ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
สุขภาพกายและใจ

ทำไมความรู้สึก "ทึ่งจนลืมหายใจ" ถึงดีต่อใจกว่าที่คิด

ลองนึกภาพตัวเองยืนอยู่หน้าหุบเขาลึกสุดลูกหูลูกตา หรือแหงนมองท้องฟ้าคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับล้าน วินาทีนั้นความคิดเกี่ยวกับตัวเองมักจะเงียบลงไปชั่วขณะ ราวกับตัวเราเล็กจิ๋วลงเมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นักจิตวิทยาเรียกอารมณ์แบบนี้ว่า "awe" หรือความรู้สึกตื่นตะลึง/ทึ่งเกินตัวตน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิจัยเริ่มพิสูจน์ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าอารมณ์ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนไปเที่ยวสถานที่ยิ่งใหญ่นี้ จริงๆ แล้วสร้างได้จากการเดินเล่นในสวนใกล้บ้าน และส่งผลต่อความเครียด ความเมตตา และแม้แต่อาการซึมเศร้าได้อย่างวัดผลได้จริง คำถามคือ กลไกเบื้องหลังมันคืออะไร และเราจะ "ฝึก" ความรู้สึกทึ่งให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไมความรู้สึก "ทึ่งจนลืมหายใจ" ถึงดีต่อใจกว่าที่คิด

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Keltner & Haidt (2003, *Cognition and Emotion*) นิยาม awe ว่าประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ "ความรู้สึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัว" (perceived vastness) และ "ความจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่" (need for accommodation) เพื่อทำความเข้าใจสิ่งนั้น
  • Sturm et al. (2022, *Emotion*) พบว่าผู้สูงอายุที่เดิน "awe walks" สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอารมณ์เชิงบวกแบบเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มขึ้นและความทุกข์ใจรายวันลดลง มากกว่ากลุ่มควบคุมที่เดินธรรมดา
  • Stamkou et al. (2023, *Psychological Science*) พบว่าเด็กอายุ 8-13 ปีที่ถูกกระตุ้นให้รู้สึกทึ่งแสดงพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่ากลุ่มที่รู้สึกสนุกสนานหรือกลุ่มควบคุม
  • Monroy et al. (2023, *Scientific Reports*) พบว่ายิ่งคนรู้สึกทึ่งในแต่ละวันมากเท่าไหร่ ยิ่งรายงานความเครียดและอาการทางกายน้อยลงเท่านั้น แม้ในช่วงที่เครียดหนักอย่างการระบาดของโควิด-19
  • Monroy et al. (2025, *Scientific Reports*) พบว่าโปรแกรมฝึกความรู้สึกทึ่งแบบ AWE ช่วยลดอาการซึมเศร้าและความเครียดในผู้ป่วย long COVID ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
  • กรอบ มอง–หยุด–หายใจ–แบ่ง สังเคราะห์งานวิจัยทั้งห้าชิ้นเป็นวิธีสร้างความรู้สึกทึ่งในชีวิตประจำวัน: มองหาความยิ่งใหญ่รอบตัวแม้ในที่เล็กๆ หยุดสักครู่แทนเดินผ่านไปเฉยๆ หายใจออกพร้อมขยายความรู้สึกนั้น และแบ่งประสบการณ์นี้กับคนรอบข้างโดยเฉพาะเด็ก

คำชี้แจง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากมีอาการหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

จุดกำเนิด: เมื่อนักจิตวิทยานิยามความรู้สึก "ทึ่งเกินตัวตน" อย่างเป็นระบบ

แม้มนุษย์จะพูดถึงความรู้สึก "ทึ่ง" หรือ "ตื่นตะลึง" มานานหลายศตวรรษ ทั้งในศาสนา ปรัชญา และวรรณกรรม แต่วงการจิตวิทยากลับให้ความสำคัญกับอารมณ์นี้ค่อนข้างช้า จนกระทั่ง Dacher Keltner จากมหาวิทยาลัย California, Berkeley และ Jonathan Haidt (ขณะนั้นอยู่ที่มหาวิทยาลัย Virginia) ตีพิมพ์บทความชื่อ "Approaching Awe, a Moral, Spiritual, and Aesthetic Emotion" ใน *Cognition and Emotion* ปี 2003 (เล่ม 17 ฉบับ 2 หน้า 297-314) เพื่อวางกรอบทฤษฎีของอารมณ์นี้อย่างเป็นระบบครั้งแรก

