แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง
งานทดลองแจกเงิน $1,000/เดือนแบบไม่มีเงื่อนไขนาน 3 ปีในสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานน้อยลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์และรายได้จากการทำงานลดลง ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ความเครียดและความมั่นคงทางอาหารดีขึ้นเพียงชั่วคราวในปีแรก
บรรณาธิการ

สรุปสั้น (Key Takeaways)
- Vivalt, Rhodes, Bartik, Broockman, Krause & Miller (NBER Working Paper No. 32719 ปี 2024/2026, ตอบรับตีพิมพ์ใน *Quarterly Journal of Economics*) พบว่าเงิน $1,000/เดือน นาน 3 ปี ทำให้รายได้ที่ไม่รวมเงินโอนลดลง $1,800/ปี อัตราการมีงานทำลดลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ชั่วโมงทำงานลดลง 1-2 ชม./สัปดาห์ และไม่พบว่าคนเริ่มทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้จะสนใจอยากทำมากขึ้นก็ตาม
- Miller, Rhodes, Bartik, Broockman, Krause & Vivalt (NBER Working Paper No. 32711 ปี 2024/2026, ตอบรับตีพิมพ์แบบมีเงื่อนไขใน *American Economic Review*) พบความเครียดและความมั่นคงทางอาหารดีขึ้นชัดเจนแต่ "อยู่ได้ไม่นาน" สุขภาพจิตไม่ดีขึ้นแล้วหลังปีแรก และไม่พบผลต่อสุขภาพกายเลยตลอด 3 ปี
- Bartik, Rhodes, Broockman, Krause, Miller & Vivalt (NBER Working Paper No. 32784 ปี 2024/2025) พบรายจ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย $300/เดือน มากที่สุดในหมวดที่อยู่อาศัย อาหาร และรถยนต์ แต่ผลต่อฐานะการเงินสุทธิ (net worth) ใกล้ศูนย์เพราะหนี้เพิ่มขึ้นชดเชยสินทรัพย์ที่เพิ่ม
- Krause, Rhodes, Miller, Bartik, Broockman & Vivalt (NBER Working Paper No. 34040 ปี 2025/2026) พบพ่อแม่ใช้จ่ายกับลูกเพิ่มขึ้น $31/เดือน และดูแลใกล้ชิดขึ้น แต่ไม่พบผลต่อผลการเรียนส่วนใหญ่ และพ่อแม่รายงานว่าลูกมีความเครียด/พัฒนาการที่ยากขึ้นเล็กน้อย
- Verho, Hämäläinen & Kanninen (2022, *American Economic Journal: Economic Policy*) วิเคราะห์การทดลองรายได้พื้นฐานของฟินแลนด์ (2017-2018) พบว่าแม้ลดอัตราภาษีส่วนเพิ่มจากการทำงานลง 23 จุดเปอร์เซ็นต์ จำนวนวันทำงานก็ "แทบไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ" ในปีแรกของการทดลอง
- กรอบ รู้–กัน–ใช้–ทบ แปลงบทเรียนเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินก้อนจากงานวิจัยชุดนี้ ให้เป็นขั้นตอนที่นำไปใช้ได้จริงเวลาได้รับเงินก้อนพิเศษในชีวิตส่วนตัว เช่น โบนัสหรือเงินคืนภาษี
คำชี้แจง
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านการเงินเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ
ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าจู่ๆ มีคนโอนเงินให้คุณเดือนละ 1,000 ดอลลาร์แบบไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ไม่ต้องพิสูจน์ว่าจนพอ ไม่ต้องหางาน ไม่ต้องรายงานว่าเอาไปใช้ทำอะไร แล้วให้ต่อเนื่องแบบนี้นาน 3 ปีเต็ม คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปยังไงครับ จะค่อยๆ ลดชั่วโมงทำงานลงไปใช้ชีวิตสบายขึ้น หรือจะเอาเงินก้อนนี้เป็นทุนตั้งต้นไปเปิดธุรกิจของตัวเองสักที คำถามแบบนี้แหละครับที่อยู่เบื้องหลังข้อถกเถียงเรื่องนโยบาย "รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า" (Universal Basic Income หรือ UBI) มานานหลายทศวรรษ แต่ที่ผ่านมาแทบไม่มีใครมีคำตอบที่หนักแน่นพอ เพราะไม่เคยมีการทดลองจริงที่ใหญ่พอและนานพอจะบอกได้ชัดๆ จนกระทั่งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ OpenResearch ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก Sam Altman ผู้ก่อตั้ง OpenAI ตัดสินใจทำการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trial) ที่ใหญ่ที่สุดและยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐฯ นำโดยทีมนักเศรษฐศาสตร์อย่าง Eva Vivalt และ Sarah Miller โดยแจกเงิน 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือนแบบไม่มีเงื่อนไขให้คนรายได้น้อย 1,000 คน นาน 3 ปีเต็ม แล้ววัดผลอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตพวกเขาบ้าง ทั้งเรื่องการทำงาน การใช้จ่าย สุขภาพ ความเครียด ไปจนถึงลูกๆ ในบ้าน
