งานวิจัยเรื่องสมาธิ (mindfulness) บอกอะไรจริงเกี่ยวกับความเครียดและซึมเศร้า แล้วทำไมถึงไม่ได้เหนือกว่าวิธีอื่นอย่างที่คิด
โปรแกรมสมาธิมีหลักฐานระดับปานกลางต่ออาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และปวด แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าให้ผลเทียบเท่าวิธีรักษาอื่น
บรรณาธิการ
ตรวจทานเนื้อหาและแหล่งอ้างอิงล่าสุดเมื่อ

คำชี้แจง
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ
หลักฐานชี้ว่าหลายคนเคยได้ยินประโยคว่า "นั่งสมาธิช่วยลดเครียด ลดซึมเศร้า" จนรู้สึกเหมือนเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว แต่พองานวิเคราะห์ข้อมูลรวมที่เข้มงวดที่สุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ใน JAMA Internal Medicine ปี 2014 ลงลึกไปดูจริงๆ กลับพบภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น มีหลักฐานระดับปานกลางว่าสมาธิแบบ mindfulness ช่วยลดอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และความเจ็บปวดในขนาดผลค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ทำกิจกรรมอื่น แต่สิ่งที่มักถูกละเลยในการเล่าต่อกันคือ งานวิจัยชิ้นนี้ไม่พบหลักฐานว่าโปรแกรมสมาธิเหนือกว่าวิธีรักษาเฉพาะที่นำมาเปรียบเทียบในงานทดลองเหล่านั้น
MBSR คืออะไร และ Jon Kabat-Zinn เกี่ยวข้องอย่างไร
Jon Kabat-Zinn จบปริญญาเอกด้านชีววิทยาโมเลกุลจาก MIT และเป็นศิษย์ของครูสอน Zen และ Vipassana หลายท่าน เขาก่อตั้ง Stress Reduction Clinic ขึ้นที่ University of Massachusetts Medical School ในปี 1979 โดยดึงเทคนิคจาก Zen, Vipassana, Hatha Yoga และ Advaita Vedanta มาปรับใช้ แต่ตัดเป้าหมายทางศาสนาและจิตวิญญาณออกทั้งหมด ทำให้กลายเป็นโปรแกรมทางโลกที่อธิบายได้ด้วยภาษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ต่อมาโปรแกรมนี้ถูกจัดเป็นหลักสูตรมาตรฐาน 8 สัปดาห์ เรียกว่า Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR)
งานวิจัยชิ้นแรกๆ ที่ Kabat-Zinn ตีพิมพ์ในปี 1982 ทดลองใช้โปรแกรมนี้กับผู้ป่วยปวดเรื้อรัง 51 คนที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ดีขึ้น พบว่าหลังโปรแกรม 10 สัปดาห์ ผู้ป่วย 65% มีคะแนนความปวด (Pain Rating Index) ลดลงอย่างน้อย 33% และ 50% ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ควรชี้ให้เห็นตรงนี้ว่างานชิ้นนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตในกลุ่มเดียว ไม่มีกลุ่มควบคุม จึงยังสรุปเรื่องเหตุ-ผลไม่ได้เต็มที่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เกิดงานวิจัยแบบ randomized controlled trial (RCT) จำนวนมากตามมาในทศวรรษต่อๆ มา จนปัจจุบัน MBSR ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์หลายร้อยแห่งทั่วโลก
Goyal et al. 2014: งานวิเคราะห์ข้อมูลรวมที่เข้มงวดที่สุดชิ้นหนึ่งพบอะไรบ้าง
Madhav Goyal และทีมจาก Johns Hopkins University ตีพิมพ์งานชื่อ "Meditation Programs for Psychological Stress and Well-being: A Systematic Review and Meta-analysis" ใน JAMA Internal Medicine ปี 2014 จุดที่ทำให้งานนี้มีน้ำหนักมากคือทีมเลือกคัดเฉพาะ RCT ที่มีกลุ่มควบคุมแบบ "active" เท่านั้น (เช่น ให้กลุ่มควบคุมได้รับความรู้ด้านสุขภาพ หรือกิจกรรมผ่อนคลายอื่น) ไม่ใช่กลุ่มที่ไม่ได้รับอะไรเลยหรือ waitlist ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดกว่างานวิจัยด้านนี้ส่วนใหญ่ในยุคก่อนหน้า ทีมวิเคราะห์ RCT 47 รายการ ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 3,500 คน
