ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การเงินส่วนบุคคล

เงินก้อนเดียวกัน แต่ใจอยากได้ตอนนี้มากกว่าพรุ่งนี้เสมอ: งานวิจัยเบื้องหลัง Present Bias

ทำไมคนที่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเริ่มออมเงินเดือนหน้าถึงมักไม่เริ่มสักที ทั้งที่รู้ดีว่าการออมเป็นเรื่องสำคัญ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมีคำอธิบายที่แม่นยำกว่า "ไม่มีวินัย" เรียกว่า "present bias" หรืออคติเอนเอียงเข้าหาปัจจุบัน — แนวโน้มที่คนจะให้น้ำหนักกับผลตอบแทนทันทีมากเกินสัดส่วนเมื่อเทียบกับผลตอบแทนในอนาคต แม้จะรู้อยู่แล้วว่าผลตอบแทนในอนาคตนั้นคุ้มค่ากว่าจริงๆ ที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี มีงานวิจัยภาคสนามที่ทดสอบกับคนจริงและพิสูจน์ด้วยว่ามีวิธีแก้ที่ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่ "พยายามมีวินัยมากขึ้น"

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
เงินก้อนเดียวกัน แต่ใจอยากได้ตอนนี้มากกว่าพรุ่งนี้เสมอ: งานวิจัยเบื้องหลัง Present Bias

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Thaler (1981, *Economics Letters*) พบว่าอัตราคิดลด (discount rate) ที่คนใช้ตัดสินใจไม่คงที่ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม แต่สูงกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนระยะสั้น และต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนระยะยาว เป็นหลักฐานแรกๆ ของ "ความไม่คงเส้นคงวาทางเวลา" (dynamic inconsistency)
  • Laibson (1997, *Quarterly Journal of Economics*) เสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ "quasi-hyperbolic discounting" อธิบายว่าทำไมคนถึงอยากผูกมัดตัวเองด้วยสินทรัพย์ที่ขายออกยาก (illiquid asset) เพื่อบังคับให้ตัวเองออมเงิน ทั้งที่ในทางทฤษฎีดั้งเดิมไม่ควรมีความต้องการแบบนี้เลย
  • O'Donoghue & Rabin (1999, *American Economic Review*) แยกคนออกเป็นสองแบบ คือคนที่ "รู้ตัว" ว่าตัวเองมีปัญหาควบคุมตนเอง (sophisticated) กับคนที่ "ไม่รู้ตัว" (naive) พบว่าคนที่ไม่รู้ตัวมักผัดวันประกันพรุ่งงานที่มีต้นทุนทันที และรีบทำเร็วเกินไปกับงานที่ให้ผลตอบแทนทันที
  • Frederick, Loewenstein & O'Donoghue (2002, *Journal of Economic Literature*) ทบทวนงานวิจัยสามทศวรรษ พบว่าอัตราคิดลดที่วัดได้แตกต่างกันมากในแต่ละการศึกษา ขึ้นอยู่กับวิธีวัดและบริบท ชี้ว่าโมเดลง่ายๆ เพียงโมเดลเดียวอาจไม่พออธิบายพฤติกรรมมนุษย์ทั้งหมด
  • Ashraf, Karlan & Yin (2006, *Quarterly Journal of Economics*) ทดลองภาคสนามแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมกับลูกค้าธนาคารจริงในฟิลิปปินส์ พบว่า 28.4% ของกลุ่มที่ได้รับข้อเสนอบัญชีออมทรัพย์แบบ "ถอนก่อนกำหนดไม่ได้" เลือกเปิดบัญชีแบบนี้โดยสมัครใจ และยอดเงินออมของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม
  • กรอบ รู้–ผูก–ย่อย–แยก สังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดเป็นขั้นตอนออกแบบระบบออมเงินที่ไม่ต้องพึ่งวินัยล้วนๆ

คำชี้แจง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านการเงินเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ

หลักฐานแรก: อัตราคิดลดที่ไม่คงที่ตามทฤษฎีดั้งเดิม

Richard Thaler วางรากฐานสายงานวิจัยนี้ในบทความชื่อ "Some Empirical Evidence on Dynamic Inconsistency" ตีพิมพ์ใน *Economics Letters* ปี 1981 (เล่ม 8 ฉบับ 3 หน้า 201-207) โดยใช้แบบสำรวจถามผู้เข้าร่วมว่าจะยอมรับเงินจำนวนเท่าไหร่ในอนาคต เพื่อให้เท่ากับความพอใจของการได้รับเงินจำนวนหนึ่งวันนี้

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมสมมติว่าคนใช้ "อัตราคิดลด" (discount rate) คงที่ในการเปรียบเทียบมูลค่าเงินระหว่างช่วงเวลาต่างๆ แต่ Thaler พบว่าอัตราคิดลดที่คนใช้จริงไม่คงที่เลย มันแปรผกผันกับขนาดของผลตอบแทนและระยะเวลาที่ต้องรอ กล่าวคือเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนในช่วงเวลาสั้นๆ คนมักใช้อัตราคิดลดที่สูงมาก (อยากได้เงินวันนี้มากกว่าพรุ่งนี้อย่างรุนแรง) แต่เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนในช่วงเวลายาวๆ ที่ไกลออกไป อัตราคิดลดกลับต่ำลงมาก (ไม่ค่อยสนใจว่าจะได้รับปีที่ 5 หรือปีที่ 6) รูปแบบความไม่คงเส้นคงวานี้ ("dynamic inconsistency") กลายเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิด hyperbolic discounting ในเวลาต่อมา

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์: ทำไมคนถึงอยากผูกมัดตัวเอง

สิบหกปีต่อมา David Laibson นำแนวคิดของ Thaler มาสร้างเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้งานได้จริงในทางเศรษฐศาสตร์ ในงานวิจัยชื่อ "Golden Eggs and Hyperbolic Discounting" ตีพิมพ์ใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 1997 (เล่ม 112 ฉบับ 2 หน้า 443-478)

Laibson เสนอแบบจำลอง "quasi-hyperbolic discounting" ที่จำลองว่าคนให้น้ำหนักกับ "ตอนนี้" สูงเกินสัดส่วนเมื่อเทียบกับอนาคตทุกช่วง แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสองช่วงเวลาในอนาคตด้วยกัน คนจะใช้อัตราคิดลดที่คงที่ตามปกติ แบบจำลองนี้ทำนายว่าคนที่มีลักษณะแบบนี้จะอยากมีเครื่องมือผูกมัดตัวเอง (commitment device) เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองในอนาคตใช้เงินเกินตัว เช่นการซื้อสินทรัพย์ที่ขายออกยาก (illiquid asset) ที่ต้องรอเวลาก่อนจะขายได้จริง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้ เพราะถ้าคนมีอัตราคิดลดคงที่จริงๆ ก็ไม่ควรมีความต้องการจำกัดทางเลือกของตัวเองในอนาคตเลย

คนสองแบบ: รู้ตัวว่าจะผัดวัน กับไม่รู้ตัวว่าจะผัดวัน

Ted O'Donoghue และ Matthew Rabin เพิ่มมิติที่สำคัญมากให้กับแนวคิดนี้ในงานวิจัยชื่อ "Doing It Now or Later" ตีพิมพ์ใน *American Economic Review* ปี 1999 (เล่ม 89 ฉบับ 1 หน้า 103-124)

พวกเขาแยกคนที่มี present bias ออกเป็นสองแบบ คือคน "รู้ตัว" (sophisticated) ที่ตระหนักดีว่าตัวเองมีปัญหาควบคุมตนเองในอนาคต กับคน "ไม่รู้ตัว" (naive) ที่เชื่อผิดๆ ว่าตัวเองในอนาคตจะมีวินัยมากกว่าตัวเองตอนนี้ ผลการวิเคราะห์แบบจำลองพบว่า สำหรับงานที่มีต้นทุนทันทีแต่ผลตอบแทนในอนาคต (เช่นการออมเงิน การออกกำลังกาย) คนที่ไม่รู้ตัวมักผัดวันประกันพรุ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเชื่อว่า "พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ได้" ในขณะที่คนที่รู้ตัวมักหาทางแก้ปัญหาด้วยกลไกผูกมัดตัวเองล่วงหน้า ส่วนสำหรับงานที่ให้ผลตอบแทนทันทีแต่มีต้นทุนในอนาคต (เช่นการช้อปปิ้งเกินตัว) คนที่รู้ตัวกลับเป็นกลุ่มที่เสี่ยงมากกว่า เพราะมั่นใจเกินไปว่าตัวเองควบคุมได้จนปล่อยตัวทำเร็วเกินความจำเป็น