บทความนี้ตรวจสอบงานวิจัยชุดนี้มาแล้วครับ และต้องบอกตรงๆ ว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงกับที่ฝ่ายไหนคาดหวังไว้เลย ทั้งฝ่ายที่เชื่อว่าเงินก้อนนี้จะปลดปล่อยศักยภาพให้คนลุกขึ้นมาทำธุรกิจกันเป็นแถว และฝ่ายที่กลัวว่าเงินฟรีจะทำให้คนขี้เกียจจนสังคมพัง ในบทความนี้จะพาคุณไปดูทีละงานวิจัยว่าเงินที่ได้แบบไม่มีเงื่อนไขจริงๆ แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมคนยังไงบ้าง ทั้งสิ่งที่เปลี่ยนไปในทางที่คาดไม่ถึง และสิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยแม้จะมีเงินเพิ่มขึ้นมหาศาลก็ตาม
เงินฟรี 3 ปี ทำให้คนทำงานน้อยลง ไม่ใช่ลุกมาทำธุรกิจตามที่หวัง
ก่อนไปดูตัวเลข ควรเล่าที่มาของการทดลองนี้ให้ฟังก่อนครับ เพราะมันไม่ใช่โครงการเล็กๆ ทั่วไป OpenResearch Unconditional Income Study (ORUS) คัดเลือกผู้เข้าร่วม 3,000 คน อายุ 21-40 ปี ที่มีรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 300% ของเส้นความยากจนแห่งชาติ จาก 10 มณฑลทางตอนเหนือตอนกลางของรัฐเท็กซัส (รอบเมืองดัลลัส) และ 9 มณฑลทางตอนเหนือของรัฐอิลลินอยส์ (รอบเมืองชิคาโก) แล้วสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1,000 คนที่ได้รับเงิน 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือนแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ และกลุ่มควบคุม 2,000 คนที่ได้รับเพียง 50 ดอลลาร์ต่อเดือน (เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มยังต้องกรอกแบบสำรวจสม่ำเสมอโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังทั้งหมด) โครงการเริ่มโอนเงินตั้งแต่พฤศจิกายน 2020 ถึงตุลาคม 2023 รวม 3 ปีเต็ม
คำถามแรกที่ทีมวิจัยอยากรู้คือ เงินก้อนนี้ทำให้คนทำงานมากขึ้น น้อยลง หรือเท่าเดิม Eva Vivalt, Elizabeth Rhodes, Alexander W. Bartik, David E. Broockman, Patrick Krause และ Sarah Miller ตีพิมพ์คำตอบในงานชื่อ "The Employment Effects of a Guaranteed Income: Experimental Evidence from Two U.S. States" เผยแพร่ครั้งแรกเป็น NBER Working Paper No. 32719 ในเดือนกรกฎาคม 2024 และปรับปรุงล่าสุดในเดือนมกราคม 2026 (ปัจจุบันได้รับการตอบรับตีพิมพ์แล้วใน *Quarterly Journal of Economics* ซึ่งเป็นวารสารเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลก) ผลลัพธ์ที่เป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมดคือ รายได้ส่วนบุคคลที่ไม่รวมเงินโอน (non-transfer income) ของกลุ่มทดลองลดลงจากกลุ่มควบคุมราว $1,800 ต่อปี อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน (labor market participation) ลดลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และชั่วโมงทำงานลดลง 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือคู่ครองของผู้เข้าร่วมก็ลดชั่วโมงทำงานลงในระดับใกล้เคียงกันด้วย เวลาที่ได้เพิ่มมาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการพักผ่อน (leisure) เป็นหมวดที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด
ตรงนี้แหละครับที่เป็นจุดที่คนจำนวนมากคาดผิด เพราะฝ่ายที่สนับสนุน UBI มักหวังว่าเงินก้อนนี้จะเป็นทุนให้คนกล้าออกไปเริ่มธุรกิจของตัวเองมากขึ้น แต่ทีมวิจัยรายงานตรงไปตรงมาว่าแม้ผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองจะแสดงความสนใจในกิจกรรมผู้ประกอบการมากขึ้นและยอมรับความเสี่ยงทางการเงินได้มากขึ้นในแบบสำรวจ แต่ "ค่าสัมประสิทธิ์ของการเริ่มต้นธุรกิจใกล้ศูนย์และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" พูดง่ายๆ คือ ใจอยากทำ แต่สุดท้ายแทบไม่มีใครลงมือทำจริงมากกว่ากลุ่มควบคุมเลย ทีมวิจัยยังตรวจสอบสมมติฐานอื่นๆ ที่อาจอธิบายว่าทำไมการทำงานน้อยลงไม่ใช่เรื่องแย่ เช่น เงินอาจช่วยให้คนหางานที่ "เข้ากันได้ดีกว่า" (better job match) แต่ก็ไม่พบหลักฐานสนับสนุน ระบุชัดว่า "ไม่พบหลักฐานการเปลี่ยนแปลงคุณภาพงาน และสำหรับตัวชี้วัดส่วนใหญ่สามารถปฏิเสธผลแม้เพียงเล็กน้อยได้" ด้านการย้ายถิ่นเพื่อหางาน พบว่ากลุ่มควบคุม 12% เคยย้ายตลาดแรงงานตลอดการทดลอง และเงินโอนเพิ่มอัตรานี้ขึ้นอีก 1.8 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่พบว่าคุณภาพของตลาดแรงงานที่ย้ายไปดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ส่วนความเป็นอยู่ที่ดีเชิงอัตวิสัย (subjective well-being) พบว่าดีขึ้นชัดเจนในปีแรก แต่ "ในปีที่ 2 ผลเล็กลงและไม่มีนัยสำคัญอีกต่อไป และเมื่อสิ้นสุดการศึกษา ตัวประมาณค่ากลับเป็นลบแบบไม่มีนัยสำคัญ" ทีมวิจัยเน้นย้ำเองว่าถ้าติดตามผลแค่ 1 ปีอาจสรุปผลต่างไปจากนี้มาก นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การทดลองนี้ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี
ทีมวิจัยเองก็ยอมรับข้อจำกัดตรงไปตรงมาหลายจุด เช่น การจับคู่ข้อมูลเชิงบริหาร (administrative data) มีอัตราจับคู่ต่ำกว่าการศึกษาก่อนหน้า จึงต้องใช้วิธี Lee bounds เป็นการตรวจสอบความทนทานของผลเพิ่มเติม การวิเคราะห์กลุ่มย่อย (subgroup) ต้องตีความอย่างระมัดระวังเพราะทดสอบตัวแปรจำนวนมาก และที่สำคัญคือกลุ่มตัวอย่างเจาะจงเฉพาะผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 21-40 รายได้น้อยในสองพื้นที่ของสหรัฐฯ เท่านั้น จึงไม่ควรเหมารวมไปถึงกลุ่มประชากรอื่นหรือบริบทนโยบายอื่น คำถามต่อมาคือ ถ้าคนทำงานน้อยลงและรายได้จากการทำงานหายไป แล้วสุขภาพกับความเครียดของพวกเขาดีขึ้นจริงไหม อย่างน้อยก็คุ้มค่าในแง่คุณภาพชีวิตบ้างหรือเปล่า
แล้วสุขภาพและความเครียดดีขึ้นไหม คำตอบคือ "ดีขึ้นแต่อยู่ไม่นาน"
Sarah Miller, Elizabeth Rhodes, Alexander W. Bartik, David E. Broockman, Patrick K. Krause และ Eva Vivalt ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Does Income Affect Health? Evidence from a Randomized Controlled Trial of a Guaranteed Income" เผยแพร่เป็น NBER Working Paper No. 32711 ในเดือนกรกฎาคม 2024 ปรับปรุงล่าสุดมกราคม 2026 (ปัจจุบันได้รับการตอบรับตีพิมพ์แบบมีเงื่อนไขใน *American Economic Review* ซึ่งเป็นวารสารเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลกอีกฉบับหนึ่ง) ใช้ข้อมูลชุดเดียวกับงานก่อนหน้า คือกลุ่มทดลอง 1,000 คนเทียบกับกลุ่มควบคุม 2,000 คน ตลอดพฤศจิกายน 2020 ถึงตุลาคม 2023
ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบแล้วรู้สึกเหมือนอารมณ์ผสมครับ ด้านบวกคือเงินโอนทำให้เกิด "การปรับปรุงที่ใหญ่แต่อยู่ได้ไม่นาน (large but short-lived)" ในเรื่องความเครียดและความมั่นคงทางอาหาร ผู้เข้าร่วมยังใช้บริการห้องฉุกเฉินและเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น (การมาห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้น 2.6 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 11% ของค่าเฉลี่ยกลุ่มควบคุม การเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือ 12% ของค่าเฉลี่ยกลุ่มควบคุม) และมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว $20 ต่อเดือน ซึ่งทีมวิจัยตีความว่าอาจสะท้อนการเข้าถึงการรักษาที่เคยเลื่อนไว้เพราะไม่มีเงินมากกว่าสุขภาพที่แย่ลง แต่ด้านที่น่าผิดหวังคือ เมื่อดูภาพรวมตลอด 3 ปี "ไม่พบผลของเงินโอนต่อตัวชี้วัดสุขภาพกายหลายตัว และสามารถปฏิเสธได้แม้กระทั่งการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย" (ขอบเขตความเชื่อมั่นตัดผลได้ที่ระดับเพียง 0.02 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ส่วนสุขภาพจิตนั้น เงินโอน "ไม่ได้ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นแล้วหลังปีแรก และภายในปีที่ 2 ก็สามารถปฏิเสธได้แม้การปรับปรุงเพียงเล็กน้อยอีกครั้ง" พูดง่ายๆ คือความเครียดที่ลดลงตอนแรกไม่ได้อยู่ยั้งยืนยงเลย ซึ่งตรงกับรูปแบบเดียวกับที่งานเรื่องการจ้างงานพบเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีเชิงอัตวิสัย
ทีมวิจัยยังพบ "ผลลัพธ์เป็นศูนย์อย่างแม่นยำ (precise null effects)" ในเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่รายงานเอง กิจกรรมทางกาย การนอนหลับ และตัวชี้วัดอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการป้องกันโรคและพฤติกรรมสุขภาพ ส่วนสุขภาพของลูกๆ ในครัวเรือนก็ไม่พบผลเช่นกัน ยกเว้นจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กในครัวเรือนกลุ่มทดลองมีแนวโน้มได้รับวัคซีนครบตามกำหนดมากกว่า งานชิ้นนี้สอนอะไรเราได้เยอะเลยครับ คือเงินสดอย่างเดียวอาจไม่ใช่ยาครอบจักรวาลสำหรับปัญหาสุขภาพระยะยาว แม้จะช่วยบรรเทาความเครียดเฉียบพลันได้จริงในช่วงแรกก็ตาม คำถามต่อมาที่ควรรู้คือ ถ้าสุขภาพไม่ได้ดีขึ้นชัดเจน แล้วเงินที่ได้ไปเอาไปใช้จ่ายกับอะไรกันแน่ และช่วยฐานะการเงินโดยรวมได้จริงไหม