ผลที่ได้คือมีหลักฐานระดับปานกลางว่าโปรแกรม mindfulness meditation ช่วยลดอาการวิตกกังวล โดย effect size อยู่ที่ 0.38 (ช่วงความเชื่อมั่น 0.12-0.64) ที่ 8 สัปดาห์ และลดลงเหลือ 0.22 (0.02-0.43) เมื่อวัดที่ 3-6 เดือน สำหรับซึมเศร้า effect size อยู่ที่ 0.30 (0.00 ถึง 0.59) ที่ 8 สัปดาห์ และ 0.23 (0.05-0.42) ที่ 3-6 เดือน ส่วนความเจ็บปวด effect size อยู่ที่ 0.33 (0.03-0.62) ตัวเลขเหล่านี้ตามเกณฑ์ทั่วไปจัดอยู่ในระดับ small-to-moderate ไม่ใช่ effect ขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไปจาก 8 สัปดาห์ไปถึง 3-6 เดือน ส่วนหลักฐานเรื่องผลต่อความเครียด/ความทุกข์ใจโดยรวมและคุณภาพชีวิต ทีมวิจัยจัดไว้ในระดับต่ำเท่านั้น ซึ่งต่างจากสามหัวข้อข้างต้นที่มีหลักฐานระดับปานกลาง
"ไม่เหนือกว่าวิธีอื่น" หมายความว่าอย่างไรกันแน่
ส่วนนี้การตีความที่ระมัดระวังคือเป็นใจความสำคัญที่สุดของงานวิจัยชิ้นนี้ แต่กลับเป็นส่วนที่มักถูกตัดออกเวลาถูกเล่าต่อแบบสั้นๆ ในบทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (comparative effectiveness analysis) ที่ดึงเฉพาะการทดลองที่เทียบ meditation กับการรักษาที่มีชื่อเฉพาะเจาะจง (ไม่ใช่แค่กลุ่มควบคุมทั่วไป) ทีมวิจัยเขียนสรุปไว้ตรงๆ ว่า "we did not find any evidence to suggest that these meditation programs were superior to any specific therapies they were compared with" — คือไม่พบหลักฐานว่าโปรแกรม meditation เหนือกว่าวิธีเปรียบเทียบใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบ progressive muscle relaxation กลุ่มบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา (CBT) หรือยา
ตรงนี้สำคัญมากที่จะแยกให้ชัดว่า "ไม่เหนือกว่า" ไม่เท่ากับ "ไม่ได้ผล" — มองในอีกมุมหนึ่ง ผลที่ได้อาจตีความได้ว่า mindfulness meditation ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะสรุปว่าให้ผลเท่ากับวิธีรักษาอื่น ซึ่งก็ถือเป็นข่าวดีในแง่ที่มีทางเลือกเพิ่มขึ้นสำหรับคนที่อาจไม่สะดวกทำวิธีอื่น แต่ในแง่การตลาดหรือการโปรโมทที่มักบอกว่า mindfulness เป็นทางออกที่ "ดีที่สุด" หรือ "เหนือกว่า" วิธีอื่นๆ นั้น ไม่ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้พบจริง
สิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอ ระวังการสรุปเกินจริง
นอกจากเรื่องความเครียด/คุณภาพชีวิตที่มีหลักฐานระดับต่ำแล้ว Goyal และคณะยังพบว่ามีหลักฐานระดับต่ำที่ชี้ว่าไม่มีผล หรือมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า meditation programs ส่งผลต่ออารมณ์เชิงบวก (positive mood) ความสนใจจดจ่อ (attention) การใช้สารเสพติด พฤติกรรมการกิน การนอนหลับ และน้ำหนักตัว พูดง่ายๆ คือ แม้ mindfulness จะถูกโปรโมทในวงกว้างว่าช่วยได้แทบทุกด้านของชีวิต แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดกลับสนับสนุนเฉพาะบางด้าน (วิตกกังวล ซึมเศร้า ปวด) ในระดับปานกลางเท่านั้น ส่วนด้านอื่นๆ ยังขาดหลักฐานหนักแน่นพอที่จะยืนยันได้
การรู้ขอบเขตนี้สำคัญพอๆ กับการรู้ว่าอะไรมีหลักฐานสนับสนุน เพราะการอ้างว่า meditation ช่วยได้ "ทุกเรื่อง" มักเป็นสัญญาณของการสรุปเกินกว่าที่งานวิจัยพิสูจน์ไว้จริง
ปัญหาเชิงระเบียบวิธีที่ทำให้ต้องอ่านงานวิจัยสายนี้อย่างระมัดระวัง
