ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การงานและอาชีพ

ทำไมคนเก่งจำนวนมากถึงรู้สึกว่าตัวเอง "ไม่เก่งจริง": งานวิจัยเบื้องหลังปรากฏการณ์ Impostor Phenomenon

งานทบทวนพบประสบการณ์รู้สึกเหมือนตัวปลอมในหลายกลุ่ม ส่วนแบบสำรวจแพทย์สหรัฐฯ 3,116 คนพบความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟ ซึ่งยังบอกเหตุและผลไม่ได้

r1dx
r1dx

บรรณาธิการ

แชร์

ตรวจทานเนื้อหาและแหล่งอ้างอิงล่าสุดเมื่อ

ทำไมคนเก่งจำนวนมากถึงรู้สึกว่าตัวเอง "ไม่เก่งจริง": งานวิจัยเบื้องหลังปรากฏการณ์ Impostor Phenomenon

คนจำนวนไม่น้อยที่ทำงานสำเร็จมามากมาย ได้รับคำชมและความก้าวหน้าในอาชีพ กลับรู้สึกลึกๆ ว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริงอย่างที่คนอื่นคิด และกลัวว่าสักวันจะถูก "จับได้" ว่าเป็นแค่คนที่โชคดี ความรู้สึกนี้มีชื่อทางจิตวิทยาว่า "impostor phenomenon" หรือปรากฏการณ์รู้สึกเหมือนตัวปลอม งานวิจัยตั้งแต่ปี 1978 จนถึงงานสำรวจแพทย์สหรัฐฯ 3,116 คนที่ตอบคำถามในปี 2022 ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจนขึ้น มาดูกันว่างานวิจัยเหล่านี้ค้นพบอะไรบ้าง

จุดกำเนิด: เมื่อความสำเร็จไม่ได้แปลว่ารู้สึกว่าตัวเองเก่ง

ในปี 1978 นักจิตวิทยา Pauline Rose Clance และ Suzanne Imes ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "The Imposter Phenomenon in High Achieving Women: Dynamics and Therapeutic Intervention" ใน *Psychotherapy: Theory, Research and Practice* (เล่ม 15 ฉบับ 3 หน้า 241-247) จากการสังเกตทางคลินิกกับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูงราว 150 คน ทั้งนักศึกษาปริญญาเอก นักวิชาการ และมืออาชีพในหลากหลายสาขาที่มีหลักฐานความสำเร็จชัดเจน เช่น เกรดเฉลี่ยสูง รางวัลทางวิชาการ หรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี

สิ่งที่ Clance และ Imes สังเกตเห็นคือ แม้ผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีหลักฐานความสำเร็จที่จับต้องได้ชัดเจน แต่พวกเธอกลับเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองไม่ได้ฉลาดหรือมีความสามารถจริงตามที่คนอื่นมองเห็น และอธิบายความสำเร็จของตัวเองว่าเกิดจากโชค ความบังเอิญ ความพยายามที่มากเกินความจำเป็น หรือความสามารถในการเอาใจคนอื่น มากกว่าความสามารถที่แท้จริง คนกลุ่มนี้มักใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าสักวันจะถูก "จับได้" ว่าไม่ได้เก่งจริงอย่างที่คนอื่นคิด ข้อควรรู้คืองานชิ้นนี้เป็นการสังเกตการณ์ทางคลินิกจากกลุ่มตัวอย่างเฉพาะ ไม่ใช่งานวิจัยเชิงปริมาณที่มีกลุ่มควบคุมแบบมาตรฐานสมัยใหม่ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้วงการจิตวิทยาเริ่มศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างจริงจังต่อมา

ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิง: ความชุกที่พบในทุกเพศทุกวัย

งานวิจัยดั้งเดิมของ Clance และ Imes ศึกษาเฉพาะผู้หญิง ทำให้หลายคนเข้าใจว่า impostor phenomenon เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับผู้หญิงเป็นหลัก แต่คำถามคือเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 40 ปี งานวิจัยที่สะสมมาบอกอะไรบ้าง Dena Bravata และคณะตอบคำถามนี้ในงานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชื่อ "Prevalence, Predictors, and Treatment of Impostor Syndrome: A Systematic Review" ตีพิมพ์ใน *Journal of General Internal Medicine* ปี 2020 (เล่ม 35 หน้า 1252-1275) โดยสืบค้นฐานข้อมูล Medline, Embase และ PsycINFO ตั้งแต่ปี 1966 ถึงพฤษภาคม 2018 รวบรวมงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์ได้ 62 การศึกษา ครอบคลุมผู้เข้าร่วมรวม 14,161 คน