สามทศวรรษของงานวิจัย: อัตราคิดลดไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ตายตัว

Shane Frederick, George Loewenstein และ Ted O'Donoghue ทบทวนงานวิจัยทั้งสายในบทความชื่อ "Time Discounting and Time Preference: A Critical Review" ตีพิมพ์ใน *Journal of Economic Literature* ปี 2002 (เล่ม 40 ฉบับ 2 หน้า 351-401)

พวกเขาสังเคราะห์งานวิจัยเรื่องการคิดลดเวลาตลอดสามทศวรรษ พบว่าอัตราคิดลดที่วัดได้ในแต่ละการศึกษาแตกต่างกันอย่างมาก บางครั้งต่างกันเป็นสิบเท่า ขึ้นอยู่กับวิธีวัด ประเภทของผลตอบแทน (เงินสด vs สินค้า vs สุขภาพ) และขนาดของผลตอบแทนที่ใช้ทดสอบ นักวิจัยเสนอว่าโมเดลการคิดลดแบบเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ทั้งหมด เพราะการตัดสินใจเรื่องเวลาไม่ได้ขึ้นกับ "ความอดทนรอ" เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นอย่างความไม่แน่นอนของอนาคต ความคาดหวังว่าตัวเองจะเปลี่ยนไปแค่ไหน และบริบททางอารมณ์ขณะตัดสินใจด้วย งานทบทวนนี้สำคัญเพราะเตือนไม่ให้มองว่า present bias เป็นค่าคงที่ตายตัวที่ใช้ทำนายพฤติกรรมทุกคนได้แม่นยำเป๊ะๆ

หลักฐานจากภาคสนามจริง: บัญชีออมทรัพย์ที่ถอนก่อนกำหนดไม่ได้ในฟิลิปปินส์

งานวิจัยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นทฤษฎีหรือแบบสำรวจเป็นหลัก Nava Ashraf, Dean Karlan และ Wesley Yin ทดสอบแนวคิดนี้กับพฤติกรรมจริงในงานวิจัยชื่อ "Tying Odysseus to the Mast: Evidence from a Commitment Savings Product in the Philippines" ตีพิมพ์ใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2006 (เล่ม 121 หน้า 635-672) ซึ่งได้รับรางวัล TIAA-CREF Paul A. Samuelson Award ด้วย

พวกเขาร่วมมือกับธนาคารในฟิลิปปินส์ออกแบบผลิตภัณฑ์บัญชีออมทรัพย์ชื่อ SEED ที่ลูกค้าสมัครใจล็อกเงินตัวเองไว้ ถอนก่อนกำหนดไม่ได้จนกว่าจะถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เอง (จำนวนเงินหรือวันที่) หลังสำรวจข้อมูลพื้นฐานจากลูกค้า 1,777 คน พวกเขาสุ่มเสนอผลิตภัณฑ์นี้ให้ลูกค้า 710 คน พบว่า 28.4% ของกลุ่มที่ได้รับข้อเสนอเลือกเปิดบัญชีแบบผูกมัดตัวเองนี้โดยสมัครใจ ทั้งที่ทางเลือกนี้ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยไม่ต่างจากบัญชีปกติ แต่มีข้อจำกัดมากกว่า (ถอนก่อนกำหนดไม่ได้) และเมื่อติดตามผล 12 เดือน ยอดเงินออมของกลุ่มที่ได้รับข้อเสนอผลิตภัณฑ์นี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับข้อเสนอ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทรงพลังมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าคนจำนวนไม่น้อยรู้ตัวเองดีว่ามีปัญหา present bias (ตรงกับกลุ่ม "sophisticated" ของ O'Donoghue & Rabin) และยินดีจำกัดทางเลือกของตัวเองในอนาคตเพื่อแก้ปัญหานี้ เมื่อมีเครื่องมือที่เหมาะสมให้ใช้