เงินที่ได้เอาไปใช้จ่ายกับอะไรบ้าง และช่วยฐานะการเงินระยะยาวไหม
Alexander W. Bartik, Elizabeth Rhodes, David E. Broockman, Patrick K. Krause, Sarah Miller และ Eva Vivalt ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Impact of Unconditional Cash Transfers on Consumption and Household Balance Sheets: Experimental Evidence from Two US States" เผยแพร่เป็น NBER Working Paper No. 32784 เดือนสิงหาคม 2024 ปรับปรุงล่าสุดกรกฎาคม 2025 (ยังเป็น working paper ที่ระบุชัดเจนบนตัวเอกสารว่ายังไม่ผ่านกระบวนการ peer review) ใช้ข้อมูลชุดเดียวกับสองงานก่อนหน้า
ผลลัพธ์คือ รายจ่ายครัวเรือนที่วัดได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย $300 ต่อเดือน โดยผลกระทบด้านการใช้จ่ายเป็นบวกในเกือบทุกหมวดหมู่ และมากที่สุดในหมวดที่อยู่อาศัย อาหาร และรถยนต์ เงินโอนยังเพิ่มการย้ายที่อยู่และการย้ายละแวกที่อยู่อาศัยด้วย ส่วนด้านสินทรัพย์ ทีมวิจัยพบ "ผลบวกเล็กน้อยต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่ประมาณค่าได้ค่อนข้างหยาบ ขับเคลื่อนโดยสินทรัพย์ทางการเงิน แต่ถูกชดเชยด้วยหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลต่อความมั่งคั่งสุทธิ (net worth) ใกล้ศูนย์" พูดอีกแบบคือ มีเงินเก็บเพิ่มขึ้นนิดหน่อยก็จริง แต่หนี้ก็เพิ่มตามไปด้วยพอๆ กัน สุดท้ายฐานะการเงินสุทธิแทบไม่ขยับ เงินโอนช่วยเพิ่มคะแนนสุขภาพการเงินที่รายงานเองและคะแนนเครดิต (credit score) แต่ไม่ส่งผลต่อวงเงินเครดิต การผิดนัดชำระหนี้ อัตราการใช้วงเงิน การล้มละลาย หรือการถูกยึดทรัพย์แต่อย่างใด เมื่อปรับตัวเลขตามการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงที่มักเกิดในแบบสำรวจ (underreporting) ทีมวิจัยประเมินว่าแนวโน้มการใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (marginal propensity to spend) ต่อสินค้าไม่คงทนอยู่ที่ 0.38-0.50 ต่อสินค้าคงทน/กึ่งคงทนอยู่ที่ 0.18-0.24 ขณะที่แนวโน้มการนำไปโปะหนี้ส่วนเพิ่ม (marginal propensity to de-lever) อยู่ใกล้ศูนย์
ทีมวิจัยสรุปเองอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ว่าเงินโอนก้อนใหญ่ชั่วคราวเพิ่มการบริโภคระยะสั้นและปรับปรุงสุขภาพการเงิน แต่อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการปรับปรุงฐานะการเงินที่ยั่งยืนในครัวเรือนวัยหนุ่มสาวรายได้น้อย" ตรงนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เจอในงานเรื่องการจ้างงานและสุขภาพเลยครับ คือผลบวกส่วนใหญ่เป็นเรื่องระยะสั้น ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างชีวิตระยะยาวอย่างที่หลายคนอาจคาดหวัง คำถามต่อมาคือ แล้วถ้ามองในมุมของครอบครัวที่มีลูก เงินก้อนนี้ช่วยหรือกระทบลูกๆ ยังไงบ้าง
ลูกๆ ในบ้านได้รับผลอะไรบ้างจากเงินก้อนนี้
Patrick K. Krause, Elizabeth Rhodes, Sarah Miller, Alexander W. Bartik, David E. Broockman และ Eva Vivalt ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Impact of Unconditional Cash Transfers on Parenting and Children" เผยแพร่เป็น NBER Working Paper No. 34040 เดือนกรกฎาคม 2025 ปรับปรุงล่าสุดกุมภาพันธ์ 2026 (ยังเป็น working paper เช่นกัน) โดยศึกษาผลต่อพฤติกรรมการเลี้ยงลูก การลงทุนในตัวลูก ผลลัพธ์ด้านสังคม พฤติกรรม และการศึกษาของเด็ก ในครัวเรือนที่มีลูกรวมกันกว่า 4,000 คน