ในปี 2018 กลุ่มนักวิจัยนำโดย Nicholas Van Dam ตีพิมพ์บทความทบทวนวิจารณ์ชื่อ "Mind the Hype: A Critical Evaluation and Prescriptive Agenda for Research on Mindfulness and Meditation" ใน Perspectives on Psychological Science ชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสาขานี้หลายข้อ ข้อแรกคือยังไม่มีนิยามทางเทคนิคของคำว่า "mindfulness" ที่ทุกงานวิจัยเห็นตรงกัน ทำให้งานวิจัยบางชิ้นวัดผลจากการทำสมาธิ 5 นาทีผ่านแอปมือถือ ในขณะที่บางชิ้นวัดผลจากการปฏิบัติแบบเข้มข้นต่อเนื่องหลายเดือน แล้วนำผลมาเปรียบเทียบกันราวกับเป็นสิ่งเดียวกัน
ข้อสองคือเครื่องมือวัดผลแบบแบบสอบถามที่ใช้วัด "ความมี mindfulness" ยังมีปัญหาความตรงเชิงโครงสร้าง (construct validity) เช่น มีงานวิจัยที่พบว่าคนที่ฝึกสมาธิมานานกลับได้คะแนน mindfulness ต่ำกว่าคนที่ดื่มหนักในบางแบบวัด ซึ่งชี้ว่าเครื่องมือวัดผลอาจไม่ได้สะท้อนสิ่งที่ตั้งใจวัดจริงๆ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่างานวิจัยส่วนใหญ่ในสายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาโปรแกรมเบื้องต้น ยังไม่ได้ทดสอบนอกบริบทงานวิจัยมากเท่าที่ควร ทั้งที่ mindfulness ถูกนำไปใช้จริงในทางคลินิกอย่างแพร่หลายแล้ว และมีการรายงานผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ (เช่น ความวิตกกังวลหรืออาการทางจิตที่แย่ลงในบางราย) ในสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่างานวิจัยเรื่อง mindfulness ทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือ แต่ชี้ว่าควรอ่านผลวิจัยแต่ละชิ้นด้วยความระมัดระวัง มากกว่าเชื่อพาดหัวข่าวที่สรุปแบบง่ายเกินไป
กรอบมอง–เริ่ม–สังเกต–รอ
เพื่อให้เอาหลักฐานข้างต้นมาปรับใช้ได้ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยพบจริง เราสังเคราะห์เป็นกรอบ มอง–เริ่ม–สังเกต–รอ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความสำหรับเริ่มฝึกสมาธิ ไม่ใช่แผนการรักษาทางการแพทย์และไม่ควรใช้แทนคำแนะนำของแพทย์หรือนักจิตวิทยา
1. มอง — มองสมาธิเป็นเครื่องมือหนึ่งในหลายเครื่องมือ
หลักฐานยังไม่พอจะสรุปว่าได้ผลเทียบเท่าวิธีอื่น ไม่ใช่ทางออกที่เหนือกว่าทุกอย่าง การเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองและทำได้ต่อเนื่องสำคัญกว่าการตามหา "วิธีที่ดีที่สุด"
2. เริ่ม — เริ่มจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทำได้จริงทุกวัน
เช่น 5-10 นาทีของการนั่งสังเกตลมหายใจ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาเมื่อรู้สึกคุ้นเคย ความสม่ำเสมอมีความหมายมากกว่าความยาวนานของแต่ละครั้ง
3. สังเกต — สังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน
แก่นของ mindfulness คือการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ (ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทางกาย) โดยไม่รีบผลักไสหรือตัดสินว่าดีหรือไม่ดี มากกว่าการพยายามทำให้ใจว่างเปล่าหรือหยุดคิด
4. รอ — รอให้เวลาหลายสัปดาห์ก่อนประเมินผล
งานทบทวนนี้รายงานผลที่ 8 สัปดาห์และติดตามบางผลที่ 3-6 เดือน ไม่ใช่หลังนั่งสมาธิครั้งเดียว การคาดหวังผลทันทีอาจทำให้เลิกทำก่อนที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง
ลำดับนี้เหมาะกับผู้ที่อยากเริ่มฝึกสมาธิเพื่อดูแลความเครียดทั่วไป ถ้ามีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าที่กระทบชีวิตประจำวันชัดเจน ควรมองสมาธิเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
