 รวมผู้เข้าร่วม 45,380 คน แบ่งเป็นกลุ่มยาหลอก 22,578 คน และกลุ่มวัคซีนจริง 22,802 คน
ผลลัพธ์คือ หลังฉีดเข็มแรก 35.2% ของผู้ที่ได้รับยาหลอก (95% CI 26.7-43.7%) รายงานอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกาย เช่น ปวดหัว อ่อนเพลีย และ 16.2% รายงานอาการบริเวณที่ฉีด หลังเข็มที่สองตัวเลขอยู่ที่ 31.8% และ 11.8% ตามลำดับ ทีมวิจัยคำนวณสัดส่วนที่เป็น nocebo ได้ว่า 76.0% ของอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกายหลังเข็มแรก และ 51.8% หลังเข็มที่สอง เกิดขึ้นในกลุ่มยาหลอกด้วยเช่นกัน อาการที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มยาหลอกคือปวดหัวและอ่อนเพลีย งานวิจัยนี้มีความสำคัญเชิงสาธารณสุขอย่างมาก เพราะช่วยอธิบายว่าอาการหลังฉีดวัคซีนจำนวนมากที่คนกังวลกันนั้น ส่วนหนึ่งอาจไม่ได้มาจากตัววัคซีนโดยตรง แต่มาจากความคาดหวังและความกังวลล่วงหน้า
หลักฐานจากสมอง: nocebo ไม่ใช่แค่ "คิดไปเอง"
คำถามคือ nocebo effect เกิดขึ้นในสมองได้อย่างไร และสามารถควบคุมได้หรือไม่ Yiheng Tu, Ted Kaptchuk, Randy L. Gollub, Jian Kong และทีมวิจัยตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Manipulating Placebo Analgesia and Nocebo Hyperalgesia by Changing Brain Excitability" ตีพิมพ์ใน *Proceedings of the National Academy of Sciences* ปี 2021 (เล่ม 118 ฉบับ 19 บทความเลขที่ e2101273118) โดยศึกษาผู้ใหญ่สุขภาพดี 81 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มกลุ่มละ 27 คน ได้รับการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลก (tDCS) แบบ anodal, cathodal หรือหลอก (sham) ที่บริเวณ right dorsolateral prefrontal cortex ร่วมกับการทดสอบความเจ็บปวดจากความร้อนภายใต้ความคาดหวังที่ถูกสร้างขึ้น (ครีมที่บอกว่าเป็นยาชาหรือเป็นสารระคายเคือง ทั้งที่จริงเป็นครีมเฉยๆ) พร้อมสแกน fMRI ตลอด 5 ครั้งของการทดลอง
ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นแบบหลอก (sham) แสดงผล nocebo hyperalgesia อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) แต่กลุ่มที่ได้รับ anodal tDCS ไม่แสดงผลนี้เลย (p=0.22) โดยความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มมีขนาดผลเท่ากับ d=0.77 กล่าวคือการปรับความตื่นตัวของสมองส่วนนี้ด้วยไฟฟ้าสามารถ "ปิด" ผล nocebo ได้จริง ภาพสมองยังพบว่าบริเวณ insula และ anterior cingulate cortex ทำงานเกี่ยวข้องกับ nocebo hyperalgesia โดยกลุ่ม anodal tDCS มีการทำงานของ insula ซีกซ้ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มหลอก และการทำงานของ insula นี้สัมพันธ์กับความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นจริงในกลุ่มหลอก งานชิ้นนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงสาเหตุ (ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์) ที่ชี้ว่า nocebo effect มีกลไกทางระบบประสาทที่ชัดเจน และสามารถถูกปรับเปลี่ยนได้ผ่านการแทรกแซงทางกายภาพในสมอง
