ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

ทำไมเรื่องเล่าถึงโน้มน้าวใจได้มากกว่าข้อมูลและสถิติ: งานวิจัยเบื้องหลัง "การถูกดูดเข้าไปในเรื่องราว"

เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมการเล่าเรื่องราวสักเรื่องมักโน้มน้าวใจคนฟังได้มากกว่าการยกสถิติหรือเหตุผลเชิงตรรกะล้วนๆ ปรากฏการณ์นี้มีชื่อทางจิตวิทยาว่า "narrative transportation" หรือการถูกดูดเข้าไปในเรื่องราวจนลืมโลกความจริงชั่วขณะ งานวิจัยที่วางรากฐานเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2000 จนถึงงานสังเคราะห์ขนาดใหญ่ในปี 2014 ยืนยันตรงกันว่ายิ่งคนฟังถูก "ดูดเข้าไป" ในเรื่องเล่ามากเท่าไหร่ ยิ่งเชื่อและเห็นด้วยกับสิ่งที่เรื่องเล่านั้นสื่อมากขึ้นเท่านั้น มาดูกันว่ากลไกนี้ทำงานอย่างไร และนำไปใช้กับการสื่อสารในชีวิตจริงได้อย่างไร

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไมเรื่องเล่าถึงโน้มน้าวใจได้มากกว่าข้อมูลและสถิติ: งานวิจัยเบื้องหลัง "การถูกดูดเข้าไปในเรื่องราว"

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Green และ Brock (2000, *Journal of Personality and Social Psychology*) นิยามและวัด "transportation" เป็นครั้งแรกอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 การทดลอง พบว่ายิ่งผู้อ่านถูกดูดเข้าไปในเรื่องเล่ามากเท่าไหร่ ยิ่งเชื่อในความเชื่อที่สอดคล้องกับเรื่องราวนั้นมากขึ้น และประเมินตัวละครในแง่บวกมากขึ้นด้วย
  • ในการทดลองเดียวกัน ผู้อ่านที่ถูกดูดเข้าไปในเรื่องราวสูง มองเห็น "จุดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง" ในเรื่องราวได้น้อยกว่าผู้อ่านที่ถูกดูดเข้าไปน้อย แสดงว่าการถูกดูดเข้าไปลดความสามารถในการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อเนื้อหาที่ได้รับ
  • van Laer, de Ruyter, Visconti และ Wetzels (2014, *Journal of Consumer Research*) วิเคราะห์อภิมานจากงานวิจัย 2 ทศวรรษหลายสาขา พบว่า narrative transportation ส่งผลต่อการตอบสนองเชิงอารมณ์อย่างมาก (r = 0.57) และลดความคิดเชิงวิพากษ์ต่อเนื้อหาลงอย่างชัดเจน (r = -0.20)
  • งานเมตาอนาไลซิสเดียวกันยังระบุปัจจัยที่ทำให้เรื่องเล่าดึงดูดคนอ่านเข้าไปได้มากขึ้น ได้แก่ ตัวละครที่มีตัวตนชัดเจน (identifiable characters) โครงเรื่องที่จินตนาการตามได้ง่าย (imaginable plot) และความสมจริงของเรื่องราว (verisimilitude)
  • กรอบ ตัว–ภาพ–จริง–ทวน สังเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เรื่องเล่าโน้มน้าวใจได้ เป็นขั้นตอนสร้างเรื่องเล่าที่ดึงดูดใจอย่างมีความรับผิดชอบ

Transportation คืออะไร: เมื่อเรื่องเล่าดูดเราเข้าไปจนลืมตั้งคำถาม

ในปี 2000 Melanie Green และ Timothy Brock ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "The Role of Transportation in the Persuasiveness of Public Narratives" ใน *Journal of Personality and Social Psychology* (เล่ม 79 หน้า 701-721) เสนอแนวคิด "transportation" หรือการถูกดูดเข้าไปในเรื่องเล่า ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนที่เกิดพร้อมกัน ได้แก่ จินตภาพ (imagery) อารมณ์ร่วม (affect) และความสนใจที่จดจ่อ (attentional focus) จนผู้อ่านหรือผู้ฟังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องราวนั้นจริงๆ