บทความนี้ไม่ใช่งานทดลอง แต่เป็นการสังเคราะห์แนวคิดจากหลายสาขา ทั้งจิตวิทยา ปรัชญา และมานุษยวิทยา Keltner และ Haidt เสนอว่า awe เกิดจากการประเมินสองส่วนที่ต้องปรากฏพร้อมกันเสมอ ส่วนแรกคือ "ความรู้สึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัว" (perceived vastness) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความใหญ่โตทางกายภาพเท่านั้น แต่อาจเป็นความยิ่งใหญ่ทางสังคม (เช่น คนที่มีอำนาจหรือชื่อเสียงมาก) หรือทางความคิดก็ได้ ส่วนที่สองคือ "ความจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่" (need for accommodation) คือช่วงเวลาที่กรอบความเข้าใจเดิมของเราไม่เพียงพอจะอธิบายสิ่งที่เห็นตรงหน้า ทำให้ต้องปรับโครงสร้างความคิดใหม่เพื่อรองรับประสบการณ์นั้น นอกจากสองส่วนหลักนี้ ผู้เขียนยังเสนอว่ามีปัจจัยเสริมอีก 5 อย่างที่กำหนดว่า awe จะออกมาในโทนบวกหรือลบ ได้แก่ การรับรู้ถึงภัยคุกคาม ความงาม ความสามารถที่เหนือชั้น คุณธรรม และสิ่งเหนือธรรมชาติ งานนี้กลายเป็นจุดอ้างอิงหลักที่งานวิจัยเรื่อง awe แทบทุกชิ้นในเวลาต่อมาต้องอ้างถึง และเป็นรากฐานให้นักวิจัยรุ่นหลังออกแบบการทดลองเพื่อวัดผลกระทบของอารมณ์นี้ต่อสุขภาพกายและใจอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เดินสัปดาห์ละ 15 นาที: awe walks เปลี่ยนอารมณ์ผู้สูงวัยได้อย่างไร

เกือบสองทศวรรษหลังงานแนวคิดของ Keltner และ Haidt ทีมวิจัยจาก University of California, San Francisco นำโดย Virginia E. Sturm ร่วมกับ Samir Datta, Ashlin R. K. Roy และคณะ (รวมถึง Dacher Keltner เจ้าของทฤษฎีเดิม) ทดสอบว่าการฝึกรู้สึกทึ่งในชีวิตประจำวันช่วยเรื่องอารมณ์ของผู้สูงอายุได้จริงหรือไม่ ในงานชื่อ "Big Smile, Small Self: Awe Walks Promote Prosocial Positive Emotions in Older Adults" ตีพิมพ์ใน *Emotion* ปี 2022 (เล่ม 22 ฉบับ 5 หน้า 1044-1058)

การทดลองสุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพจิตปกติจำนวน 52 คน (อายุ 60-90 ปี อายุกลาง 75 ปี หญิง 65%) ให้เดินเล่นกลางแจ้งสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 15 นาที ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ แบ่งเป็นกลุ่ม "awe walk" (24 คน) ที่ได้รับคำแนะนำให้ตั้งใจมองหาความยิ่งใหญ่และความแปลกใหม่รอบตัวระหว่างเดิน กับกลุ่มควบคุม (28 คน) ที่เดินตามปกติไม่มีคำแนะนำพิเศษ ผู้เข้าร่วมถ่ายเซลฟี่ทุกครั้งที่เดินและรายงานอารมณ์ผ่านแบบสอบถามหลังเดินและช่วงบ่ายของทุกวัน นักวิจัยวัดผลทั้งอารมณ์ที่รายงานเอง ขนาดสัดส่วนใบหน้า/ร่างกายของตัวเองในภาพถ่าย (self-size) และความเข้มของรอยยิ้มด้วยระบบ Facial Action Coding System

