ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

กฎ 7-38-55 ของ Mehrabian: ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการสื่อสาร

หลายคนคงเคยได้ยินสถิติที่บอกว่า "การสื่อสารมาจากคำพูดแค่ 7% น้ำเสียง 38% และภาษากาย 55%" ซึ่งมักถูกอ้างในคอร์สฝึกพูดในที่สาธารณะ การขาย หรือการเป็นผู้นำ แต่ความจริงแล้วตัวเลขนี้มาจากการตีความงานวิจัยของ Albert Mehrabian ในปี 1967 อย่างผิดบริบทอย่างกว้างขวาง ตัวเลขนี้ใช้ได้เฉพาะในสถานการณ์แคบๆ อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่กฎทั่วไปของการสื่อสารทุกรูปแบบอย่างที่มักถูกอ้างถึงกัน

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
กฎ 7-38-55 ของ Mehrabian: ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการสื่อสาร

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Mehrabian & Wiener (1967, *Journal of Personality and Social Psychology*) ทดลองให้ผู้ฟังตัดสินความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบของผู้พูด จากคำเดี่ยวๆ ที่พูดด้วยน้ำเสียงต่างกัน พบว่าเมื่อคำพูดกับน้ำเสียงขัดแย้งกัน คนมักเชื่อน้ำเสียงมากกว่าคำพูด
  • Mehrabian & Ferris (1967, *Journal of Consulting Psychology*) ทดลองคล้ายกันโดยเปรียบเทียบน้ำเสียงกับสีหน้า พบว่าเมื่อขัดแย้งกัน คนเชื่อสีหน้ามากกว่าน้ำเสียง จากผลสองงานนี้เองที่ถูกนำมารวมกันเป็นสัดส่วน 7%-38%-55%
  • Lapakko (1997, *Communication Education*) ชี้ว่าการทดลองทั้งสองศึกษาเฉพาะการสื่อสาร "ความรู้สึกและทัศนคติ" ผ่านคำเดี่ยวๆ เท่านั้น ไม่ได้ศึกษาการสื่อสารเนื้อหาข้อมูลทั่วไปแบบที่คนมักนำตัวเลขนี้ไปอ้างอิงกัน
  • Mehrabian เองระบุคำชี้แจงไว้บนเว็บไซต์ส่วนตัวว่า สมการนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อผู้สื่อสารกำลังพูดถึงความรู้สึกหรือทัศนคติเท่านั้น หากไม่ใช่กรณีนั้น สมการนี้ "ไม่สามารถนำไปใช้ได้" (not applicable)
  • Lapakko (2015, *Communication and Theater Association of Minnesota Journal*) ติดตามผลเกือบ 20 ปีให้หลัง พบว่าความเข้าใจผิดนี้ยังคงถูกอ้างอิงอย่างแพร่หลายในตำราธุรกิจและคอร์สฝึกอบรมทั่วโลก แม้จะมีการชี้แจงข้อจำกัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • กรอบ แยก–คุม–รักษา–ตรวจ สรุปวิธีใช้บทเรียนจากกรณีนี้ให้เป็นรูปธรรม: แยกให้ออกว่ากำลังสื่อสารความรู้สึกหรือเนื้อหา คุมความสอดคล้องของช่องทางเมื่อสื่อความรู้สึก รักษาคุณภาพคำพูดเมื่อสื่อเนื้อหา และตรวจแหล่งที่มาก่อนอ้างสถิติที่ฟังดูน่าทึ่ง

ที่มาของกฎ: สองการทดลองที่ศึกษาแค่คำเดี่ยวๆ

Albert Mehrabian นักจิตวิทยาแห่ง UCLA ตีพิมพ์งานวิจัยสองชิ้นแยกกันในปี 1967 ที่ต่อมาถูกนำมารวมกันจนกลายเป็น "กฎ 7-38-55" ที่โด่งดัง ทั้งสองงานศึกษาสถานการณ์แคบมากคือ การที่ผู้ฟังต้องตัดสินว่าผู้พูดรู้สึก "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" อะไรบางอย่าง โดยฟังจากคำเดี่ยวๆ (เช่นคำว่า "honey" หรือ "brute") ที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงหรือสีหน้าที่อาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกับความหมายของคำนั้น