ความเจ็บปวดที่ติดต่อกันได้ผ่านการเห็นคนอื่นเจ็บ
nocebo effect แพร่กระจายจากคนสู่คนได้หรือไม่ Stefanie H. Meeuwis, Mateusz T. Wasylewski และทีมวิจัยตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Learning Pain from Others: A Systematic Review and Meta-Analysis of Studies on Placebo Hypoalgesia and Nocebo Hyperalgesia Induced by Observational Learning" ตีพิมพ์ใน *Pain* ปี 2023 (เล่ม 164 ฉบับ 11 หน้า 2383-2396) โดยทบทวนงานวิจัย 21 ชิ้น และวิเคราะห์อภิมานจาก 17 การศึกษา (18 การทดลอง) รวมผู้เข้าร่วมสุขภาพดี 764 คน ที่ให้ผู้เข้าร่วมสังเกตปฏิกิริยาความเจ็บปวดของคนอื่น (ทั้งแบบเห็นสดและแบบดูวิดีโอ) ก่อนวัดความเจ็บปวดของตัวเองในสถานการณ์เดียวกัน
ผลลัพธ์คือ โดยรวมพบผลของการเรียนรู้จากการสังเกตต่อคะแนนความเจ็บปวด (SMD = 0.44, 95% CI 0.21-0.68) และต่อความคาดหวังความเจ็บปวด (SMD = 1.11, 95% CI 0.49-2.04) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อแยกดูเฉพาะการศึกษาที่วัดผล nocebo hyperalgesia โดยตรง พบขนาดผลที่เล็กกว่าและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (SMD = 0.15, 95% CI -0.10 ถึง 1.02) ชี้ว่าการรับ nocebo ผ่านการสังเกตคนอื่นอาจอ่อนกว่าและพิสูจน์ได้ยากกว่าการรับ placebo ในทิศทางตรงข้าม นอกจากนี้การสังเกตแบบเห็นสดให้ผลชัดกว่าการดูวิดีโอ (SMD 0.94 เทียบกับ 0.21) และความเห็นอกเห็นใจของผู้สังเกตมีความสัมพันธ์กับขนาดผลด้วย (r=0.14) งานชิ้นนี้จึงเสริมภาพว่า nocebo effect ไม่ได้เกิดจากคำพูดหรือประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรับส่งผ่านการเห็นปฏิกิริยาของคนรอบข้างได้ด้วย แม้จะอ่อนกว่าเส้นทางอื่น
ในผู้ป่วยจริง: ความกลัวผลข้างเคียงเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียงจริง
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลต่อการรักษาจริงในผู้ป่วยแค่ไหน Mingxiao Yang, Qing S. Li และทีมวิจัยตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Nocebo Expectations Rather Than Placebo Expectations Affect Topical Pain Relief: A Randomized Clinical Trial" ตีพิมพ์ใน *Biomedicine & Pharmacotherapy* ปี 2024 (เล่ม 175 บทความเลขที่ 116728) โดยทดลองในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกเรื้อรัง 65 คน สุ่มให้ใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมการบูร 1% หรือแผ่นแปะยาหลอกนาน 14 วัน พร้อมวัดความคาดหวังต่อการรักษาตั้งแต่ก่อนเริ่ม แล้วประเมินความเจ็บปวดด้วยแบบวัด Brief Pain Inventory ที่วันเริ่มต้นและวันที่ 14
ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่มีความคาดหวังเชิงลบ (nocebo) สูง มีคะแนนความปวดดีขึ้นน้อยกว่ากลุ่มที่มีความคาดหวังเชิงลบต่ำถึง 2.5 คะแนนจากระดับ 0-10 (95% CI -3.8 ถึง -1.2, p<0.001) และอัตราการตอบสนองต่อการรักษาลดลงราว 42.7% ในวันที่ 14 สำหรับกลุ่มที่มีความคาดหวังเชิงลบสูง นอกจากนี้ยังพบว่าความคาดหวังเชิงลบสูงสัมพันธ์กับการเกิดอาการไม่พึงประสงค์มากขึ้น 22-39.5% (odds ratio = 12.0, 95% CI 1.2-145.5, p=0.029) ที่น่าสนใจคือความคาดหวังเชิงบวก (placebo) ไม่ได้ส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญเลย แสดงว่าในกรณีนี้ตัวขับเคลื่อนหลักคือความกลัวและความคาดหวังเชิงลบ ไม่ใช่ความหวังเชิงบวก งานชิ้นนี้จึงยืนยันว่า nocebo effect ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ในห้องแล็บ แต่ส่งผลกระทบจริงต่อคุณภาพการรักษาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง
ลองเอาไปปรับใช้ดู
1. ระวังการอ่านใบแทรกยาหรือรายการผลข้างเคียงแบบเน้นความกลัว เพราะ Colloca & Barsky (2020) ชี้ว่าคำแนะนำเชิงวาจาและข้อมูลที่เน้นความเสี่ยงมากเกินไปเป็นตัวกระตุ้น nocebo effect ที่สำคัญ การอ่านข้อมูลยาด้วยใจที่เป็นกลางมากขึ้นอาจช่วยลดโอกาสเกิดอาการที่ไม่จำเป็น 2. ก่อนหยุดยาเพราะผลข้างเคียง ลองพิจารณาว่าอาจเป็น nocebo เพราะ SAMSON (2021) พบว่า 90% ของอาการที่ผู้ป่วยเชื่อว่ามาจากสแตตินเกิดกับยาหลอกด้วย และครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมกลับมากินยาต่อได้สำเร็จหลังเข้าใจเรื่องนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจหยุดยาด้วยตัวเอง 3. เข้าใจว่าตัวเลข "1 ใน 15" ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลข้างเคียงจริงเลย เพราะ CTT Collaboration (2022) ยังพบว่ามีอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งที่มาจากตัวยาจริง และภาวะกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง (myopathy) ก็เป็นผลข้างเคียงที่แท้จริง การแยกแยะควรทำร่วมกับแพทย์ ไม่ใช่ปฏิเสธผลข้างเคียงทั้งหมด 4. อย่าตื่นตระหนกกับอาการเล็กน้อยหลังฉีดวัคซีนมากเกินไป เพราะ Haas et al. (2022) พบว่าอาการทั่วไปอย่างปวดหัวหรืออ่อนเพลียส่วนใหญ่หลังฉีดเข็มแรกเกิดขึ้นในกลุ่มยาหลอกด้วยเช่นกัน ความกังวลล่วงหน้าอาจมีส่วนทำให้รู้สึกอาการเหล่านี้ชัดเจนขึ้น 5. จัดการความกลัวและความคาดหวังก่อนเริ่มการรักษาที่มีอาการปวดเรื้อรัง เพราะ Yang et al. (2024) พบว่าความคาดหวังเชิงลบเพียงอย่างเดียวลดประสิทธิภาพการรักษาและเพิ่มความเสี่ยงอาการไม่พึงประสงค์ได้จริง การพูดคุยกับแพทย์เพื่อปรับความคาดหวังให้สมดุลก่อนเริ่มการรักษาอาจช่วยผลลัพธ์ได้ 6. ระวังการพูดถึงผลข้างเคียงของตัวเองต่อหน้าคนอื่น เพราะ Meeuwis et al. (2023) พบว่าความเจ็บปวดสามารถส่งต่อผ่านการเห็นปฏิกิริยาของคนอื่นได้ การเล่าอาการแย่ๆ ให้คนใกล้ตัวที่กำลังจะรักษาแบบเดียวกันฟังอาจส่งผลต่อประสบการณ์ของเขาโดยไม่ตั้งใจ
กรอบ "นิ่ง-แยก-ถาม-เก็บ": สังเคราะห์หลักฐานเป็นวิธีรับมือความกลัวผลข้างเคียง
หลักฐาน 8 ชิ้นข้างต้นชี้ว่าความคาดหวังเชิงลบส่งผลต่ออาการที่รู้สึกได้จริง แต่ถ้าจะย่อเป็นขั้นตอนใช้จริงตอนเริ่มยาใหม่หรือกังวลเรื่องผลข้างเคียง อาจสรุปได้เป็น 4 ขั้นตอนคือ "นิ่ง-แยก-ถาม-เก็บ"