ผลลัพธ์คือ กลุ่ม awe walk รายงานความรู้สึกทึ่งระหว่างเดินมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน (t(50) = 2.67, p = .01) และมีอารมณ์เชิงบวกแบบเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (prosocial positive emotions เช่น ความกตัญญู ความเมตตา) เพิ่มขึ้นตามเวลามากกว่ากลุ่มควบคุม (b = .016, p = .001) ที่น่าสนใจคือสัดส่วนตัวเองในภาพเซลฟี่ลดลงมากกว่าในกลุ่ม awe walk (b = -.13, p = .02) หรือพูดง่ายๆ คือพวกเขาถ่ายภาพที่เน้นสิ่งรอบตัวมากกว่าตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 8 สัปดาห์ และความเข้มของรอยยิ้มก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเช่นกัน (b = .03, p = .01) ผลดียังลามไปถึงชีวิตประจำวันนอกช่วงเวลาเดิน คืออารมณ์เชิงบวกแบบเห็นอกเห็นใจเพิ่มขึ้น (p = .03) และความทุกข์ใจรายวันลดลง (p = .03) โดยยิ่งเดิน awe walk บ่อยเท่าไหร่ ผลดีก็ยิ่งสะสมมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าคะแนนวิตกกังวล ซึมเศร้า และความพึงพอใจในชีวิตที่วัดก่อน-หลังการทดลองไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มตัวอย่างมีขนาดค่อนข้างเล็ก (52 คน) และเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพจิตค่อนข้างดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

เมื่อเด็กๆ รู้สึกทึ่ง พวกเขาใจดีขึ้นจริง

คำถามต่อมาคือ ผลของ awe ต่อความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กหรือไม่ Eftychia Stamkou, Eddie Brummelman, Rohan Dunham, Milica Nikolic และ Dacher Keltner ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Awe Sparks Prosociality in Children" ตีพิมพ์ใน *Psychological Science* ปี 2023 (เล่ม 34 ฉบับ 4 หน้า 455-467)

งานวิจัยนี้ประกอบด้วยการทดลอง 2 ชุด ชุดแรกให้เด็กอายุ 8-13 ปีจำนวน 159 คน (อายุเฉลี่ย 10.25 ปี เด็กหญิง 52.8%) ดูวิดีโอแอนิเมชันที่กระตุ้นอารมณ์ทึ่ง อารมณ์สนุกสนาน หรือไม่กระตุ้นอารมณ์ใดเป็นพิเศษ (กลุ่มควบคุม) แบบสุ่มแบ่งกลุ่ม จากนั้นวัดพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจผ่านภารกิจช่วยเหลือผู้ลี้ภัย 2 แบบ ส่วนการทดลองชุดที่สองขยายผลไปยังสนามจริงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ กับเด็กจำนวน 353 คน (อายุเฉลี่ย 9.94 ปี เด็กหญิง 45.9%) พร้อมวัดสัญญาณทางสรีรวิทยา ทั้งคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และการนำไฟฟ้าของผิวหนัง (skin conductance) ควบคู่กับเงื่อนไขวิดีโอแบบเดียวกัน

ผลลัพธ์คือ เด็กที่ดูวิดีโอกระตุ้นความรู้สึกทึ่งแสดงพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจผู้ลี้ภัยมากกว่าเด็กในกลุ่มสนุกสนานหรือกลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน ทั้งในแง่เวลาที่ใช้ช่วยเหลือและอัตราการบริจาค ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เด็กในกลุ่ม awe แสดงค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจแบบ respiratory sinus arrhythmia ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติกที่เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมทางสังคม (social engagement) งานวิจัยนี้จึงชี้ว่าผลของ awe ต่อความเห็นอกเห็นใจไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ใหญ่ แต่ปรากฏตั้งแต่วัยเด็ก และมีร่องรอยทางสรีรวิทยาที่วัดได้จริง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าการกระตุ้น awe ในงานนี้เป็นการกระตุ้นแบบชั่วขณะผ่านวิดีโอในห้องทดลองหรือพิพิธภัณฑ์ จึงยังไม่ชัดเจนว่าผลจะคงอยู่ยาวนานแค่ไหนในชีวิตจริง และกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กในเนเธอร์แลนด์ทั้งหมด จึงควรระวังในการสรุปว่าจะเป็นจริงในบริบทวัฒนธรรมอื่น

บันทึกประจำวันช่วงโควิด: ยิ่งรู้สึกทึ่งมาก ยิ่งเครียดน้อยลง

คำถามต่อมาคือ awe ช่วยรับมือกับความเครียดเรื้อรังในชีวิตจริงได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ในห้องทดลอง María Monroy, Özge Uğurlu, Felicia Zerwas, Rebecca Corona, Dacher Keltner, Jake Eagle และ Michael Amster ทดสอบคำถามนี้ในช่วงเวลาที่เครียดที่สุดช่วงหนึ่งของยุคปัจจุบัน คือการระบาดของโควิด-19 ในงานชื่อ "The Influences of Daily Experiences of Awe on Stress, Somatic Health, and Well-Being: A Longitudinal Study During COVID-19" ตีพิมพ์ใน *Scientific Reports* ปี 2023 (เล่ม 13 บทความหมายเลข 9336)

นักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ในชุมชนทั่วไป 269 คน และบุคลากรทางการแพทย์ 145 คน ในสหรัฐฯ โดยให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจออนไลน์ทุกวันต่อเนื่อง 22 วัน รวมได้ข้อมูลบันทึกประจำวัน 4,052 ชุดจากกลุ่มแรก และ 2,056 ชุดจากกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ วัดทั้งอารมณ์ ความเครียดที่รับรู้ อาการทางกาย (somatic symptoms) และความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) ในแต่ละวัน แล้ววิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง hierarchical linear model เพื่อดูผลในระดับภายในบุคคลเดียวกันข้ามวัน

ผลลัพธ์คือ ในทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง วันไหนที่คนรายงานว่ารู้สึกทึ่งมากกว่าปกติ วันนั้นความเครียดที่รับรู้จะลดลง (β = -0.20) อาการทางกายลดลง (β = -0.08) และความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มขึ้น (β = 0.22) ความสัมพันธ์นี้ยังคงอยู่แม้ควบคุมตัวแปรระดับความรู้สึกทึ่งที่เป็นลักษณะนิสัยประจำตัว (trait awe) และอารมณ์เชิงบวกอื่นๆ ไว้แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าความรู้สึกทึ่งมีผลดีที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แค่ผลพลอยได้จากอารมณ์บวกทั่วไป งานวิจัยนี้จึงชี้ว่าแม้ในช่วงเวลาที่ความเครียดสูงอย่างการระบาดใหญ่ การได้สัมผัสความรู้สึกทึ่งเพียงเล็กน้อยในแต่ละวันก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจได้ อย่างไรก็ตาม เพราะเป็นการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์จากข้อมูลรายงานตนเอง แม้จะออกแบบเป็นการวิเคราะห์ระดับภายในบุคคลข้ามเวลาซึ่งช่วยลดปัญหาตัวแปรแทรกซ้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลได้เต็มที่เท่ากับการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม

เมื่อ "ความทึ่ง" ถูกออกแบบเป็นโปรแกรมบำบัด

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในเชิงปฏิบัติคือ ถ้า awe ช่วยลดความเครียดได้จริง จะเอามันมาออกแบบเป็นโปรแกรมบำบัดที่วัดผลได้ทางคลินิกไหม María Monroy, Michael Amster, Jake Eagle, Felicia K. Zerwas, Dacher Keltner และ Javier E. López ทดสอบแนวคิดนี้ในงานชื่อ "Awe Reduces Depressive Symptoms and Improves Well-Being in a Randomized-Controlled Clinical Trial" ตีพิมพ์ใน *Scientific Reports* ปี 2025 (เล่ม 15 บทความหมายเลข 16453)

การทดลองนี้เป็นการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมแบบปกปิดฝ่ายเดียว (single-blind, waitlist-control) ในผู้ป่วย long COVID จำนวน 68 คน (กลุ่มทดลอง 30 คน กลุ่มควบคุม 38 คน อายุเฉลี่ย 54.09 ปี หญิง 82.4%) ดำเนินการช่วงเดือนเมษายน 2023 กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมคลาสออนไลน์แบบเรียลไทม์ 60 นาที สัปดาห์ละครั้ง รวม 4 สัปดาห์ เรียนรู้เทคนิคฝึกความรู้สึกทึ่งที่เรียกว่า "AWE" ย่อมาจาก Attention (ตั้งใจจดจ่อกับสิ่งที่ชื่นชมหรือรู้สึกว่าน่าทึ่ง) Wait (ชะลอ หยุดสักครู่) และ Exhale + Expand (หายใจออกและขยายความรู้สึกนั้นให้เต็มที่) โดยให้ผู้เข้าร่วมฝึกอย่างน้อยวันละ 3 ครั้งด้วยตัวเอง