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ ทั้งสองงานวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษาการสื่อสารทั่วไป ไม่ได้ศึกษาการนำเสนองาน การพูดในที่ประชุม หรือการสนทนาที่มีเนื้อหาข้อมูลซับซ้อน แต่ศึกษาเฉพาะการสื่อสาร "ทัศนคติและความรู้สึก" ผ่านคำเดี่ยวๆ ในห้องทดลองเท่านั้น

การทดลองแรก: น้ำเสียงชนะคำพูด

Albert Mehrabian และ Morton Wiener ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "Decoding of Inconsistent Communications" ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 1967 (เล่ม 6 หน้า 109-114) โดยให้ผู้ฟังฟังคำเดี่ยวๆ ที่พูดด้วยน้ำเสียงสามแบบ (ชอบ เป็นกลาง ไม่ชอบ) แล้ววัดว่าเมื่อความหมายของคำกับน้ำเสียงขัดแย้งกัน ผู้ฟังจะตัดสินความรู้สึกของผู้พูดจากอะไรเป็นหลัก

ผลลัพธ์คือ เมื่อคำพูดกับน้ำเสียงขัดแย้งกัน ผู้ฟังมักเชื่อน้ำเสียงมากกว่าความหมายตรงตัวของคำพูด งานวิจัยนี้คำนวณสัดส่วนน้ำหนักของน้ำเสียงเทียบกับคำพูดในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่มาของตัวเลข 7% (คำพูด) และ 38% (น้ำเสียง) ในกฎที่โด่งดังภายหลัง

การทดลองที่สอง: สีหน้าชนะน้ำเสียง

Albert Mehrabian และ Susan Ferris ตีพิมพ์งานวิจัยอีกชิ้นชื่อ "Inference of Attitudes from Nonverbal Communication in Two Channels" ใน *Journal of Consulting Psychology* ปี 1967 (เล่ม 31 ฉบับ 3 หน้า 248-252) โดยใช้วิธีคล้ายกัน แต่เปรียบเทียบระหว่างน้ำเสียงกับสีหน้าแทน

ผลลัพธ์คือ เมื่อน้ำเสียงกับสีหน้าขัดแย้งกัน ผู้ฟังเชื่อสีหน้ามากกว่าน้ำเสียง ตัวเลขจากงานนี้เป็นที่มาของสัดส่วน 55% (สีหน้า) เมื่อนำมารวมกับงานวิจัยชิ้นแรก ก็กลายเป็นสูตร 7% คำพูด + 38% น้ำเสียง + 55% สีหน้า ที่ถูกอ้างถึงกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา ทั้งที่ทั้งสองงานวิจัยไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อวัดสัดส่วนของการสื่อสารทั่วไปเลยตั้งแต่ต้น

ทำไมการรวมตัวเลขทั้งสองงานถึงผิดพลาด

David Lapakko แห่ง Augsburg College วิเคราะห์ปัญหานี้อย่างละเอียดในบทความชื่อ "Three Cheers for Language: A Closer Examination of a Widely Cited Study of Nonverbal Communication" ตีพิมพ์ใน *Communication Education* ปี 1997 (เล่ม 46 ฉบับ 1 หน้า 63-67) โดยชี้ข้อจำกัดสำคัญหลายข้อของการนำตัวเลข 7-38-55 ไปใช้อย่างกว้างขวางเกินขอบเขตงานวิจัยเดิม

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือ งานวิจัยทั้งสองศึกษาเฉพาะกรณีที่ช่องทางการสื่อสารต่างๆ (คำพูด น้ำเสียง สีหน้า) "ขัดแย้งกัน" เท่านั้น ไม่ได้ศึกษาสถานการณ์ปกติที่ทั้งสามช่องทางสอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังศึกษาแค่การสื่อสารความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบผ่านคำเดี่ยวๆ ไม่ใช่การสื่อสารเนื้อหาข้อมูลที่ซับซ้อนแบบการนำเสนองานหรือการบรรยาย Lapakko เตือนว่าการนำตัวเลขนี้ไปอ้างว่า "คำพูดสำคัญแค่ 7% ของการสื่อสารทุกชนิด" เป็นการขยายผลเกินกว่าที่งานวิจัยต้นฉบับตั้งใจจะสื่อมาก