กรณีจำลอง: พนักงานออฟฟิศที่อยากลองนั่งสมาธิลดความเครียดสะสม
สมมติว่า "ทราย" พนักงานออฟฟิศรู้สึกเครียดสะสมจากงานมาหลายเดือน เคยได้ยินว่านั่งสมาธิช่วยได้ จึงโหลดแอปสมาธิมาลองแต่เลิกไปหลังทำแค่สองวันเพราะรู้สึกว่า "ไม่เห็นเปลี่ยนอะไรเลย"
ทรายลองใช้กรอบมอง–เริ่ม–สังเกต–รออีกครั้ง ขั้น มอง เธอเปลี่ยนความคาดหวังว่าสมาธิเป็นแค่หนึ่งในหลายเครื่องมือที่เธอใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายที่ทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ทางออกเดียวที่ต้องได้ผลทันที ขั้น เริ่ม เธอตั้งเป้าแค่ 5 นาทีตอนเช้าก่อนเช็กมือถือ แทนที่จะพยายามทำ 20 นาทีแบบที่แอปแนะนำจนรู้สึกกดดัน ขั้น สังเกต ระหว่างนั่ง เธอฝึกแค่สังเกตความคิดที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ตัดสินว่าตัวเองทำได้ดีหรือแย่ แม้ใจจะฟุ้งซ่านบ่อยก็ปล่อยผ่านไป ขั้น รอ เธอตั้งใจประเมินอาการของตนเองหลังฝึกไปหลายสัปดาห์ โดยไม่ถือว่า 8 สัปดาห์เป็นเกณฑ์รับประกันผล แทนที่จะตัดสินจากสองวันแรกเหมือนครั้งก่อน
ผ่านไปสองเดือน ทรายรู้สึกว่าตัวเองตั้งสติได้เร็วขึ้นตอนเจอสถานการณ์กดดันในที่ทำงาน แต่เธอก็ยังคงออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเหมือนเดิม ไม่ได้เลิกทำอย่างอื่นเพื่อพึ่งสมาธิอย่างเดียว กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริงหรือผลการรักษาที่รับประกันได้ หากมีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรง
ลองเอาไปปรับใช้ดู
1. มองสมาธิเป็นเครื่องมือหนึ่งในหลายเครื่องมือ ไม่ใช่ทางออกเดียว หลักฐานยังไม่พอจะสรุปว่าได้ผลเทียบเท่าวิธีอื่น ไม่ใช่ทางออกที่เหนือกว่าทุกอย่าง การเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองและทำได้ต่อเนื่องสำคัญกว่าการตามหา "วิธีที่ดีที่สุด" 2. เริ่มจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทำได้จริงทุกวัน เช่น 5-10 นาทีของการนั่งสังเกตลมหายใจ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาเมื่อรู้สึกคุ้นเคย ความสม่ำเสมอมีความหมายมากกว่าความยาวนานของแต่ละครั้ง 3. ฝึกสังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน แก่นของ mindfulness คือการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ (ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทางกาย) โดยไม่รีบผลักไสหรือตัดสินว่าดีหรือไม่ดี มากกว่าการพยายามทำให้ใจว่างเปล่าหรือหยุดคิด 4. ให้เวลาหลายสัปดาห์ก่อนประเมินผล งานทบทวนนี้รายงานผลที่ 8 สัปดาห์และติดตามบางผลที่ 3-6 เดือน ไม่ใช่หลังนั่งสมาธิครั้งเดียว การคาดหวังผลทันทีอาจทำให้เลิกทำก่อนที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง 5. ถ้ามีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าที่กระทบชีวิตประจำวันชัดเจน ให้พิจารณาสมาธิเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ตัวแทน ของการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
ลองเริ่มจากข้อ 2 ก่อนก็พอครับ กันเวลาสัก 5-10 นาทีตอนเช้าหรือก่อนนอนสัปดาห์นี้ แล้วสังเกตดูว่าความรู้สึกระหว่างวันเปลี่ยนไปแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องหาโปรแกรมที่ "ถูกต้องที่สุด" ก่อนเริ่ม
คำถามที่พบบ่อย
- MBSR ต่างจากการนั่งสมาธิทั่วไปที่คนทำกันอยู่แล้วอย่างไร?