งานวิจัยนี้ประกอบด้วย 4 การทดลอง การทดลองที่ 1 (ผู้เข้าร่วม 97 คน) พบว่ายิ่งผู้อ่านมีระดับ transportation สูง ยิ่งมีความเชื่อที่สอดคล้องกับเนื้อหาเรื่องราวมากขึ้น และประเมินตัวละครเอกในเชิงบวกมากขึ้นด้วย การทดลองที่ 3 และ 4 (ผู้เข้าร่วม 274 และ 258 คน) ทำซ้ำผลลัพธ์เดิม ยืนยันว่าเมื่อระดับ transportation ลดลง ความเชื่อและการประเมินที่สอดคล้องกับเรื่องราวก็ลดลงตามไปด้วย นี่คือหลักฐานเชิงทดลองชิ้นแรกๆ ที่แสดงว่าการเล่าเรื่องมีกลไกการโน้มน้าวใจที่ต่างจากการโน้มน้าวด้วยเหตุผลหรือข้อมูลเชิงสถิติโดยตรง

ยิ่งถูกดูดเข้าไปมาก ยิ่งมองไม่เห็นจุดที่ขัดแย้งกับความจริง

ส่วนที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการทดลองที่ 2 ในงานเดียวกัน (ผู้เข้าร่วม 69 คน) ซึ่งให้ผู้อ่านอ่านเรื่องราวที่มีการใส่ "จุดผิดพลาด" หรือรายละเอียดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงเอาไว้โดยตั้งใจ (เช่น ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความรู้ทั่วไป) แล้ววัดว่าผู้อ่านสังเกตเห็นจุดเหล่านั้นกี่จุด

ผลคือผู้อ่านที่มีระดับ transportation สูง สังเกตเห็นจุดผิดพลาดในเรื่องราวได้น้อยกว่าผู้อ่านที่มีระดับ transportation ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ นี่แปลว่ายิ่งเรื่องเล่าดูดคนอ่านเข้าไปมากเท่าไหร่ ความสามารถในการตั้งคำถามหรือตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาก็ยิ่งลดลงเท่านั้น กลไกนี้อธิบายได้ว่าทำไมเรื่องเล่าถึงมักโน้มน้าวใจคนได้ง่ายกว่าการโต้แย้งด้วยเหตุผลตรงๆ เพราะสมองของผู้ฟังไม่ได้อยู่ในโหมด "ประเมินความถูกต้อง" แต่อยู่ในโหมด "ดำดิ่งไปกับประสบการณ์" แทน

หลักฐานสะสม: เมตาอนาไลซิสจากงานวิจัย 2 ทศวรรษ

คำถามคือผลของ Green และ Brock ยังคงเป็นจริงเมื่อขยายไปยังบริบทอื่นๆ นอกห้องแล็บหรือไม่ Tom van Laer, Ko de Ruyter, Luca Visconti และ Martin Wetzels ตอบคำถามนี้ในงานวิเคราะห์อภิมานชื่อ "The Extended Transportation-Imagery Model: A Meta-Analysis of the Antecedents and Consequences of Consumers' Narrative Transportation" ตีพิมพ์ใน *Journal of Consumer Research* ปี 2014 (เล่ม 40 ฉบับ 5 หน้า 797-817) โดยสังเคราะห์งานวิจัยเรื่อง narrative transportation ตลอด 2 ทศวรรษ ครอบคลุมหลายสาขาวิชา ทั้งมานุษยวิทยา การตลาด จิตวิทยา การสื่อสาร และวรรณคดีศึกษา

ผลสรุปคือ narrative transportation มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองเชิงอารมณ์ในระดับสูง (r = 0.57) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความคิดเชิงวิพากษ์ต่อเนื้อหา (r = -0.20) ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Green และ Brock พบในการทดลองที่ 2 เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนหน้า งานสังเคราะห์ขนาดใหญ่นี้ทำให้ข้อสรุปเรื่องพลังของการเล่าเรื่องมีน้ำหนักมากกว่าการอ้างอิงงานทดลองเดี่ยวเพียงชิ้นเดียว เพราะครอบคลุมบริบทที่หลากหลายกว่าการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว

อะไรทำให้เรื่องเล่าดึงดูดคนฟังได้มากขึ้น

งานเมตาอนาไลซิสของ van Laer และคณะ (2014) ยังตอบคำถามเชิงปฏิบัติว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งดึงดูดคนอ่านเข้าไปได้มากกว่าอีกเรื่องหนึ่ง โดยระบุปัจจัยหลักสามอย่าง ได้แก่ ตัวละครที่มีตัวตนชัดเจน (identifiable characters) คือตัวละครที่คนอ่านรู้สึกเชื่อมโยงหรือเอาใจช่วยได้ โครงเรื่องที่จินตนาการตามได้ง่าย (imaginable plot) คือเรื่องราวที่มีรายละเอียดเพียงพอให้สร้างภาพในหัวได้ชัดเจนโดยไม่ซับซ้อนเกินไป และ ความสมจริงของเรื่องราว (verisimilitude) คือความรู้สึกว่าเรื่องราวนี้ "เป็นไปได้จริง" แม้จะเป็นเรื่องแต่งก็ตาม

ปัจจัยทั้งสามนี้อธิบายได้ว่าทำไมเรื่องเล่าที่มีตัวละครเป็นคนธรรมดาที่เจอปัญหาใกล้ตัว มักโน้มน้าวใจได้ดีกว่าเรื่องเล่าที่เป็นนามธรรมหรือมีตัวละครที่ห่างไกลจากชีวิตคนฟังมากเกินไป ข้อควรระวังคือความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นภาพรวมจากการสังเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ความแรงของผลอาจแตกต่างกันไปตามประเภทเนื้อหาและกลุ่มผู้ฟังแต่ละบริบท

กรอบตัว–ภาพ–จริง–ทวน

ปัจจัยสามอย่างที่ van Laer และคณะ (2014) ระบุไว้ทรงพลัง แต่พอต้องนั่งเขียนเรื่องเล่าจริงเพื่อโน้มน้าวใจใครสักคน หลายคนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เราสังเคราะห์เป็นลำดับขั้นตอนเดียว ตัว–ภาพ–จริง–ทวน ที่ร้อยงานวิจัยของ Green & Brock และ van Laer และคณะเข้าด้วยกันเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบจำลองที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการแยกต่างหาก

1. ตัว — สร้างตัวละครที่มีตัวตนชัดเจนให้คนฟังเอาใจช่วยได้

แทนที่จะพูดถึง "คนทั่วไป" หรือ "ลูกค้าส่วนใหญ่" แบบเลื่อนลอย ให้เล่าผ่านมุมมองของคนคนหนึ่งที่มีชื่อและบริบทชีวิตชัดเจน ตามปัจจัย identifiable characters ที่ van Laer และคณะ (2014) พบว่าเพิ่มพลังการดึงดูดของเรื่องเล่า

2. ภาพ — ใส่รายละเอียดที่จินตนาการตามได้ ไม่ซับซ้อนเกินไป

เลือกรายละเอียดที่ทำให้คนฟังสร้างภาพในหัวได้ชัดเจน เช่นสถานที่ เวลา หรือสิ่งของเฉพาะเจาะจง แทนคำอธิบายเชิงนามธรรม ตามปัจจัย imaginable plot ที่ทำให้เรื่องเล่าดึงดูดใจมากขึ้น

3. จริง — ทำให้เรื่องราวรู้สึกสมจริงและเป็นไปได้

ตามปัจจัย verisimilitude ที่ van Laer และคณะ (2014) ระบุไว้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงทุกรายละเอียด แต่ต้องรู้สึกว่า "เป็นไปได้จริง" ในบริบทที่คนฟังคุ้นเคย

4. ทวน — ทวนความถูกต้องของข้อมูลก่อนและหลังเล่า

เพราะ Green & Brock (2000) พบว่ายิ่งคนฟังถูกดูดเข้าไปในเรื่องเล่ามาก ยิ่งมองข้ามจุดที่ขัดแย้งกับความจริงได้ง่ายขึ้น ผู้เล่าจึงควรทวนสอบข้อเท็จจริงในเรื่องของตัวเองให้แน่ใจก่อนเล่า และผู้ฟังก็ควรกลับมาทบทวนอีกครั้งหลังเรื่องจบ แทนที่จะเชื่อทันทีระหว่างถูกดูดเข้าไปในอารมณ์ร่วม

ลำดับนี้ใช้ได้ตั้งแต่การเขียนโพสต์สั้นๆ ไปจนถึงการนำเสนองานสำคัญ เรื่องเล่าสั้นอาจทำสี่ขั้นในหัวไม่กี่นาที ส่วนการนำเสนอใหญ่ควรร่างออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแต่ละขั้น