Mehrabian เองก็พยายามแก้ไขความเข้าใจผิดนี้

ที่น่าสนใจคือ Albert Mehrabian เองก็รู้สึกไม่สบายใจกับการถูกอ้างอิงผิดบริบทมาโดยตลอด เขาระบุคำชี้แจงไว้บนเว็บไซต์ส่วนตัวอย่างชัดเจนว่า "สมการนี้และสมการอื่นๆ เกี่ยวกับความสำคัญสัมพัทธ์ของสารด้านคำพูดและอวัจนภาษา มาจากการทดลองที่เกี่ยวกับการสื่อสารความรู้สึกและทัศนคติ (เช่น ชอบ-ไม่ชอบ) เท่านั้น หากผู้สื่อสารไม่ได้กำลังพูดถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของตัวเอง สมการเหล่านี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้"

David Lapakko ติดตามผลเรื่องนี้อีกครั้งเกือบ 20 ปีให้หลังในบทความชื่อ "Communication Is 93% Nonverbal: An Urban Legend Proliferates" ตีพิมพ์ใน *Communication and Theater Association of Minnesota Journal* ปี 2015 (เล่ม 34 หน้า 7-19) พบว่าแม้จะมีการชี้แจงจากทั้ง Mehrabian เองและนักวิชาการหลายคนมานาน ตัวเลข 7-38-55 ก็ยังคงถูกอ้างอิงผิดบริบทอย่างแพร่หลายในตำราธุรกิจ คอร์สฝึกอบรม และบทความออนไลน์ทั่วโลกอยู่ดี แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกในวงกว้าง แก้ไขได้ยากกว่าที่คิดมาก แม้เจ้าของงานวิจัยเองจะออกมาชี้แจงโดยตรงแล้วก็ตาม

กรอบแยก–คุม–รักษา–ตรวจ

เพื่อไม่ให้บทเรียนจากกรณี 7-38-55 จบแค่ "อย่าอ้างตัวเลขนี้ผิดๆ" เราสังเคราะห์เป็นกรอบ แยก–คุม–รักษา–ตรวจ สำหรับใช้ก่อนสื่อสารหรือก่อนอ้างอิงงานวิจัยต่อ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่ทฤษฎีการสื่อสารที่ผ่านการทดสอบแยกต่างหาก

1. แยก — แยกให้ออกว่ากำลังสื่อสาร "ความรู้สึก" หรือ "เนื้อหา"

ตามข้อจำกัดที่ Lapakko (1997) ชี้ไว้ งานวิจัยของ Mehrabian ศึกษาเฉพาะการสื่อสารความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบผ่านคำเดี่ยวๆ ก่อนจะกังวลเรื่องน้ำเสียงหรือสีหน้า ให้ถามตัวเองก่อนว่ากำลังจะบอกความรู้สึก หรือกำลังจะอธิบายข้อมูล/เนื้อหา เพราะสองแบบนี้ต้องการน้ำหนักของแต่ละช่องทางไม่เท่ากัน

2. คุม — คุมน้ำเสียงและสีหน้าให้ตรงกับคำพูด เมื่อสื่อสารความรู้สึก

ตามผลของ Mehrabian & Wiener (1967) และ Mehrabian & Ferris (1967) เมื่อคำพูดกับน้ำเสียงหรือสีหน้าขัดแย้งกัน คนมักเชื่ออวัจนภาษามากกว่า ถ้ากำลังจะชม ขอโทษ หรือให้กำลังใจ ควรตรวจว่าน้ำเสียงและสีหน้าสอดคล้องกับคำพูดจริงหรือยัง ไม่ใช่พูดคำดีๆ ด้วยสีหน้าเหนื่อยหรือน้ำเสียงเรียบเฉย

3. รักษา — รักษาคุณภาพคำพูดไว้ เมื่อสื่อสารเนื้อหา

ตามคำเตือนของ Lapakko (1997) การนำเสนองาน อธิบายข้อมูล หรือเขียนบทความ ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่ตัวเลข 7-38-55 ใช้ได้ อย่าลดความสำคัญของการเลือกคำและจัดโครงสร้างเนื้อหาลง เพราะเข้าใจผิดว่าคำพูดสำคัญแค่ 7% ของการสื่อสารทุกชนิด

4. ตรวจ — ตรวจแหล่งที่มาก่อนอ้างสถิติที่ฟังดูน่าทึ่ง

ตามบทเรียนจาก Lapakko (2015) ที่พบว่าความเข้าใจผิดนี้ยังแพร่หลายแม้ Mehrabian เองจะออกมาชี้แจงแล้ว ก่อนหยิบสถิติหรือ "กฎ" ที่ฟังดูเฉียบคมไปใช้สอน อ้างอิง หรือแชร์ต่อ ควรสละเวลาสืบว่างานวิจัยต้นฉบับศึกษาอะไรจริงๆ และมีเงื่อนไขจำกัดแค่ไหน