- MBSR เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างชัดเจน 8 สัปดาห์ ประกอบด้วยการฝึกสมาธิแบบมีคำแนะนำ (guided) การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติ (เช่น body scan, hatha yoga เบาๆ) และการพูดคุยแลกเปลี่ยนเป็นกลุ่ม ต่างจากการนั่งสมาธิทั่วไปที่อาจทำเองตามลำพังโดยไม่มีโครงสร้างหรือการติดตามผล งานวิจัยที่กล่าวถึงในบทความนี้ทดสอบโปรแกรมสมาธิหลายรูปแบบ รวมถึงโปรแกรม mindfulness ที่มีโครงสร้าง ไม่ใช่การนั่งสมาธิแบบอิสระที่ไม่มีรูปแบบตายตัว
- สมาธิ/mindfulness ใช้แทนการทำจิตบำบัดหรือกินยาต้านเศร้า/ยาคลายกังวลได้ไหม?
- ไม่ควรใช้แทนโดยตัดสินใจเอง งานวิจัยที่กล่าวถึงในบทความนี้พบว่า การเปรียบเทียบบางกรณีไม่พบความต่างที่ชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่หลักฐานว่าให้ผลเทียบเท่ากัน ไม่ใช่หลักฐานว่าปลอดภัยที่จะหยุดการรักษาที่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญกำลังดูแลอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรง การเปลี่ยนแปลงแผนการรักษาใดๆ ควรเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่ดูแลอยู่ ไม่ใช่การหยุดยาหรือหยุดบำบัดด้วยตัวเองแล้วหันมาทำสมาธิแทนทั้งหมด
- ต้องฝึกสมาธินานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผลแบบที่งานวิจัยพูดถึง?
- งานทบทวนของ Goyal และคณะรายงานผลที่ราว 8 สัปดาห์ ซึ่งใกล้กับระยะเวลามาตรฐานของ MBSR และพบว่าผลบางส่วน (เช่น อาการวิตกกังวลและซึมเศร้า) ยังคงอยู่แม้จะลดขนาดลงบ้างเมื่อวัดซ้ำที่ 3-6 เดือน ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าฝึกสั้นกว่านั้นจะได้ผลเทียบเท่า ความสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายสัปดาห์จึงดูสำคัญกว่าการฝึกเข้มข้นเพียงไม่กี่ครั้ง
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID
งานวิจัยเวชระเบียนกว่า 1.28 ล้านคนและภาพสแกนสมอง 785 คนพบว่าอาการสมองล้าหลังติดโควิดไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่วัดได้จริงและยังหลงเหลืออยู่แม้อาการอื่นจะหายแล้ว โดยความเสี่ยงภาวะพร่องทางสมองยังสูงกว่าเดิมตลอด 2 ปีที่ติดตาม

คีตามีนได้ผลดีกว่าช็อตไฟฟ้า (ECT) สำหรับโรคซึมเศร้าดื้อยาจริงหรือ งานวิจัยสุ่มตัวอย่าง 403 คนใน NEJM ปี 2023 เผยคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง
การทดลองในผู้ป่วยซึมเศร้าดื้อยาชนิดไม่มีอาการโรคจิตร่วมพบคีตามีนไม่ด้อยกว่า ECT ในผลตอบสนอง 3 สัปดาห์ ส่วนเอสคีตามีนมีหลักฐานเทียบยาเสริมอีกชนิดและผลการใช้ต่อหลังอาการคงที่

พลาสติกจิ๋วในเลือดและเนื้อเยื่อ: งานสังเกตพบความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล
งานสังเกตพบไมโครพลาสติกในเลือดและคราบไขมันหลอดเลือด โดยกลุ่มที่ตรวจพบในคราบไขมันมีอัตราเกิดเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรวมสูงกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าอนุภาคเป็นสาเหตุ และการตรวจวัดในเนื้อสมองยังมีข้อถกเถียง

หมอกสมองวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน: ทำไมงานวิจัยผู้หญิงกว่า 1 ล้านคนก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าช่วยหรือทำร้ายสมอง
การทดลองและงานทะเบียนให้ข้อมูลต่างกันเรื่องผลของฮอร์โมนวัยทองต่อความจำและสมองเสื่อม งานวิเคราะห์รวมไม่พบหลักฐานให้ใช้ฮอร์โมนเพื่อป้องกันสมองเสื่อม การตัดสินใจควรชั่งประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกับแพทย์
