ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การงานและอาชีพ

Job Crafting: เมื่อพนักงานออกแบบงานตัวเองใหม่ โดยไม่ต้องรอให้หัวหน้าเปลี่ยนตำแหน่งให้

หลายคนคิดว่าการมีความหมายในงานต้องมาจากการได้เลื่อนตำแหน่งหรือเปลี่ยนงานใหม่เท่านั้น แต่งานวิจัยทางจิตวิทยาองค์กรตั้งแต่ปี 2001 เสนอแนวคิดที่ต่างออกไป นั่นคือพนักงานสามารถ "ออกแบบงานของตัวเองใหม่" ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งหรือรอให้องค์กรอนุมัติ แนวคิดนี้เรียกว่า "job crafting" และมีหลักฐานสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพนักงานที่ทำแบบนี้ มักมีความผูกพันกับงานและความพึงพอใจสูงกว่าคนอื่น

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
Job Crafting: เมื่อพนักงานออกแบบงานตัวเองใหม่ โดยไม่ต้องรอให้หัวหน้าเปลี่ยนตำแหน่งให้

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Wrzesniewski & Dutton (2001, *Academy of Management Review*) บัญญัติคำว่า "job crafting" หมายถึงการที่พนักงานเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานด้วยตัวเอง ทั้งด้านภาระงาน (task) ความสัมพันธ์ (relational) และมุมมองทางความคิด (cognitive) เพื่อเปลี่ยนความหมายและอัตลักษณ์ที่มีต่องานนั้น
  • Bruning & Campion (2018, *Academy of Management Journal*) เสนอกรอบทฤษฎีที่บูรณาการมุมมองด้าน "บทบาท" กับ "ทรัพยากรงาน" เข้าด้วยกัน แบ่งการ crafting เป็นแบบ "เข้าหา" (approach) ที่มุ่งเพิ่มสิ่งดี กับแบบ "หลีกเลี่ยง" (avoidance) ที่มุ่งลดสิ่งไม่ดี ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานต่างกัน
  • Rudolph, Katz, Lavigne & Zacher (2017, *Journal of Vocational Behavior*) วิเคราะห์อภิมานจาก 122 กลุ่มตัวอย่าง คนทำงานรวม 35,670 คน พบว่า job crafting สัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในงาน ความผูกพันกับงาน และผลการปฏิบัติงาน และสัมพันธ์ทางลบกับภาวะหมดไฟ
  • Tims, Bakker & Derks (2012, *Journal of Vocational Behavior*) พัฒนามาตรวัด Job Crafting Scale ที่แบ่งพฤติกรรมออกเป็น 4 มิติ ได้แก่ การเพิ่มทรัพยากรทางสังคม การเพิ่มทรัพยากรเชิงโครงสร้าง การเพิ่มภาระงานที่ท้าทาย และการลดภาระงานที่เป็นอุปสรรค
  • Petrou, Demerouti, Peeters, Schaufeli & Hetland (2012, *Journal of Organizational Behavior*) ติดตามพนักงานด้วยไดอารี่รายวัน 5 วัน พบว่า job crafting แปรผันได้แม้ในระดับวันต่อวัน ไม่ใช่แค่ลักษณะนิสัยถาวร และสัมพันธ์กับความผูกพันในการทำงานของวันนั้นๆ
  • กรอบ ขอ–ท้า–ตัด–มอง สังเคราะห์สี่มิติของ job crafting เป็นขั้นตอนออกแบบงานตัวเองใหม่ที่เริ่มทำได้เองตั้งแต่วันนี้

Job Crafting คืออะไร: จุดกำเนิดจาก Wrzesniewski & Dutton

Amy Wrzesniewski และ Jane Dutton ตีพิมพ์งานวิจัยเชิงทฤษฎีชื่อ "Crafting a Job: Revisioning Employees as Active Crafters of Their Work" ใน *Academy of Management Review* ปี 2001 (เล่ม 26 ฉบับ 2 หน้า 179-201) เสนอมุมมองใหม่ว่าพนักงานไม่ใช่แค่ผู้รับงานที่ถูกออกแบบมาจากบนลงล่างโดยองค์กรเพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถเป็น "ผู้ออกแบบงานด้วยตัวเอง" ได้เช่นกัน

ทฤษฎีนี้แบ่ง job crafting ออกเป็นสามมิติ คือ task crafting (การเปลี่ยนจำนวน ขอบเขต หรือลักษณะของงานที่ทำ เช่น รับงานเพิ่มที่ตัวเองสนใจ หรือปรับวิธีทำงานให้เหมาะกับตัวเอง) relational crafting (การเปลี่ยนแปลงคุณภาพหรือปริมาณปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในที่ทำงาน) และ cognitive crafting (การเปลี่ยนมุมมองทางความคิดที่มีต่องาน เช่น มองว่างานของตัวเองมีความหมายอย่างไรต่อภาพรวมใหญ่กว่า) ผู้เขียนเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งสามมิตินี้ ส่งผลต่อความหมายและอัตลักษณ์ในการทำงานของพนักงานแต่ละคน แม้ว่าลักษณะงานอย่างเป็นทางการจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ตาม