ผลลัพธ์ด้านบวกคือ พ่อแม่กลุ่มทดลองใช้จ่ายกับลูกเพิ่มขึ้นราว $31 ต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นราว 11% เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มควบคุม และรายงานพฤติกรรมการเลี้ยงลูกที่ดีขึ้นในภาพรวม (ปรับปรุงราว 0.05 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) โดยเฉพาะการดูแลใกล้ชิดขึ้น เช่น ตรวจตราลูกมากขึ้น แต่จุดที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษคือ ทีมวิจัยพบว่า "อาจเป็นเพราะการตรวจตราที่ใกล้ชิดขึ้นนี้เอง พ่อแม่กลุ่มทดลองยังรายงานด้วยว่าลูกของตัวเองประสบปัญหาด้านพัฒนาการและความเครียดมากขึ้น" โดยเฉพาะเรื่องอาการซนอยู่ไม่นิ่ง (hyperactivity) และเห็นผลชัดที่สุดในเด็กอายุ 5-10 ปี พ่อแม่ที่มีรายได้ต่ำที่สุดตอนเริ่มโครงการมีพัฒนาการด้านการเลี้ยงลูกดีขึ้นมากที่สุด และกลุ่มนี้ยังใช้บริการดูแลเด็กนอกครอบครัว (non-parental child care) มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพด้วย
ส่วนด้านการศึกษา เงินโอน "ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาส่วนใหญ่ที่วัดจากข้อมูลเชิงบริหารของโรงเรียน" ทั้งการเข้าเรียน การซ้ำชั้น คะแนนทดสอบมาตรฐาน หรือการได้รับปริญญาหลังมัธยม ก็ไม่พบผลกระทบเช่นกัน นอกจากนี้ยังไม่พบผลต่อลักษณะสภาพแวดล้อมในบ้าน ความมั่นคงทางอาหารของเด็ก การเผชิญภาวะไร้ที่อยู่อาศัย หรือความพึงพอใจของพ่อแม่ ครอบครัวกลุ่มทดลองมีแนวโน้มย้ายที่อยู่มากกว่า แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงคุณภาพละแวกที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ ยกเว้นระยะห่างจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก ที่ดูเหมือนจะใกล้ขึ้น เงินโอนไม่ส่งผลต่อการมีบุตร การตั้งครรภ์ หรือการคุมกำเนิดแต่อย่างใด และที่สำคัญคือความเครียด/ความทุกข์ทางจิตใจของพ่อแม่ที่ลดลงในปีแรกของโครงการก็ "อยู่ได้ไม่นานและหายไปภายในปีที่ 2 ของการรับเงินโอน สอดคล้องกับสิ่งที่เคยพบมาแล้วในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดของโครงการ" นี่คือภาพสะท้อนแบบเดียวกับที่เจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบทความนี้ คือผลบวกส่วนใหญ่เกิดเร็วแต่ก็จางหายเร็วเช่นกัน คำถามที่ควรรู้ต่อคือ ผลแบบนี้เกิดเฉพาะในสหรัฐฯ หรือเปล่า ประเทศอื่นที่เคยทดลองแบบนี้มาก่อนพบผลคล้ายกันไหม
เทียบกับต่างประเทศ: ฟินแลนด์เคยทดลองแบบนี้มาก่อนแล้ว ผลออกมาคล้ายกันไหม
ก่อนที่ OpenResearch จะทำการทดลองในสหรัฐฯ ฟินแลนด์เคยทำการทดลองรายได้พื้นฐานระดับประเทศมาก่อนแล้วในปี 2017-2018 ครับ โดยรัฐบาลสุ่มเลือกผู้รับสวัสดิการว่างงาน 2,000 คน ให้ได้รับ "รายได้พื้นฐาน" (basic income) ปลอดภาษีเดือนละ 560 ยูโร แทนที่สวัสดิการว่างงานขั้นต่ำเดิม โดยไม่มีเงื่อนไขต้องหางานหรือรายงานสถานะการทำงานใดๆ เป็นเวลา 2 ปีเต็ม Jouko Verho, Kari Hämäläinen และ Ohto Kanninen วิเคราะห์ผลของการทดลองนี้ในงานชื่อ "Removing Welfare Traps: Employment Responses in the Finnish Basic Income Experiment" ตีพิมพ์ใน *American Economic Journal: Economic Policy* ปี 2022 (เล่ม 14 ฉบับ 1 หน้า 501-522, DOI 10.1257/pol.20200143) ซึ่งเป็นบทความที่ผ่านกระบวนการ peer review เต็มรูปแบบแล้วจริง ต่างจากงาน ORUS ทั้งสี่ชิ้นข้างต้นที่ยังอยู่ในสถานะ NBER working paper หรือเพิ่งได้รับการตอบรับ
ประเด็นที่น่าสนใจมากคือ การทดลองนี้ลดอัตราภาษีส่วนเพิ่มจากการทำงาน (participation tax rate) ลงถึง 23 จุดเปอร์เซ็นต์สำหรับการทำงานเต็มเวลา ซึ่งควรเป็นแรงจูงใจมหาศาลให้คนอยากกลับไปทำงานมากขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับพบว่า "จำนวนวันทำงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในปีแรกของการทดลอง" แม้จะมีการยกเลิกเงื่อนไขการหางานทั้งหมดให้กลุ่มทดลองก็ตาม ที่น่าแปลกใจไม่แพ้กันคือ อัตราการเข้าร่วมบริการจัดหางาน (reemployment services) ของกลุ่มทดลองก็ยังคงสูงเหมือนเดิม ราวกับว่าคนไม่ได้อยากหยุดหางานเลยแม้จะไม่มีใครบังคับ ส่วนตัวเลขที่มักถูกอ้างถึงในสื่อว่าตลอด 2 ปีของการทดลองกลุ่มทดลองมีวันทำงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 6 วัน เป็นตัวเลขที่มาจากรายงานประเมินผลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลฟินแลนด์ (Kela ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกิจการสังคม) ไม่ใช่จากบทความวิชาการฉบับนี้โดยตรง และรัฐบาลเองก็ระบุข้อจำกัดตรงไปตรงมาว่าตัวเลขปีที่ 2 มีปัจจัยกวนจากการปฏิรูปสวัสดิการว่างงานที่เรียกว่า "activation model" ซึ่งเริ่มบังคับใช้พร้อมกันในปี 2018 กับกลุ่มควบคุมด้วย ทำให้ตีความผลปีที่ 2 ได้ยากขึ้น