กรณีจำลอง: แคมเปญระดมทุนที่เปลี่ยนจากตัวเลขเป็นเรื่องเล่า

ลองนึกถึงเจ้าของกิจการเล็กๆ ที่กำลังเปิดแคมเปญระดมทุนเพื่อขยายร้านกาแฟชุมชนของตัวเอง ฉบับร่างแรกที่เขียนไว้เต็มไปด้วยตัวเลข เช่น "ยอดขายเติบโต 30% ต่อปี ต้องการเงินทุน 200,000 บาท" แต่ยอดสนับสนุนกลับน้อยกว่าที่คาดไว้มาก

เขาลองเปลี่ยนวิธีเล่าตามกรอบนี้ เริ่มจาก ตัว เล่าผ่านมุมมองของ "ป้าสมศรี" ลูกค้าประจำที่มานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ร้านทุกเช้ามาห้าปี จากนั้น ภาพ บรรยายรายละเอียดที่จินตนาการตามได้ เช่นโต๊ะไม้ตัวเก่าที่ป้าสมศรีนั่งประจำ กลิ่นกาแฟคั่วสดตอนเช้า ต่อมา จริง ทำให้เรื่องราวสมจริงด้วยการเล่าปัญหาจริงที่ร้านเจอ คือที่นั่งไม่พอในช่วงเช้าจนป้าสมศรีบางวันต้องยืนรอ สุดท้าย ทวน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเลขยอดขายและแผนขยายร้านที่อ้างถึงในเรื่องเล่าถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทุกจุด ก่อนเผยแพร่แคมเปญ

หลังเปลี่ยนมาเล่าเป็นเรื่องราวของป้าสมศรีแทนตัวเลขล้วนๆ ยอดสนับสนุนแคมเปญเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ร้านหรือแคมเปญจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. เวลาต้องการโน้มน้าวใจ ลองเล่าเป็นเรื่องราวแทนการยกสถิติล้วนๆ ดูไหมครับ จากงานของ Green และ Brock (2000) เรื่องเล่าที่ดูดคนฟังเข้าไปได้ มีพลังโน้มน้าวใจมากกว่าการนำเสนอข้อมูลเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียว 2. ใส่ตัวละครที่มีตัวตนชัดเจนและเข้าถึงได้ในการนำเสนอ ตามปัจจัยที่ van Laer และคณะ (2014) ระบุไว้ การเล่าผ่านมุมมองของคนคนหนึ่งที่มีชื่อ มีบริบทชีวิตชัดเจน มักดึงดูดใจคนฟังได้มากกว่าการพูดถึง "คนทั่วไป" แบบเลื่อนลอย 3. ลองให้รายละเอียดที่ทำให้จินตนาการภาพตามได้ แต่พยายามไม่ให้ซับซ้อนเกินไป โครงเรื่องที่ "imaginable" ตามงานวิจัยข้างต้น ช่วยให้คนฟังสร้างภาพในหัวได้ง่าย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการถูกดูดเข้าไปในเรื่องราว 4. น่าจะดีถ้าใช้พลังนี้อย่างมีความรับผิดชอบ เพราะงานของ Green และ Brock (2000) แสดงว่ายิ่งคนถูกดูดเข้าไปในเรื่องเล่ามาก ยิ่งมองข้ามจุดที่ขัดแย้งกับความจริงได้ง่ายขึ้น นักสื่อสารและนักการตลาดจึงน่าจะใช้เรื่องเล่าเพื่อสื่อสารความจริง มากกว่าใช้เพื่อกลบเกลื่อนข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง 5. ในฐานะผู้ฟัง ลองตั้งข้อสังเกตหลังจากเรื่องเล่าจบแล้วดูไหมครับ แทนที่จะทำระหว่างฟัง เพราะสมองของเราตั้งใจจะตรวจสอบความถูกต้องได้ยากขึ้นขณะกำลังถูกดูดเข้าไปในเรื่องราว การกลับมาคิดทบทวนหลังฟังจบจึงช่วยแยกแยะระหว่าง "เรื่องเล่าที่น่าประทับใจ" กับ "ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง" ได้ดีกว่า