กรณีจำลอง: วิทยากรแก้สไลด์เทรนนิ่งก่อนขึ้นเวที

สมมติว่า "โค้ชแหวน" กำลังเตรียมสไลด์อบรม public speaking ให้พนักงานบริษัทหนึ่ง สไลด์หนึ่งหน้าเขียนไว้ว่า "การสื่อสารมาจากคำพูดแค่ 7% เท่านั้น เนื้อหาที่พูดไม่สำคัญเท่าท่าทางและน้ำเสียง" ซึ่งเป็นสไลด์ที่เธอใช้มาหลายปีโดยไม่เคยตรวจแหล่งที่มา จนวันหนึ่ง "ต่อ" ผู้เข้าอบรมที่เป็นนักวิจัยถามขึ้นมาว่าตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยชิ้นไหน และใช้ได้กับการนำเสนองานจริงหรือ

โค้ชแหวนกลับไปใช้กรอบใหม่ทบทวนสไลด์ของตัวเอง: แยก พบว่าสิ่งที่เธอสอนคือการนำเสนอ "เนื้อหา" งาน ไม่ใช่การสื่อสารความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบแบบที่ Mehrabian ศึกษา, คุม เธอยังคงเก็บคำแนะนำเรื่องน้ำเสียงและสีหน้าไว้ แต่ปรับให้อยู่ในหัวข้อ "เมื่อต้องสื่อสารความรู้สึกกับทีม" แทน, รักษา เธอเพิ่มเนื้อหาเรื่องการเลือกคำและโครงสร้างการพูดกลับเข้าไปในคอร์สให้เข้มข้นขึ้น และ ตรวจ เธอไปอ่านงานต้นฉบับของ Mehrabian & Wiener และคำชี้แจงของ Mehrabian เอง ก่อนแก้สไลด์ใหม่ทั้งหมด

ผลคือคอร์สรุ่นถัดไปของโค้ชแหวนไม่มีสไลด์ "7-38-55" อีกต่อไป แต่มีหัวข้อแยกชัดเจนระหว่าง "สื่อสารเนื้อหาให้แน่น" กับ "สื่อสารความรู้สึกให้สอดคล้อง" กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่คอร์สอบรมหรือบุคคลจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองเลี่ยงการอ้างว่า "คำพูดสำคัญแค่ 7%" ในการสื่อสารทั่วไปดูนะครับ ตามคำเตือนของ Lapakko (1997) ตัวเลขนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีสื่อสารความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบผ่านคำเดี่ยวๆ ที่ขัดแย้งกับน้ำเสียงหรือสีหน้าเท่านั้น 2. ใส่ใจความสอดคล้องระหว่างคำพูด น้ำเสียง และสีหน้าเมื่อสื่อสารความรู้สึก จากงานของ Mehrabian & Wiener (1967) และ Mehrabian & Ferris (1967) เมื่อทั้งสามช่องทางขัดแย้งกัน คนมักเชื่อน้ำเสียงและสีหน้ามากกว่าคำพูด โดยเฉพาะเมื่อกำลังสื่อสารเรื่องอารมณ์ความรู้สึก 3. ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเนื้อหาคำพูดในการนำเสนองานหรือบทความต่อไป ตามที่ Lapakko (1997) ย้ำ ภาษาและเนื้อหายังคงสำคัญมากในการสื่อสารข้อมูล ไม่ใช่แค่ 7% อย่างที่มักเข้าใจผิดกัน 4. ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนอ้างอิงสถิติที่ฟังดูน่าทึ่ง ตามบทเรียนจากกรณีนี้ สถิติที่ถูกอ้างอิงกันอย่างกว้างขวางไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป ควรตรวจสอบว่างานวิจัยต้นฉบับศึกษาอะไรจริงๆ ก่อนนำไปใช้ 5. ใช้ภาษากายและน้ำเสียงเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวแทนคำพูด ในสถานการณ์สื่อสารความรู้สึกที่มีความขัดแย้งระหว่างช่องทาง (เช่น พูดขอโทษด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม) อวัจนภาษามีน้ำหนักมากจริงตามหลักฐานของ Mehrabian แต่ในสถานการณ์ปกติที่ไม่มีความขัดแย้ง คำพูดยังคงเป็นพาหะหลักของเนื้อหาสาร