1. นิ่ง — อ่านใบแทรกยาหรือรายการผลข้างเคียงด้วยใจที่นิ่ง ไม่ตื่นตระหนกล่วงหน้า เพราะ Colloca & Barsky (2020) ชี้ว่าคำแนะนำเชิงวาจาและข้อมูลที่เน้นความเสี่ยงมากเกินไปเป็นตัวกระตุ้น nocebo effect ที่สำคัญที่สุด 2. แยก — แยกแยะว่าอาการที่รู้สึกอาจเป็น nocebo ก่อนด่วนสรุปว่ายาไม่เหมาะกับตัวเอง เพราะ SAMSON (2021) พบว่า 90% ของอาการที่ผู้ป่วยเชื่อว่ามาจากสแตตินเกิดขึ้นกับยาหลอกด้วย และ Gupta et al. (2017) พบว่าแค่ "รู้ว่ากินยาอะไร" ก็เปลี่ยนอาการที่รายงานได้แล้ว 3. ถาม — ถามแพทย์ก่อนตัดสินใจหยุดยาเอง เพราะ CTT Collaboration (2022) ยังพบว่ามีอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งที่มาจากตัวยาจริง และภาวะกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงก็เป็นผลข้างเคียงแท้จริงที่พบได้แม้จะหายาก การแยกแยะควรทำร่วมกับแพทย์ ไม่ใช่ตัดสินใจคนเดียว 4. เก็บ — เก็บความกลัวหรือประสบการณ์แย่ของตัวเองไว้ ไม่เล่าให้คนที่กำลังจะเริ่มการรักษาแบบเดียวกันฟังโดยไม่จำเป็น เพราะ Meeuwis et al. (2023) พบว่าความเจ็บปวดสามารถส่งต่อผ่านการเห็นปฏิกิริยาของคนอื่นได้ แม้จะอ่อนกว่าเส้นทางอื่นก็ตาม
90% ของอาการที่ผู้ป่วยเคยเชื่อว่าเกิดจากยาสแตติน เกิดขึ้นกับยาหลอกด้วยเช่นกัน — SAMSON trial (2021, Journal of the American College of Cardiology)
กรอบ "นิ่ง-แยก-ถาม-เก็บ" เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความนี้ที่ช่วยจดจำวิธีรับมือความกลัวผลข้างเคียง ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคลหรือเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงทางวิชาการ (validated instrument) และไม่ทดแทนการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือหยุดยาใดๆ
คำถามที่พบบ่อย
- nocebo effect ต่างจาก placebo effect อย่างไร?
- Placebo effect คือการที่ความคาดหวังเชิงบวกทำให้อาการดีขึ้นแม้ได้รับสารที่ไม่มีฤทธิ์ทางยา ส่วน nocebo effect ตามที่ Colloca & Barsky (2020) อธิบาย คือด้านตรงข้าม คือความคาดหวังเชิงลบทำให้เกิดอาการแย่ลงหรือเกิดผลข้างเคียงจริง แม้ได้รับสารที่ไม่มีฤทธิ์เช่นกัน ทั้งสองปรากฏการณ์ใช้กลไกทางประสาทที่คล้ายกันแต่ทำงานคนละทิศทาง
- ผลข้างเคียงจากยาสแตตินส่วนใหญ่เป็น nocebo จริงหรือ?
- มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน CTT Collaboration (2022) วิเคราะห์ข้อมูลจากคนกว่า 155,000 คน พบว่ามีเพียงราว 1 ใน 15 ของอาการปวดกล้ามเนื้อที่รายงานเท่านั้นที่มาจากตัวยาจริง และ SAMSON (2021) พบตัวเลขใกล้เคียงกันคือ nocebo ratio 0.90 ในการทดลองแบบ N-of-1 อย่างไรก็ตามภาวะกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง (myopathy) ยังคงเป็นผลข้างเคียงจริงที่พบได้แม้จะหายาก
- อาการหลังฉีดวัคซีนที่รู้สึกได้ เป็นเพราะวัคซีนจริงหรือเป็นเพราะความกังวล?