กรอบรู้–ผูก–ย่อย–แยก

Commitment device และการแบ่งคนเป็น sophisticated กับ naive เป็นแนวคิดที่ทรงพลัง แต่พอต้องออกแบบระบบออมเงินจริงของตัวเอง หลายคนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เราสังเคราะห์เป็นลำดับขั้นตอนเดียว รู้–ผูก–ย่อย–แยก ที่ร้อยงานวิจัยของ Laibson, O'Donoghue & Rabin และ Ashraf, Karlan & Yin เข้าด้วยกันเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบจำลองที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการแยกต่างหาก

1. รู้ — ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองมีปัญหา present bias

ตามที่ O'Donoghue & Rabin (1999) พบว่าคน "รู้ตัว" (sophisticated) มักแก้ปัญหาได้ดีกว่าคน "ไม่รู้ตัว" (naive) ที่เชื่อผิดๆ ว่าตัวเองในอนาคตจะมีวินัยมากกว่านี้ ให้เริ่มจากยอมรับว่าตัวเองในอนาคตก็อาจผัดวันเหมือนตัวเองตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ "มีวินัยพอ" ก่อนถึงจะเริ่มออม

2. ผูก — สร้างเครื่องมือผูกมัดตัวเองที่ถอนออกยาก

ตามหลักฐานจาก Ashraf, Karlan & Yin (2006) การล็อกเงินไว้ล่วงหน้าด้วยบัญชีหรือสินทรัพย์ที่ถอนหรือขายยาก ช่วยเพิ่มยอดออมได้จริง แม้ผลตอบแทนจะไม่ต่างจากบัญชีทั่วไปเลยก็ตาม

3. ย่อย — แบ่งเป้าหมายระยะยาวเป็นเป้าหมายย่อยที่เห็นผลเร็ว

ตามรากฐานของ Thaler (1981) ที่พบว่าคนให้น้ำหนักกับผลตอบแทนทันทีสูงเกินสัดส่วน การย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เห็นความคืบหน้าถี่ขึ้น เช่นดูยอดออมทุกสัปดาห์แทนที่จะรอดูทุกปี ช่วยลดช่องว่างระหว่าง "ตอนนี้" กับ "อนาคต" ที่ใจมักไม่อยากรอ

4. แยก — แยกบัญชีตามเป้าหมาย ไม่รวมเงินออมทุกก้อนไว้ที่เดียว

ตามแบบจำลองของ Laibson (1997) สินทรัพย์ที่ผูกกับเป้าหมายเฉพาะและขายออกยากช่วยลดแรงจูงใจที่จะใช้เงินก้อนนั้นในตอนนี้ การแยกบัญชีตามเป้าหมาย (เช่นบัญชีดาวน์บ้าน แยกจากบัญชีใช้จ่ายทั่วไป) ทำให้ไม่หยิบเงินก้อนนี้มาใช้ระหว่างทางง่ายๆ

ลำดับนี้ใช้ได้กับเป้าหมายการเงินทุกขนาด เป้าหมายเล็กอาจใช้แค่การแยกบัญชีธรรมดา ส่วนเป้าหมายใหญ่ควรมีเครื่องมือผูกมัดที่เข้มงวดกว่า

กรณีจำลอง: เก็บเงินดาวน์บ้านที่ผัดมาสามปี

ลองนึกถึง "ต้น" พนักงานบริษัทที่ตั้งใจเก็บเงินดาวน์บ้านมาสามปีแล้วแต่ไม่เคยเก็บได้ตามเป้า เพราะเงินในบัญชีออมทรัพย์ปกติมักถูกดึงไปใช้จ่ายอย่างอื่นระหว่างทางเสมอ