คำถามที่พบบ่อย

แล้วกฎ 7-38-55 ใช้ได้จริงในสถานการณ์ไหนบ้าง?
ตามคำชี้แจงของ Mehrabian เอง กฎนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อผู้สื่อสารกำลังพูดถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของตัวเอง (เช่น ชอบหรือไม่ชอบอะไร) และเฉพาะในสถานการณ์ที่คำพูด น้ำเสียง และสีหน้าขัดแย้งกันเท่านั้น ไม่ใช่กฎทั่วไปสำหรับการสื่อสารทุกประเภท
ทำไมความเข้าใจผิดนี้ถึงแพร่หลายนานขนาดนี้?
ตามที่ Lapakko (2015) วิเคราะห์ไว้ ตัวเลขที่ชัดเจนและจดจำง่ายอย่าง 7-38-55 มีความน่าสนใจในเชิงการตลาดและการฝึกอบรมมากกว่าคำอธิบายที่ซับซ้อนและมีเงื่อนไข ทำให้ถูกนำไปใช้ซ้ำๆ โดยไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียด
ถ้าไม่ใช่ 7-38-55 แล้วอวัจนภาษาสำคัญกับการสื่อสารแค่ไหนกันแน่?
ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ความสำคัญของอวัจนภาษาขึ้นอยู่กับบริบทมาก ในสถานการณ์สื่อสารอารมณ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างช่องทาง อวัจนภาษามีน้ำหนักมากตามที่ Mehrabian พบ แต่ในการสื่อสารเนื้อหาข้อมูลทั่วไป ภาษาและคำพูดยังคงมีบทบาทสำคัญมาก ตามที่ Lapakko (1997) เน้นย้ำไว้

แหล่งอ้างอิง

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้

งานทดลองภาคสนามจริงพบว่าแค่เตือนให้คิดถึงความถูกต้องก่อนแชร์ ก็ช่วยลดการแชร์ข่าวปลอมได้จริง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกหกแต่แค่ไม่ทันคิด ส่วนแนวคิด 'วัคซีนทางความคิด' ก็ช่วยสร้างภูมิต้านทานข่าวลวงได้ผลในหลายประเทศ

อ่าน 24 นาที
97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด

ความร่วมมือวิจัยครั้งใหญ่ระหว่าง Meta กับนักวิชาการอิสระพบว่าข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ถึง 97% ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่เมื่อทดลองปิดอัลกอริทึมหรือตัดเนื้อหาที่ถูกแชร์ต่อออกจากฟีดของคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่พบว่าเปลี่ยนขั้วการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

อ่าน 19 นาที
บทสนทนาที่คุณคุยจบไปเมื่อวาน แทบไม่มีทางจบตรงเวลาที่คุณอยากจบจริงๆ งานวิจัย PNAS เผยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการคุยกัน
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

บทสนทนาที่คุณคุยจบไปเมื่อวาน แทบไม่มีทางจบตรงเวลาที่คุณอยากจบจริงๆ งานวิจัย PNAS เผยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการคุยกัน

งานวิจัยวิเคราะห์บทสนทนาจริงหลายร้อยบทพบว่ามีเพียง 1.59% เท่านั้นที่จบลงตรงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายอยากให้จบจริงๆ ขณะที่อีกงานวิจัยพบว่าผู้ฟังใช้ท่าทางมือของผู้พูดทำนายคำที่กำลังจะพูดได้ก่อนได้ยินคำนั้นด้วยซ้ำ เผยกลไกที่ซับซ้อนกว่าที่คิดเบื้องหลังบทสนทนาธรรมดาๆ

อ่าน 12 นาที
87% ของโพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพพูดถึงแต่ข้อดี มีแค่ 15% ที่พูดถึงอันตราย งานวิจัยเผยเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

87% ของโพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพพูดถึงแต่ข้อดี มีแค่ 15% ที่พูดถึงอันตราย งานวิจัยเผยเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ

งานวิจัยวิเคราะห์โพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพเกือบ 1,000 โพสต์พบว่า 87% พูดถึงแต่ข้อดี มีเพียง 15% ที่พูดถึงอันตราย และ 68% มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเงินที่ไม่เปิดเผยชัดเจน ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับให้ความน่าเชื่อถือกับคนทั่วไปเกือบเท่าผู้เชี่ยวชาญ

อ่าน 16 นาที