จุดที่น่าสนใจที่สุดในการเทียบสองการทดลองนี้คือ แม้จะออกแบบต่างกันมาก ฟินแลนด์แทนที่สวัสดิการว่างงานเดิมด้วยรายได้พื้นฐาน ขณะที่ ORUS ให้เงินสดเพิ่มเติมนอกเหนือจากรายได้และสวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ทั้งสองงานกลับสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า เงินที่ได้แบบไม่มีเงื่อนไขไม่ได้ทำให้คนทำงานเพิ่มขึ้นอย่างที่บางฝ่ายหวัง (ในกรณีฟินแลนด์คือแทบไม่เปลี่ยนเลย ส่วนในกรณี ORUS คือลดลงจริง) นอกจากนี้รายงานของรัฐบาลฟินแลนด์ยังระบุว่าผู้รับรายได้พื้นฐานพึงพอใจในชีวิตมากขึ้นและมีความเครียดทางจิตใจน้อยลงกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Miller และคณะพบในสหรัฐฯ เรื่องความเครียดที่ลดลงในระยะแรก แม้จะเป็นคนละบริบทและคนละระบบสวัสดิการโดยสิ้นเชิงก็ตาม การที่ผลจากสองประเทศที่ระบบสวัสดิการต่างกันมากขนาดนี้ชี้ไปทางเดียวกัน น่าจะเป็นสัญญาณที่หนักแน่นพอสมควรว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเฉพาะบริบทใดบริบทหนึ่ง
กรอบรู้–กัน–ใช้–ทบ
งานวิจัยชุดนี้ศึกษาเรื่องนโยบายระดับประเทศเป็นหลัก แต่บทเรียนเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินก้อนที่พบซ้ำๆ กันในหลายงาน ก็นำมาปรับใช้กับเงินก้อนพิเศษในชีวิตส่วนตัวได้ เราจึงสังเคราะห์เป็นกรอบ รู้–กัน–ใช้–ทบ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล
1. รู้ — รู้ตัวล่วงหน้าว่าเงินก้อนพิเศษมักถูกใช้จ่ายทันที ไม่ได้ไปโปะหนี้เองอัตโนมัติ
Bartik และคณะ (2024/2025) พบว่าแนวโน้มใช้จ่ายส่วนเพิ่มต่อสินค้าไม่คงทนอยู่ที่ 0.38-0.50 ขณะที่แนวโน้มนำไปโปะหนี้อยู่ใกล้ศูนย์ ถ้าไม่ตั้งใจกันเงินไว้ล่วงหน้า พฤติกรรมธรรมชาติจะเลือกใช้จ่ายก่อนเสมอ
2. กัน — กันเงินส่วนที่ตั้งใจไว้ (โปะหนี้ หรือเก็บออม) ทันทีที่ได้รับ ก่อนใช้จ่ายส่วนอื่น
เพราะถ้ารอ "ใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยเก็บส่วนที่เหลือ" หนี้มักเพิ่มพอๆ กับสินทรัพย์จนฐานะการเงินสุทธิแทบไม่ขยับ เหมือนที่ Bartik และคณะพบว่าผลต่อ net worth ใกล้ศูนย์เพราะหนี้เพิ่มชดเชยสินทรัพย์ที่เพิ่ม
3. ใช้ — ใช้ส่วนที่เหลือให้ตรงกับสิ่งที่จำเป็นจริง ไม่ใช่ตามอารมณ์ตอนได้เงิน
หมวดที่ครัวเรือนในงานวิจัยใช้จ่ายเพิ่มมากที่สุดคือที่อยู่อาศัย อาหาร และรถยนต์ ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย การตั้งงบตามความจำเป็นจริงก่อนใช้จ่าย ช่วยให้เงินก้อนพิเศษสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่าปล่อยตามใจ
4. ทบ — ทบทวนว่าความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นอาจจางหายไปตามเวลา ไม่ยึดติดว่าจะแก้ปัญหาระยะยาวได้ทั้งหมด
ทั้งความเครียดที่ลดลงและความเป็นอยู่ที่ดีที่เพิ่มขึ้นในงานวิจัยชุดนี้ล้วน "อยู่ได้ไม่นาน" และจางหายภายในปีที่ 2 การรู้ล่วงหน้าว่าอารมณ์ดีจากเงินก้อนมักเป็นเรื่องชั่วคราว ช่วยไม่ให้ผิดหวังเมื่อความรู้สึกนั้นจางลง
ลำดับนี้ไม่ได้บอกว่าต้องทำตามเป๊ะทุกครั้ง เป้าหมายคือช่วยให้ตัดสินใจอย่างตั้งใจมากกว่าปล่อยให้พฤติกรรมธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งหมด
กรณีจำลอง: หนุ่มกับโบนัสสิ้นปี
สมมติว่า "หนุ่ม" พนักงานบริษัทวัย 32 ปี ได้รับโบนัสสิ้นปีก้อนใหญ่กว่าปกติ เขามีหนี้บัตรเครดิตค้างอยู่บ้าง แต่ก็อยากเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่และไปเที่ยวพักผ่อนหลังทำงานหนักมาทั้งปี
ใช้กรอบ รู้–กัน–ใช้–ทบ: หนุ่ม รู้ ตัวก่อนว่าถ้าปล่อยเงินโบนัสไว้ในบัญชีเฉยๆ เขามักจะใช้จ่ายไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือส่วนไปโปะหนี้; ในขั้น กัน เขาโอนเงินส่วนหนึ่งไปโปะหนี้บัตรเครดิตทันทีที่ได้รับโบนัส ก่อนจะดูว่าเหลือเท่าไรให้ใช้จ่ายอย่างอื่น; ในขั้น ใช้ เขาใช้ส่วนที่เหลือกับสิ่งที่จำเป็นจริงก่อน เช่น ค่าซ่อมบ้านที่ค้างไว้ แล้วค่อยแบ่งเล็กน้อยไปเที่ยวพักผ่อนตามที่ตั้งใจ แทนที่จะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ทั้งที่เครื่องเดิมยังใช้ได้; และในขั้น ทบ หนุ่มรู้ตัวว่าความรู้สึกผ่อนคลายจากทริปพักผ่อนคงอยู่ได้ไม่นาน จึงไม่ได้คาดหวังว่ามันจะแก้ปัญหาความเครียดจากงานในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้มองว่าการใช้เงินส่วนนั้นเป็นเรื่องผิด