- ทั้งสองอย่างมีส่วน แต่ Haas et al. (2022) พบว่าสัดส่วนที่มาจาก nocebo นั้นสูงมาก คือ 76% ของอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกายหลังเข็มแรกในการทดลองวัคซีนโควิด-19 เกิดขึ้นในกลุ่มยาหลอกด้วยเช่นกัน หมายความว่าอาการทั่วไปอย่างปวดหัวหรืออ่อนเพลียส่วนใหญ่อาจไม่ได้มาจากตัววัคซีนโดยตรง
- nocebo effect เป็นแค่ "คิดไปเอง" หรือมีกลไกทางชีววิทยาจริง?
- มีกลไกทางชีววิทยาที่ชัดเจน Tu et al. (2021) ใช้ fMRI ร่วมกับการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า พบว่าสามารถลดผล nocebo hyperalgesia ได้จริงด้วยการปรับความตื่นตัวของสมองส่วน dorsolateral prefrontal cortex และพบการทำงานของสมองส่วน insula ที่สัมพันธ์กับความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ผู้ป่วยจินตนาการขึ้นเอง
- มีวิธีลดผล nocebo effect จากการรักษาได้จริงไหม?
- มีแนวทางที่มีหลักฐานรองรับบางส่วน เช่น การปรับวิธีสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงให้สมดุลมากขึ้นแทนการเน้นย้ำผลข้างเคียงมากเกินไป (Colloca & Barsky, 2020) และการทำความเข้าใจว่าอาการที่เคยเชื่อว่ามาจากยาอาจเป็น nocebo ได้ (SAMSON, 2021) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งในการทดลองนั้นกลับไปใช้ยาที่จำเป็นต่อสุขภาพได้สำเร็จ
แหล่งอ้างอิง
- PubMed — National Library of Medicine
- DOI (The Lancet)
- NEJM (DOI)
- PubMed — National Library of Medicine
- DOI (ScienceDirect)
- PMC — National Library of Medicine
- DOI (The Lancet)
- PMC — National Library of Medicine
- DOI (JAMA Network)
- PMC — National Library of Medicine
- DOI (PNAS)
- PMC — National Library of Medicine
- DOI (Wolters Kluwer)
- PubMed — National Library of Medicine
- DOI (ScienceDirect)
บทความที่เกี่ยวข้อง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID
งานวิจัยเวชระเบียนกว่า 1.28 ล้านคนและภาพสแกนสมอง 785 คนพบว่าอาการสมองล้าหลังติดโควิดไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่วัดได้จริงและยังหลงเหลืออยู่แม้อาการอื่นจะหายแล้ว โดยความเสี่ยงภาวะพร่องทางสมองยังสูงกว่าเดิมตลอด 2 ปีที่ติดตาม

คีตามีนได้ผลดีกว่าช็อตไฟฟ้า (ECT) สำหรับโรคซึมเศร้าดื้อยาจริงหรือ งานวิจัยสุ่มตัวอย่าง 403 คนใน NEJM ปี 2023 เผยคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง
การทดลองสุ่มตัวอย่าง 403 คนในผู้ป่วยซึมเศร้าดื้อยาพบว่าคีตามีนทางหลอดเลือดดำให้ผลไม่ด้อยไปกว่าการช็อตไฟฟ้า (ECT) เลย ขณะที่เอสคีตามีนพ่นจมูกก็ให้ผลดีกว่ายาหลอกและยาต้านเศร้ามาตรฐานในการทดลองแยกอีกหลายชิ้น

พลาสติกจิ๋วในเลือด หลอดเลือดคอ และเนื้อสมอง: ทำไมคนที่ตรวจพบพลาสติกในคราบไขมันหลอดเลือดเสี่ยงหัวใจวาย-อัมพาต-เสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า
งานวิจัยตรวจพบไมโครพลาสติกในเลือดคนสุขภาพดีถึง 77% และในผู้ป่วยที่พบพลาสติกสะสมในคราบไขมันหลอดเลือดคอ มีความเสี่ยงหัวใจวาย อัมพาต หรือเสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า ขณะที่ความเข้มข้นของพลาสติกในเนื้อสมองก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016