ต้นเริ่มจากขั้น รู้ ยอมรับว่าตัวเองในอนาคตก็คงผัดวันเหมือนตัวเองตอนนี้ ไม่ใช่แค่ "ตั้งใจให้มากขึ้น" แล้วจะสำเร็จ จากนั้น ผูก เปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบมีบทลงโทษถ้าถอนก่อนกำหนด ตั้งให้หักเงินอัตโนมัติทุกเดือนทันทีที่เงินเดือนเข้า ต่อมา ย่อย ตั้งเป้าหมายย่อยเป็นรายไตรมาส แทนที่จะมองแค่เป้าหมายใหญ่ 3 ปีข้างหน้า ให้เห็นความคืบหน้าทุก 3 เดือน สุดท้าย แยก เปิดบัญชีดาวน์บ้านแยกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวันอย่างเด็ดขาด ไม่ให้บัตร ATM ของบัญชีนี้ติดตัวเลย

ผ่านไปหนึ่งปีหลังใช้กรอบนี้ ต้นเก็บเงินได้ตามเป้าเป็นครั้งแรกในรอบสามปี เพราะไม่ต้องพึ่งความตั้งใจล้วนๆ ในแต่ละเดือนอีกต่อไป กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินหรือคนจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองสร้างเครื่องมือผูกมัดตัวเองสำหรับเป้าหมายการเงินระยะยาวดูไหมครับ ตามหลักฐานจาก Ashraf, Karlan & Yin (2006) การล็อกเงินไว้ล่วงหน้า เช่นตั้งโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติที่ถอนยาก หรือใช้บัญชีฝากประจำที่มีบทลงโทษถ้าถอนก่อนกำหนด ช่วยเพิ่มยอดออมได้จริงโดยไม่ต้องอาศัยวินัยล้วนๆ 2. ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองมักผัดวันประกันพรุ่ง ลองวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ดูนะครับ ตามแนวคิดของ O'Donoghue & Rabin (1999) คนที่ "รู้ตัว" ว่ามีปัญหาควบคุมตนเองมักแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนที่ไม่รู้ตัว การยอมรับว่าตัวเองอาจไม่มีวินัยพอในอนาคต แล้ววางระบบป้องกันไว้ล่วงหน้า ดีกว่าหวังพึ่งความตั้งใจเฉยๆ 3. ลองแบ่งเงินออมเป็นก้อนที่มีเป้าหมายชัดเจนและวันที่ล็อกไว้ จากแบบจำลองของ Laibson (1997) การมีสินทรัพย์ที่ "ขายออกยาก" ช่วยลดแรงจูงใจที่จะใช้เงินก้อนนั้นในตอนนี้ได้จริง ลองใช้บัญชีแยกเฉพาะเป้าหมายแทนที่จะรวมเงินออมทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียวที่ถอนง่าย 4. อาจจะลองไม่ใช้อัตราคิดลดแบบเดียวกันสำหรับทุกเรื่อง ตามงานทบทวนของ Frederick, Loewenstein & O'Donoghue (2002) ความอดทนรอของคนเราไม่คงที่ในทุกบริบท คนที่มีวินัยเรื่องเงินอาจไม่มีวินัยเรื่องสุขภาพเท่ากัน การออกแบบระบบผูกมัดตัวเองแยกตามแต่ละเป้าหมาย แทนที่จะใช้สูตรเดียวกับทุกเรื่อง น่าจะช่วยได้มากกว่า 5. ลองทำให้ผลตอบแทนระยะยาวรู้สึก "ใกล้" มากขึ้นดูครับ จากรากฐานของ Thaler (1981) ที่พบว่าคนให้น้ำหนักกับผลตอบแทนทันทีสูงเกินสัดส่วน การแบ่งเป้าหมายระยะยาวเป็นเป้าหมายย่อยที่เห็นผลเร็วขึ้น (เช่นดูยอดออมทุกสัปดาห์แทนที่จะรอดูทุกปี) ช่วยลดช่องว่างระหว่าง "ตอนนี้" กับ "อนาคต" ที่ใจเรามักไม่อยากรอ