ผลสำคัญคือความชุกที่รายงานมีช่วงกว้างมาก ตั้งแต่ 9% ถึง 82% ขึ้นอยู่กับเครื่องมือวัดและเกณฑ์ตัดคะแนนที่ใช้ งานทบทวนพบปรากฏการณ์นี้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และในหลายช่วงวัย แต่ผลเรื่องความต่างระหว่างเพศยังไม่สอดคล้องกัน: ใน 33 งานที่เปรียบเทียบ 16 งานพบผู้หญิงรายงานสูงกว่า ส่วน 17 งานไม่พบความต่างที่มีนัยสำคัญ ความชุกในบางกลุ่มชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์สูงเป็นพิเศษ งานที่รวมมาพบความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และผลด้านงานบางอย่าง แต่ไม่พิสูจน์เหตุและผล อีกทั้งไม่พบงานทดลองที่ประเมินประสิทธิผลของวิธีรักษาเฉพาะสำหรับปรากฏการณ์นี้

หลักฐานจากแพทย์ 3,116 คนที่ตอบแบบสำรวจ

งานวิจัยที่ทำให้เห็นภาพในบริบทอาชีพเฉพาะทางคืองานของ Tait Shanafelt และคณะ ชื่อ "Imposter Phenomenon in US Physicians Relative to the US Working Population" ตีพิมพ์ใน *Mayo Clinic Proceedings* ปี 2022 (เล่ม 97 ฉบับ 11 หน้า 1981-1993) นักวิจัยสำรวจแพทย์สหรัฐฯ โดยมี 3,116 คนตอบคำถามเรื่อง impostor phenomenon และเปรียบเทียบกับตัวอย่างคนทำงานในอาชีพอื่น การศึกษานี้เป็นแบบสำรวจตัดขวาง

ผลในบทคัดย่อระบุว่า เมื่อเทียบกับแพทย์ที่มีคะแนน impostor phenomenon ต่ำ กลุ่มที่มีคะแนนปานกลาง บ่อย และเข้มข้น มี odds ของภาวะหมดไฟเท่ากับ 1.28, 1.79 และ 2.13 ตามลำดับ และพบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับความคิดฆ่าตัวตาย นอกจากนี้แพทย์ตอบข้อคำถามเรื่องความผิดหวังในความสำเร็จของตนเองเข้มข้นกว่าคนทำงานสาขาอื่นหลังปรับตัวแปรร่วม ผลเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์จากการสำรวจครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่า impostor phenomenon ทำให้เกิดภาวะหมดไฟหรือความคิดฆ่าตัวตาย และไม่ได้ยืนยันว่าแพทย์มีคะแนนรวมของปรากฏการณ์นี้สูงกว่าทุกอาชีพ

กรอบรู้–จด–คืน–ขอ

งานวิจัยทั้งสามชิ้นเป็นข้อมูลที่ทรงพลัง แต่พอต้องรับมือกับความรู้สึกเหมือนตัวปลอมที่เกิดขึ้นจริงในหัว หลายคนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เราสังเคราะห์เป็นลำดับขั้นตอนเดียว รู้–จด–คืน–ขอ ที่ร้อยงานวิจัยของ Clance & Imes, Bravata และ Shanafelt เข้าด้วยกันเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบจำลองที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการแยกต่างหาก

1. รู้ — รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้

Bravata และคณะ (2020) พบปรากฏการณ์นี้ในหลายกลุ่มอาชีพและวัย ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ช่วง 9–82% แตกต่างกันมากตามวิธีวัด จึงไม่ใช่อัตราความชุกเดียวที่ใช้กับทุกคน

2. จด — จดบันทึกความสำเร็จพร้อมเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลัง

ทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จ ให้เขียนลงไปว่าอะไรคือเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ "โชคดี" หรือ "บังเอิญ" ตามที่ Clance & Imes (1978) พบว่าคนที่มีภาวะนี้มักอธิบายความสำเร็จของตัวเองด้วยเหตุผลภายนอกมากกว่าความสามารถจริง

3. คืน — คืนความดีความชอบให้ความสามารถของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

หลังจดบันทึกแล้ว ให้กลับมาอ่านซ้ำและฝึกยอมรับว่าทักษะ ความพยายาม และการตัดสินใจของตัวเองมีส่วนจริงในความสำเร็จนั้น ไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอกล้วนๆ