การตัดสินใจของหนุ่มในกรณีสมมตินี้ไม่ได้แปลว่าเป็นสูตรที่ถูกต้องสำหรับทุกคน เพราะเป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริงหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล
ลองเอาไปปรับใช้ดู
หัวข้อนี้แตะประเด็นนโยบายที่ค่อนข้างอ่อนไหวทางการเมือง ควรพิจารณาเป็นการสรุปสิ่งที่หลักฐานบอกได้จริง มากกว่าการชี้นำว่าควรเห็นด้วยหรือคัดค้านนโยบายรายได้พื้นฐานถ้วนหน้านะครับ:
1. ลองอย่าเชื่อสุดโต่งทั้งสองด้าน ทั้ง "เงินฟรีทำให้คนขี้เกียจไม่ทำงานเลย" และ "เงินฟรีจะจุดประกายผู้ประกอบการทั่วเมือง" เพราะ Vivalt และคณะ (2024/2026) พบผลตรงกลาง คือคนทำงานน้อยลงจริงแต่ไม่มาก (4.1 จุดเปอร์เซ็นต์) และแม้สนใจทำธุรกิจมากขึ้นก็ไม่ได้ลงมือทำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลักฐานตรงนี้อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วที่มักถูกพูดถึงในสื่อ 2. ถ้าคุณกำลังคิดเรื่องจุดยืนต่อนโยบาย UBI ลองแยกคำถามสองข้อออกจากกัน คือ "นโยบายแบบนี้ควรมีไหม" (คำถามเชิงคุณค่า/การจัดสรรทรัพยากรของสังคม) กับ "นโยบายแบบนี้จะทำให้คนหยุดทำงานหมดไหม" (คำถามเชิงประจักษ์) เพราะงานวิจัยชุดนี้ตอบได้แค่คำถามหลังในบริบทเฉพาะที่ทดลอง ไม่ได้ตอบคำถามแรกซึ่งเป็นเรื่องคุณค่าที่แต่ละคนอาจให้น้ำหนักต่างกัน 3. ในแง่การเงินส่วนบุคคล อาจลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองเวลาได้เงินก้อนที่ไม่คาดคิด เพราะ Bartik และคณะ (2024/2025) พบว่าคนมีแนวโน้มใช้จ่ายทันที (MPC 0.38-0.50 สำหรับสินค้าไม่คงทน) มากกว่าจะเอาไปโปะหนี้ (MPC ใกล้ศูนย์) ถ้าคุณมีเป้าหมายอยากลดหนี้หรือสร้างฐานะการเงินระยะยาวจากเงินก้อนพิเศษ อาจลองวางแผนสัดส่วนไว้ล่วงหน้า แทนที่จะปล่อยให้พฤติกรรมธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งหมด 4. ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ อาจลองมองว่าเงินพิเศษช่วยให้ดูแลลูกใกล้ชิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะพลิกผลการเรียนของลูกโดยอัตโนมัติ เพราะ Krause และคณะ (2025/2026) พบว่าแม้พ่อแม่จะใช้จ่ายและดูแลลูกมากขึ้น แต่ผลลัพธ์ทางการศึกษาแทบไม่เปลี่ยนแปลง และควรระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการดูแลที่ใกล้ชิดเกินไปด้วย 5. ลองระวังการเหมารวมผลการทดลองนี้ไปใช้กับบริบทอื่นแบบไม่ระมัดระวัง กลุ่มตัวอย่างของ ORUS เจาะจงเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 21-40 รายได้น้อยในสองพื้นที่ของสหรัฐฯ เท่านั้น ผลอาจแตกต่างไปในกลุ่มอื่น เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือในประเทศที่มีระบบสวัสดิการและอัตราภาษีต่างจากนี้มาก อย่างที่เห็นได้จากการเทียบกับฟินแลนด์ที่ออกแบบนโยบายต่างกันโดยสิ้นเชิง 6. ถ้าติดตามข่าวเรื่อง UBI หรือ guaranteed income ต่อไป น่าจะลองมองหาตัวเลขที่แน่นอนเสมอ เช่น จุดเปอร์เซ็นต์ที่แท้จริงหรือขนาดผลเป็นดอลลาร์ ไม่ใช่แค่คำว่า "งานวิจัยพบว่าทำงานน้อยลง" เฉยๆ เพราะขนาดของผลสำคัญพอๆ กับทิศทางของผล และอย่างที่เห็นในบทความนี้ ตัวเลขบางตัวก็เปลี่ยนแปลงไปตามการปรับปรุงฉบับร่างของงานวิจัยด้วย
คำถามที่พบบ่อย
- เงินฟรีทำให้คนขี้เกียจไม่ทำงานเลยจริงไหม?
- ไม่ถึงขนาดนั้นครับ Vivalt และคณะ (2024/2026) พบว่าอัตราการมีงานทำลดลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และชั่วโมงทำงานลดลง 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นการลดลงจริงแต่ไม่ใช่การหยุดทำงานทั้งหมด ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่ เพียงแต่ทำน้อยลงเล็กน้อยและใช้เวลาที่ได้เพิ่มไปกับการพักผ่อนเป็นหลัก
- นี่เหมือนกับ UBI (Universal Basic Income) เป๊ะๆ เลยหรือเปล่า?
- ไม่เหมือนกันทีเดียวครับ การทดลองนี้ให้เงินเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย (targeted ไม่ใช่ถ้วนหน้า) ให้ชั่วคราวเพียง 3 ปี ไม่ใช่ถาวร และให้กับคนกลุ่มเล็กจำนวน 1,000 คน จึงไม่สามารถจับผลกระทบระดับมหภาคได้ เช่น ผลต่อค่าจ้างในตลาดแรงงานโดยรวม เงินเฟ้อ หรือแหล่งเงินภาษีที่ต้องใช้ระดมทุนถ้าทำเป็นนโยบายถ้วนหน้าจริง ซึ่งเป็นคนละคำถามกับที่การทดลองนี้ตอบได้
- ทำไมคนถึงไม่เอาเงินไปทำธุรกิจเพิ่มอย่างที่หลายคนหวัง?