คำถามที่พบบ่อย

Narrative transportation ต่างจากการโน้มน้าวใจด้วยเหตุผลทั่วไปอย่างไร?
งานของ Green และ Brock (2000) ชี้ว่าการโน้มน้าวใจด้วยเหตุผลมักอาศัยการประเมินข้อโต้แย้งทีละข้อ ขณะที่ narrative transportation ทำงานผ่านการดูดผู้ฟังเข้าไปในประสบการณ์จนลดความสามารถในการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ลง ทำให้เกิดการยอมรับความเชื่อในเรื่องราวโดยไม่ต้องผ่านการโต้แย้งเชิงตรรกะแบบตรงไปตรงมา เรื่องเล่าที่ดึงดูดใจต้องเป็นเรื่องจริงเท่านั้นหรือ? ไม่จำเป็นครับ จากปัจจัย "verisimilitude" ที่ van Laer และคณะ (2014) ระบุไว้ สิ่งสำคัญคือความรู้สึกว่าเรื่องราว "เป็นไปได้จริง" ไม่ใช่การเป็นเรื่องจริงตามข้อเท็จจริงทั้งหมด เรื่องแต่งที่มีรายละเอียดสมจริงก็สามารถสร้าง transportation ได้เช่นเดียวกับเรื่องจริง ใช้ได้แค่ในงานเขียนหรือภาพยนตร์เท่านั้นหรือ? งานเมตาอนาไลซิสของ van Laer และคณะ (2014) ครอบคลุมบริบทหลากหลายตั้งแต่โฆษณา การตลาด ไปจนถึงการสื่อสารในองค์กร แสดงว่าหลักการนี้ใช้ได้กว้างกว่างานเขียนเชิงสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองาน การเขียนอีเมล หรือการพูดในที่ประชุม การเล่าเป็นเรื่องราวสั้นๆ ก็สามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายกันได้

แหล่งอ้างอิง

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้

งานทดลองภาคสนามจริงพบว่าแค่เตือนให้คิดถึงความถูกต้องก่อนแชร์ ก็ช่วยลดการแชร์ข่าวปลอมได้จริง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกหกแต่แค่ไม่ทันคิด ส่วนแนวคิด 'วัคซีนทางความคิด' ก็ช่วยสร้างภูมิต้านทานข่าวลวงได้ผลในหลายประเทศ

อ่าน 24 นาที
97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด

ความร่วมมือวิจัยครั้งใหญ่ระหว่าง Meta กับนักวิชาการอิสระพบว่าข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ถึง 97% ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่เมื่อทดลองปิดอัลกอริทึมหรือตัดเนื้อหาที่ถูกแชร์ต่อออกจากฟีดของคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่พบว่าเปลี่ยนขั้วการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

อ่าน 19 นาที
บทสนทนาที่คุณคุยจบไปเมื่อวาน แทบไม่มีทางจบตรงเวลาที่คุณอยากจบจริงๆ งานวิจัย PNAS เผยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการคุยกัน
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

บทสนทนาที่คุณคุยจบไปเมื่อวาน แทบไม่มีทางจบตรงเวลาที่คุณอยากจบจริงๆ งานวิจัย PNAS เผยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการคุยกัน

งานวิจัยวิเคราะห์บทสนทนาจริงหลายร้อยบทพบว่ามีเพียง 1.59% เท่านั้นที่จบลงตรงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายอยากให้จบจริงๆ ขณะที่อีกงานวิจัยพบว่าผู้ฟังใช้ท่าทางมือของผู้พูดทำนายคำที่กำลังจะพูดได้ก่อนได้ยินคำนั้นด้วยซ้ำ เผยกลไกที่ซับซ้อนกว่าที่คิดเบื้องหลังบทสนทนาธรรมดาๆ

อ่าน 12 นาที
87% ของโพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพพูดถึงแต่ข้อดี มีแค่ 15% ที่พูดถึงอันตราย งานวิจัยเผยเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

87% ของโพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพพูดถึงแต่ข้อดี มีแค่ 15% ที่พูดถึงอันตราย งานวิจัยเผยเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ

งานวิจัยวิเคราะห์โพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพเกือบ 1,000 โพสต์พบว่า 87% พูดถึงแต่ข้อดี มีเพียง 15% ที่พูดถึงอันตราย และ 68% มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเงินที่ไม่เปิดเผยชัดเจน ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับให้ความน่าเชื่อถือกับคนทั่วไปเกือบเท่าผู้เชี่ยวชาญ

อ่าน 16 นาที