ผลลัพธ์คือ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรม AWE มีความเครียดลดลง 12% เทียบกับกลุ่มควบคุมที่เพิ่มขึ้น 2% (ขนาดผล d = 0.78) อาการซึมเศร้าลดลง 17% เทียบกับกลุ่มควบคุมที่เพิ่มขึ้น 2% (d = 0.96) และความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มขึ้น 16% เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ลดลง 8% (d = 0.96) ส่วนอาการวิตกกังวลลดลงทั้งสองกลุ่มโดยไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นักวิจัยระบุว่านี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าการฝึกความรู้สึกทึ่งอย่างมีโครงสร้างสามารถลดอาการซึมเศร้าได้จริงในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และเป็นการออกแบบแบบ waitlist-control ไม่ใช่กลุ่มควบคุมหลอก (placebo control) แบบปกปิดสองฝ่าย จึงยังต้องการงานวิจัยขนาดใหญ่กว่านี้เพื่อยืนยันผลซ้ำก่อนสรุปว่าเป็นวิธีรักษามาตรฐานได้

กรอบมอง–หยุด–หายใจ–แบ่ง

เพื่อแปลงงานวิจัยทั้งห้าชิ้นให้เป็นนิสัยที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน เราสังเคราะห์เป็นกรอบ มอง–หยุด–หายใจ–แบ่ง กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่โปรแกรมบำบัดที่ผ่านการรับรองทางคลินิกแยกต่างหาก

1. มอง — มองหาความยิ่งใหญ่รอบตัวแม้ในที่เล็กๆ

ตามที่ Sturm et al. (2022) พบว่าแค่เดินกลางแจ้ง 15 นาทีต่อสัปดาห์โดยตั้งใจสังเกตความยิ่งใหญ่และความแปลกใหม่รอบตัว ก็เพียงพอจะเห็นผลต่ออารมณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ตามกรอบทฤษฎีของ Keltner & Haidt (2003) แค่มีสิ่งที่ทำให้ต้องปรับความเข้าใจใหม่เล็กน้อยก็นับเป็น awe ได้แล้ว

2. หยุด — หยุดสักครู่แทนเดินผ่านไปเฉยๆ

ตามเทคนิคที่ Monroy et al. (2025) ใช้ในโปรแกรม AWE คือขั้น "Wait" หรือชะลอหยุดสักครู่หลังสังเกตเห็นสิ่งที่น่าทึ่ง ก่อนรีบเดินหรือคิดเรื่องต่อไป การหยุดสั้นๆ นี้เองที่เปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกทึ่งเกิดขึ้นเต็มที่

3. หายใจ — หายใจออกพร้อมขยายความรู้สึกนั้น

ตามขั้น "Exhale + Expand" ของโปรแกรม AWE ที่ Monroy et al. (2025) พบว่าช่วยลดอาการซึมเศร้าและความเครียดในผู้ป่วย long COVID ได้อย่างมีนัยสำคัญ การหายใจออกยาวๆ พร้อมปล่อยให้ความรู้สึกทึ่งขยายตัวเต็มที่ ทำได้แม้ไม่มีเวลามาก

4. แบ่ง — แบ่งประสบการณ์นี้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเด็ก

ตามที่ Stamkou et al. (2023) พบว่าอารมณ์ทึ่งกระตุ้นพฤติกรรมช่วยเหลือผู้อื่นในเด็กได้จริง การชวนคนรอบข้างมาสังเกตสิ่งที่น่าทึ่งด้วยกัน ไม่ใช่แค่เก็บไว้คนเดียว ช่วยขยายผลด้านความเห็นอกเห็นใจต่อไปได้

กรณีจำลอง: พนักงานออฟฟิศที่ไม่เคยแหงนมองท้องฟ้าเลย

สมมติว่า "วิน" ทำงานออฟฟิศย่านสีลม เดินจากรถไฟฟ้าไปที่ทำงานทุกวันโดยก้มมองโทรศัพท์ตลอดทาง ไม่เคยสังเกตอะไรรอบตัวเลย ช่วงหลังเขารู้สึกเบื่อหน่ายและเครียดสะสมจากงาน แต่ไม่มีเวลาไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหนไกลๆ

วินลองใช้กรอบนี้ระหว่างเดินไปทำงานตอนเช้า: มอง เขาลองเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าและเดินผ่านสวนลุมพินีแทนเส้นทางปกติ ตั้งใจมองหาสิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เช่น รูปทรงของเมฆหรือแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้, หยุด เมื่อเห็นนกกระยางบินผ่านทะเลสาบตอนเช้า เขาหยุดยืนดูสักสิบวินาทีแทนเดินผ่านไปเฉยๆ เหมือนเคย, หายใจ เขาหายใจออกยาวๆ พร้อมปล่อยให้ความรู้สึกทึ่งเล็กๆ นั้นขยายเต็มที่ก่อนเดินต่อ และ แบ่ง เย็นวันนั้นเขาเล่าให้ลูกสาววัยเก้าขวบฟังเรื่องนกกระยางที่เห็น แทนคุยแต่เรื่องงานเหมือนทุกวัน ลูกสาวเริ่มถามอยากไปดูด้วยกันในวันหยุด

หลังทำแบบนี้ต่อเนื่องสองสัปดาห์ วินสังเกตว่าตัวเองรู้สึกเครียดน้อยลงตอนถึงที่ทำงาน แม้จะยังเดินเส้นทางเดิมและมีเวลาไม่ต่างจากเดิมเลยก็ตาม กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริง และไม่ใช่คำแนะนำทดแทนการรักษาทางคลินิกสำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือความเครียดรุนแรง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. เดินเล่นสัปดาห์ละครั้ง โดยตั้งใจมองหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกทึ่งรอบตัว ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ยิ่งใหญ่ ตามที่ Sturm et al. (2022) พบว่าแค่เดินกลางแจ้ง 15 นาทีต่อสัปดาห์โดยตั้งใจสังเกตความยิ่งใหญ่และความแปลกใหม่รอบตัว ก็เพียงพอจะเห็นผลต่ออารมณ์ได้ภายใน 8 สัปดาห์ 2. ลองฝึกเทคนิค "Attention-Wait-Exhale/Expand" สั้นๆ ระหว่างวัน ตามโปรแกรมที่ Monroy et al. (2025) ใช้ทดสอบกับผู้ป่วย long COVID คือจดจ่อกับสิ่งที่ชื่นชม หยุดสักครู่ แล้วหายใจออกพร้อมขยายความรู้สึกนั้นให้เต็มที่ ทำได้แม้ไม่มีเวลามาก 3. ลองพาเด็กๆ ไปสัมผัสประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่เกินตัวดูบ้าง เพื่อช่วยปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจตั้งแต่เล็ก เพราะ Stamkou et al. (2023) พบว่าอารมณ์ทึ่งกระตุ้นพฤติกรรมช่วยเหลือผู้อื่นในเด็กได้จริง ไม่ใช่แค่ในผู้ใหญ่ 4. ลองจดบันทึกช่วงเวลาที่รู้สึกทึ่งในแต่ละวันดูก็ได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ตามที่ Monroy et al. (2023) พบว่าความรู้สึกทึ่งแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละวันก็สัมพันธ์กับความเครียดและอาการทางกายที่ลดลง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเครียดเรื้อรัง 5. เข้าใจว่าความรู้สึกทึ่งไม่จำเป็นต้อง "ยิ่งใหญ่" เสมอไป ตามกรอบทฤษฎีของ Keltner & Haidt (2003) แค่มีสิ่งที่ทำให้ต้องปรับความเข้าใจใหม่เล็กน้อยก็นับเป็น awe ได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ไปเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ระดับ Grand Canyon