- ทีมวิจัยเองก็ไม่ได้ให้คำตอบฟันธงครับ Vivalt และคณะ (2024/2026) พบว่าผู้เข้าร่วมสนใจกิจกรรมผู้ประกอบการมากขึ้นและยอมรับความเสี่ยงทางการเงินได้มากขึ้นในแบบสำรวจจริง แต่ค่าสัมประสิทธิ์ของการเริ่มต้นธุรกิจจริงกลับใกล้ศูนย์และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นเพราะการเริ่มธุรกิจต้องใช้เงินทุนมากกว่าที่ได้รับ หรือมีอุปสรรคอื่นที่เงินสดอย่างเดียวแก้ไม่ได้ แต่นี่เป็นการตีความหนึ่ง ไม่ใช่ข้อสรุปที่งานวิจัยระบุไว้ตรงๆ
- สุขภาพจิตดีขึ้นจริงไหม?
- ดีขึ้นจริงในปีแรกครับ แต่ Miller และคณะ (2024/2026) พบว่า "ไม่ได้ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นแล้วหลังปีแรก และภายในปีที่ 2 ก็สามารถปฏิเสธได้แม้การปรับปรุงเพียงเล็กน้อยอีกครั้ง" ความเครียดที่ลดลงตอนแรกจึงเป็นผลระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
- $1,000 ต่อเดือนเป็นนโยบายที่ทำได้จริงในระดับประเทศไหม?
- งานวิจัยชุดนี้ไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรงครับ เพราะเป็นการทดลองระดับเล็กที่ให้เงินเฉพาะกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน ไม่ได้จับผลกระทบทั่วไปในระดับมหภาค (general equilibrium effects) เช่น ผลต่อค่าจ้างตลาดโดยรวม เงินเฟ้อ หรือกลไกการหาเงินภาษีมาสนับสนุน การตีความที่ระมัดระวังคือควรระมัดระวังในการนำตัวเลขจากการทดลองขนาดเล็กแบบนี้ไปสรุปความเป็นไปได้ทางการคลังของนโยบายระดับประเทศโดยตรง
- ผลจากฟินแลนด์เหมือนกับสหรัฐฯ ไหม?
- คล้ายกันในทิศทางครับ แม้จะออกแบบต่างกันมาก Verho, Hämäläinen และ Kanninen (2022) พบว่าการทดลองฟินแลนด์ (แทนที่สวัสดิการว่างงานเดิมด้วยรายได้พื้นฐาน) ทำให้จำนวนวันทำงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงในปีแรก แม้จะลดภาษีส่วนเพิ่มจากการทำงานลงถึง 23 จุดเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ขณะที่ ORUS ในสหรัฐฯ (ให้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือรายได้เดิม) พบว่าคนทำงานน้อยลงจริง ทั้งสองกรณีจึงสอดคล้องกันในแง่ที่ว่าเงินแบบไม่มีเงื่อนไขไม่ได้ทำให้คนทำงานมากขึ้นอย่างที่บางฝ่ายหวัง
- เด็กในครอบครัวที่ได้รับเงินได้รับผลกระทบยังไงบ้าง?
- เป็นภาพผสมครับ Krause และคณะ (2025/2026) พบว่าพ่อแม่ใช้จ่ายกับลูกและดูแลใกล้ชิดขึ้น แต่ก็รายงานว่าลูกมีปัญหาพัฒนาการและความเครียดมากขึ้นเล็กน้อย (อาจเป็นผลจากการตรวจตราที่ใกล้ชิดขึ้นเอง) ส่วนผลการเรียนแทบไม่เปลี่ยนแปลง จึงยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเงินก้อนนี้ช่วยพัฒนาการหรือการศึกษาของเด็กในระยะสั้นได้จริง
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง
ความเชื่อ 13 ปีที่ว่าเงินซื้อความสุขได้แค่ถึง $75,000/ปี ถูกงานวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 1.7 ล้านครั้งหักล้างว่าความสุขส่วนใหญ่เพิ่มต่อเนื่องไม่มีเพดาน ยกเว้นคนกลุ่มที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ที่ความสุขหยุดนิ่งจริงที่ประมาณ $100,000/ปี

รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด
ข้อมูลจากคนกว่า 71,000 คนพบว่าการศึกษาสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีสม่ำเสมอกว่า ขณะที่รายได้สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีชัดเจนกว่า และงานทดลองแจกเงินสดจริงในคน 200 คนใน 7 ประเทศก็ยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้จริงในเชิงสาเหตุ โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก
งานวิเคราะห์การทดลองแบบสุ่ม 76 ชิ้นในคนกว่า 160,000 คนยืนยันว่าคอร์สให้ความรู้ทางการเงินมีผลเชิงสาเหตุจริงทั้งต่อความรู้และพฤติกรรม แต่ผลต่อพฤติกรรมจริงเล็กกว่าผลต่อความรู้ถึง 5 เท่า และแม้จะจางลงหลังเรียนจบหลายปี ก็ยังช่วยลดการค้างชำระหนี้ได้บางส่วน

งานเสริมของคนอเมริกันที่ทำสองงานขึ้นไป สร้างรายได้เกือบ 30% ของรายได้รวม แต่งานวิจัยชี้ว่าเงินที่ได้มาไม่ได้แปลว่าชีวิตดีขึ้นเสมอไป
ข้อมูลบริหารรัฐของสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานหลายงานพร้อมกันมีรายได้จากงานที่สองสูงถึงเกือบ 28% ของรายได้รวม แต่งานวิจัยติดตามระยะยาวพบว่าการทำงานเสริมมีทั้งผลด้านเติมเต็มและบั่นทอนพร้อมกัน โดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็กมักได้รับผลกระทบด้านลบต่อความอยู่ดีมีสุขมากกว่า