คำถามที่พบบ่อย

Present Bias ต่างจากการไม่มีวินัยทั่วไปอย่างไร?
Present bias เป็นรูปแบบความคิดที่เกิดขึ้นเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล ตามที่ Thaler (1981) พบว่าคนใช้อัตราคิดลดที่ไม่คงที่ ให้น้ำหนักกับปัจจุบันสูงเกินสัดส่วนอย่างเป็นรูปแบบที่ทำนายได้ ไม่ใช่แค่ "ขี้เกียจ" หรือ "ไม่มีวินัย" แบบสุ่มๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แนวทางแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงมักเป็นการออกแบบระบบ (เช่น commitment device) มากกว่าการพยายามมีวินัยมากขึ้นด้วยความตั้งใจล้วนๆ
ทำไมคนถึงยอมสมัครใจจำกัดทางเลือกของตัวเองในบัญชีออมทรัพย์แบบถอนไม่ได้?
เพราะคนจำนวนไม่น้อยรู้ตัวเองดีว่ามีปัญหาควบคุมตนเอง ตรงกับกลุ่ม "sophisticated" ที่ O'Donoghue & Rabin (1999) อธิบายไว้ในทางทฤษฎี และงานภาคสนามของ Ashraf, Karlan & Yin (2006) พิสูจน์ว่าเมื่อมีเครื่องมือที่เหมาะสมให้ใช้จริง คนกลุ่มนี้ก็เลือกใช้มันจริงๆ แม้จะได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยไม่ต่างจากบัญชีปกติเลยก็ตาม
ใครก็ตามที่มี Present Bias จะได้ประโยชน์จาก Commitment Device เท่ากันหมดไหม?
ไม่แน่นอนครับ ตามงานทบทวนของ Frederick, Loewenstein & O'Donoghue (2002) อัตราคิดลดและความรุนแรงของ present bias แตกต่างกันมากในแต่ละคนและแต่ละบริบท คนที่ "ไม่รู้ตัว" ว่ามีปัญหานี้ (naive ตามนิยามของ O'Donoghue & Rabin) อาจไม่คิดจะใช้เครื่องมือผูกมัดตัวเองเลยด้วยซ้ำ เพราะเชื่อผิดๆ ว่าตัวเองในอนาคตจะมีวินัยพอโดยไม่ต้องมีตัวช่วย

แหล่งอ้างอิง

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง
การเงินส่วนบุคคล

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง

ความเชื่อ 13 ปีที่ว่าเงินซื้อความสุขได้แค่ถึง $75,000/ปี ถูกงานวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 1.7 ล้านครั้งหักล้างว่าความสุขส่วนใหญ่เพิ่มต่อเนื่องไม่มีเพดาน ยกเว้นคนกลุ่มที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ที่ความสุขหยุดนิ่งจริงที่ประมาณ $100,000/ปี

อ่าน 22 นาที
แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง
การเงินส่วนบุคคล

แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง

งานทดลองแจกเงิน $1,000/เดือนแบบไม่มีเงื่อนไขนาน 3 ปีในสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานน้อยลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์และรายได้จากการทำงานลดลง ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ความเครียดและความมั่นคงทางอาหารดีขึ้นเพียงชั่วคราวในปีแรก

อ่าน 22 นาที
รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด
การเงินส่วนบุคคล

รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด

ข้อมูลจากคนกว่า 71,000 คนพบว่าการศึกษาสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีสม่ำเสมอกว่า ขณะที่รายได้สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีชัดเจนกว่า และงานทดลองแจกเงินสดจริงในคน 200 คนใน 7 ประเทศก็ยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้จริงในเชิงสาเหตุ โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

อ่าน 13 นาที
งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก
การเงินส่วนบุคคล

งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก

งานวิเคราะห์การทดลองแบบสุ่ม 76 ชิ้นในคนกว่า 160,000 คนยืนยันว่าคอร์สให้ความรู้ทางการเงินมีผลเชิงสาเหตุจริงทั้งต่อความรู้และพฤติกรรม แต่ผลต่อพฤติกรรมจริงเล็กกว่าผลต่อความรู้ถึง 5 เท่า และแม้จะจางลงหลังเรียนจบหลายปี ก็ยังช่วยลดการค้างชำระหนี้ได้บางส่วน

อ่าน 14 นาที