คำถามที่พบบ่อย

Awe ต่างจากความประหลาดใจ (surprise) หรือความสุขทั่วไปอย่างไร?
ตามกรอบของ Keltner & Haidt (2003) awe ต้องมีสองส่วนพร้อมกันคือความรู้สึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินตัว และความจำเป็นต้องปรับกรอบความคิดใหม่เพื่อทำความเข้าใจสิ่งนั้น ซึ่งต่างจากความประหลาดใจที่อาจไม่มีองค์ประกอบ "ยิ่งใหญ่เกินตัว" และต่างจากความสุขทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องท้าทายกรอบความคิดเดิม
ต้องไปเที่ยวสถานที่สวยงามยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะรู้สึก awe ได้ไหม?
ไม่จำเป็นเลยครับ ตามที่ Sturm et al. (2022) แสดงให้เห็น แค่เดินเล่นในสวนสาธารณะหรือพื้นที่ใกล้บ้านโดยตั้งใจมองหาความยิ่งใหญ่และรายละเอียดที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน ก็เพียงพอจะกระตุ้นความรู้สึกทึ่งและเห็นผลต่ออารมณ์ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลหรือไปสถานที่ระดับโลก
Awe ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าได้จริงไหม หรือแค่ทำให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว?
ตามผลของ Monroy et al. (2025) โปรแกรมฝึกความรู้สึกทึ่งช่วยลดอาการซึมเศร้าในผู้ป่วย long COVID ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่นักวิจัยเองก็ระบุชัดเจนว่านี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกในลักษณะนี้ กลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็กและเป็นการออกแบบแบบ waitlist-control ไม่ใช่กลุ่มควบคุมหลอกแบบปกปิดสองฝ่าย จึงยังไม่ควรมองว่าเป็นการรักษาทดแทนการรักษาทางการแพทย์มาตรฐาน แต่เป็นแนวทางเสริมที่มีหลักฐานเบื้องต้นสนับสนุน
เด็กเล็กก็ได้ประโยชน์จากความรู้สึกทึ่งเหมือนผู้ใหญ่ไหม?
ตามที่ Stamkou et al. (2023) พบ เด็กอายุ 8-13 ปีที่ถูกกระตุ้นให้รู้สึกทึ่งแสดงพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้นจริง พร้อมมีสัญญาณทางสรีรวิทยาที่บ่งชี้การมีส่วนร่วมทางสังคมเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้ทำในเด็กเนเธอร์แลนด์และเป็นการกระตุ้นแบบชั่วขณะผ่านวิดีโอ จึงยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูว่าผลจะคงอยู่ระยะยาวและในบริบทวัฒนธรรมอื่นหรือไม่

แหล่งอ้างอิง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
ความสัมพันธ์และความรัก

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ

งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

อ่าน 20 นาที
สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID
สุขภาพกายและใจ

สมองล้าหลังติดโควิดหายเองหรือไม่ ภาพสแกนสมองกว่า 785 คนและงานวิจัยติดตาม 3 ปีเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจเรื่อง Long COVID

งานวิจัยเวชระเบียนกว่า 1.28 ล้านคนและภาพสแกนสมอง 785 คนพบว่าอาการสมองล้าหลังติดโควิดไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่วัดได้จริงและยังหลงเหลืออยู่แม้อาการอื่นจะหายแล้ว โดยความเสี่ยงภาวะพร่องทางสมองยังสูงกว่าเดิมตลอด 2 ปีที่ติดตาม

อ่าน 24 นาที
คีตามีนได้ผลดีกว่าช็อตไฟฟ้า (ECT) สำหรับโรคซึมเศร้าดื้อยาจริงหรือ งานวิจัยสุ่มตัวอย่าง 403 คนใน NEJM ปี 2023 เผยคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง
สุขภาพกายและใจ

คีตามีนได้ผลดีกว่าช็อตไฟฟ้า (ECT) สำหรับโรคซึมเศร้าดื้อยาจริงหรือ งานวิจัยสุ่มตัวอย่าง 403 คนใน NEJM ปี 2023 เผยคำตอบที่หลายคนคาดไม่ถึง

การทดลองสุ่มตัวอย่าง 403 คนในผู้ป่วยซึมเศร้าดื้อยาพบว่าคีตามีนทางหลอดเลือดดำให้ผลไม่ด้อยไปกว่าการช็อตไฟฟ้า (ECT) เลย ขณะที่เอสคีตามีนพ่นจมูกก็ให้ผลดีกว่ายาหลอกและยาต้านเศร้ามาตรฐานในการทดลองแยกอีกหลายชิ้น

อ่าน 25 นาที
พลาสติกจิ๋วในเลือด หลอดเลือดคอ และเนื้อสมอง: ทำไมคนที่ตรวจพบพลาสติกในคราบไขมันหลอดเลือดเสี่ยงหัวใจวาย-อัมพาต-เสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า
สุขภาพกายและใจ

พลาสติกจิ๋วในเลือด หลอดเลือดคอ และเนื้อสมอง: ทำไมคนที่ตรวจพบพลาสติกในคราบไขมันหลอดเลือดเสี่ยงหัวใจวาย-อัมพาต-เสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า

งานวิจัยตรวจพบไมโครพลาสติกในเลือดคนสุขภาพดีถึง 77% และในผู้ป่วยที่พบพลาสติกสะสมในคราบไขมันหลอดเลือดคอ มีความเสี่ยงหัวใจวาย อัมพาต หรือเสียชีวิตสูงกว่าถึง 4.5 เท่า ขณะที่ความเข้มข้นของพลาสติกในเนื้อสมองก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016

อ่าน 21 นาที