4. ขอ — ขอความช่วยเหลือเมื่ออาการเริ่มกระทบชีวิตจริง

ถ้าสังเกตว่าตัวเองมีสัญญาณ burnout หรือความรู้สึกนี้รุนแรงจนกระทบการทำงานหรือสุขภาพจิต ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะ Shanafelt และคณะ (2022) พบว่าอาการรุนแรงสัมพันธ์กับความเสี่ยง burnout และปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรงกว่าที่คิด

ลำดับนี้ไม่ต้องทำครบทุกขั้นในคราวเดียว ขั้น "รู้" และ "จด" ทำได้ทุกวันด้วยตัวเอง ส่วนขั้น "ขอ" ควรทำทันทีถ้าสัญญาณเริ่มรุนแรง

กรณีจำลอง: หัวหน้าทีมมือใหม่ที่กลัวถูกจับได้ว่าไม่เก่งจริง

ลองนึกถึง "เจน" ที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมหลังทำงานมาสามปี ทั้งที่ผลงานและการประเมินจากหัวหน้าเก่าดีมาตลอด แต่เจนกลับรู้สึกกังวลทุกครั้งที่ต้องประชุมกับทีม กลัวว่าสักวันทุกคนจะรู้ว่าเธอไม่ได้เก่งพอสำหรับตำแหน่งนี้

เจนเริ่มจากขั้น รู้ อ่านเจอว่าคนทำงานจำนวนมากรู้สึกแบบเดียวกันแม้จะประสบความสำเร็จจริง ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้างว่าไม่ได้ผิดปกติคนเดียว จากนั้น จด เริ่มเขียนบันทึกทุกสัปดาห์ว่าตัดสินใจอะไรไปบ้างและทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น แทนที่จะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ต่อมา คืน กลับมาอ่านบันทึกย้อนหลังแล้วเห็นชัดว่าการตัดสินใจหลายครั้งมาจากประสบการณ์และความเข้าใจงานของเธอเอง ไม่ใช่แค่โชค สุดท้าย ขอ เมื่อสังเกตว่าตัวเองเริ่มนอนไม่หลับก่อนวันประชุมทีมบ่อยขึ้น เธอตัดสินใจคุยกับที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตของบริษัทก่อนที่อาการจะรุนแรงกว่านี้

หลังทำตามกรอบนี้ได้สองเดือน เจนยังรู้สึกกังวลอยู่บ้างในบางวัน แต่ไม่ได้กระทบการนอนหรือการทำงานเหมือนก่อนแล้ว กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่คนจริงหรือเคสทางคลินิกจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. รู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ งานของ Bravata และคณะ (2020) พบความรู้สึกนี้ในหลายกลุ่มอาชีพและวัย แต่ตัวเลขความชุกแตกต่างมากตามวิธีวัด 2. สังเกตแพทเทิร์นการอธิบายความสำเร็จของตัวเอง ตามที่ Clance และ Imes (1978) พบว่าคนที่มีภาวะนี้มักอธิบายความสำเร็จว่าเป็นเพราะโชคหรือความบังเอิญมากกว่าความสามารถจริง ลองฝึกจดบันทึกความสำเร็จพร้อมเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลัง เพื่อฝึกมองเห็นบทบาทของความสามารถตัวเองชัดขึ้น 3. ถ้าทำงานในอาชีพที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นหรือความกดดันสูง ลองสังเกตสัญญาณ burnout ของตัวเองเป็นพิเศษดูนะครับ จากงานของ Shanafelt และคณะ (2022) ความรุนแรงของ impostor phenomenon สัมพันธ์กับความเสี่ยง burnout ที่เพิ่มขึ้นมาก การขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ จึงน่าจะดีกว่าการอดทนคนเดียว 4. นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง งานของ Bravata และคณะ (2020) พบในทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่หลักฐานยังไม่ชัดว่าความชุกเท่ากัน หัวหน้างานจึงควรเปิดพื้นที่ให้พนักงานทุกเพศพูดคุยได้ 5. ถ้าสังเกตว่าอาการรุนแรงจนกระทบการทำงานหรือสุขภาพจิตอย่างชัดเจน น่าจะลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูครับ เพราะงานของ Shanafelt และคณะ (2022) พบความเชื่อมโยงกับความคิดฆ่าตัวตายในกรณีที่อาการรุนแรง การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์จึงไม่ใช่เรื่องเกินความจำเป็น

#จิตวิทยาการทำงาน#Impostor Phenomenon#ความเครียดในการทำงาน#Burnout#งานวิจัยด้านอาชีพ

คำถามที่พบบ่อย

Impostor phenomenon ต่างจากความถ่อมตัวธรรมดาอย่างไร?
ความถ่อมตัวคือการไม่โอ้อวดความสามารถของตัวเองต่อหน้าคนอื่น แต่ยังรับรู้และเชื่อในความสามารถของตัวเองอยู่ลึกๆ ส่วน impostor phenomenon ตามที่ Clance และ Imes (1978) อธิบายไว้ คือการที่คนคนนั้นไม่เชื่อในความสามารถของตัวเองจริงๆ แม้จะมีหลักฐานความสำเร็จที่จับต้องได้ชัดเจนตรงหน้าก็ตาม เป็นความขัดแย้งภายในระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ทำไมความชุกที่พบในงานวิจัยถึงกว้างมากตั้งแต่ 9% ถึง 82%? ตามที่ Bravata และคณะ (2020) อธิบายไว้ ช่วงที่กว้างนี้ส่วนใหญ่มาจากความแตกต่างของเครื่องมือวัดและเกณฑ์ตัดคะแนนที่แต่ละงานวิจัยใช้ ไม่ได้แปลว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งผิด แต่สะท้อนว่าการวัดปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เป็นอัตวิสัยแบบนี้ยังไม่มีมาตรฐานเดียวที่ทุกคนเห็นตรงกัน 100% ทำไมแพทย์ถึงมีความเสี่ยงสูงกว่าอาชีพอื่น? งานของ Shanafelt และคณะ (2022) เปรียบเทียบกับคนทำงานอาชีพอื่นและพบความต่างในคำถามเรื่องความผิดหวังต่อความสำเร็จของตนเองหนึ่งข้อหลังปรับตัวแปรร่วม ไม่ได้พิสูจน์ว่าแพทย์ทุกกลุ่มมีปรากฏการณ์นี้มากกว่าทุกอาชีพหรือระบุสาเหตุของความต่างนั้นได้

แหล่งอ้างอิง

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป
การงานและอาชีพ

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป

การทดลองผ่านอัลกอริทึมของ LinkedIn กับคนกว่า 20 ล้านคนยืนยันว่า 'คนรู้จักห่างๆ' ช่วยให้ได้งานใหม่จริงตามทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 แต่ความสัมพันธ์เป็นรูปตัว U คว่ำ คือห่างเกินไปกลับให้ผลลดลง ไม่ใช่ยิ่งห่างยิ่งดีเสมอไป

อ่าน 18 นาที
พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"
การงานและอาชีพ

พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"

งานวิเคราะห์คนกว่า 2,300 คนพบว่าการพักสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาทีระหว่างวันช่วยลดความล้าและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้จริง แต่ผลต่อประสิทธิภาพงานโดยรวมยังไม่ชัดเจนเท่า เพราะไม่ใช่ทุกกิจกรรมพักที่ช่วยให้พลังงานกลับมาเท่าเดิมได้จริง

อ่าน 14 นาที
ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"
การงานและอาชีพ

ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"

งานวิจัยพบว่านโยบายบริษัทที่ห้ามติดต่องานนอกเวลาแทบไม่ช่วยลดความรู้สึกต้องพร้อมตอบตลอดเวลา (telepressure) เลย เพราะสิ่งที่ทำนายได้จริงคือความคาดหวังแบบไม่เป็นทางการจากเพื่อนร่วมงาน ขณะที่การทดลองบล็อกอินเทอร์เน็ตบนมือถือ 2 สัปดาห์กลับช่วยให้สมาธิและสุขภาพจิตดีขึ้นจริง

อ่าน 14 นาที
ChatGPT ทำให้ทำงานเร็วขึ้น 40% จริงไหม งานวิจัยจาก Science และ PNAS เผยคำตอบที่ซับซ้อนกว่าพาดหัวข่าว
การงานและอาชีพ

ChatGPT ทำให้ทำงานเร็วขึ้น 40% จริงไหม งานวิจัยจาก Science และ PNAS เผยคำตอบที่ซับซ้อนกว่าพาดหัวข่าว

งานทดลองตั้งแต่มืออาชีพด้านการเขียน โปรแกรมเมอร์ ไปจนถึงที่ปรึกษาธุรกิจพบว่า Generative AI ช่วยให้งานบางประเภทเร็วและดีขึ้น แต่ในงานที่อยู่นอกขอบเขตความสามารถของ AI ผลลัพธ์อาจแย่ลงได้

อ่าน 22 นาที