สอง posture ของการ crafting: เข้าหา vs หลีกเลี่ยง

Patrick Bruning และ Michael Campion ขยายและบูรณาการทฤษฎีนี้ในงานวิจัยชื่อ "A Role–Resource Approach–Avoidance Model of Job Crafting: A Multimethod Integration and Extension of Job Crafting Theory" ตีพิมพ์ใน *Academy of Management Journal* ปี 2018 (เล่ม 61 หน้า 499-522) ด้วยการวิจัยแบบผสมวิธีสองการศึกษา ทั้งเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์พนักงานและเชิงปริมาณเพื่อทดสอบโมเดล

งานนี้เสนอกรอบที่รวมมุมมองด้าน "บทบาท" (role-based) กับมุมมองด้าน "ทรัพยากรงาน" (resource-based) ของ job crafting ที่เคยถูกศึกษาแยกจากกันในงานวิจัยก่อนหน้า เข้าเป็นกรอบเดียว และเสนอมิติใหม่ที่สำคัญคือการแบ่งพฤติกรรม crafting เป็นแบบ "เข้าหา" (approach) ที่มุ่งเพิ่มสิ่งดีให้กับงาน กับแบบ "หลีกเลี่ยง" (avoidance) ที่มุ่งลดสิ่งที่ไม่ดีออกจากงาน ทั้งสอง posture นี้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในทิศทางที่ต่างกัน โดย approach crafting มักสัมพันธ์กับผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ avoidance crafting มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าและขึ้นกับบริบท

หลักฐานสะสมขนาดใหญ่: เมตาอนาไลซิสจากคนทำงานกว่า 35,000 คน

Cort Rudolph, Ian Katz, Kristi Lavigne และ Hannes Zacher สังเคราะห์หลักฐานทั้งหมดในงานวิเคราะห์อภิมานชื่อ "Job Crafting: A Meta-Analysis of Relationships with Individual Differences, Job Characteristics, and Work Outcomes" ตีพิมพ์ใน *Journal of Vocational Behavior* ปี 2017 (เล่ม 102 หน้า 112-138) โดยรวบรวมข้อมูลจาก 122 กลุ่มตัวอย่างอิสระ ครอบคลุมคนทำงานรวม 35,670 คน ถือเป็นเมตาอนาไลซิสที่ใหญ่ที่สุดในหัวข้อนี้จนถึงขณะนั้น

ผลพบว่า job crafting โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางถึงแข็งแรงกับตัวแปรผลลัพธ์เชิงบวกแทบทุกตัว ทั้งความพึงพอใจในงาน ความผูกพันกับงาน (work engagement) และผลการปฏิบัติงาน (task performance) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน (burnout) และอารมณ์ทางลบ ยกเว้นความสัมพันธ์กับลักษณะบุคลิกภาพแบบ neuroticism ที่ไม่ชัดเจนนัก งานนี้ยังพบว่ามิติต่างๆ ของ job crafting (การเพิ่มทรัพยากรทางสังคม การเพิ่มทรัพยากรเชิงโครงสร้าง การเพิ่มภาระงานที่ท้าทาย และการลดภาระงานที่เป็นอุปสรรค) ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญกับผลลัพธ์เหล่านี้ในทิศทางที่สอดคล้องกัน

สี่มิติที่วัดได้จริง: จากทฤษฎีสู่เครื่องมือ

Maria Tims, Arnold Bakker และ Daantje Derks พัฒนาเครื่องมือวัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยชื่อ "Development and Validation of the Job Crafting Scale" ตีพิมพ์ใน *Journal of Vocational Behavior* ปี 2012 (เล่ม 80 ฉบับ 1 หน้า 173-186) โดยพัฒนาและตรวจสอบความตรงของมาตรวัดผ่านสามการศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ กลุ่มตัวอย่างรวม 1,181 คน

ผลการวิเคราะห์พบว่า job crafting วัดได้อย่างน่าเชื่อถือด้วยมาตรวัด 21 ข้อ ครอบคลุมสี่มิติที่แยกจากกันได้ชัดเจน ได้แก่ การเพิ่มทรัพยากรทางสังคม (เช่น ขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากหัวหน้า/เพื่อนร่วมงานมากขึ้น) การเพิ่มทรัพยากรเชิงโครงสร้าง (เช่น พัฒนาทักษะใหม่เพื่อรับมือกับงาน) การเพิ่มภาระงานที่ท้าทาย (เช่น ขอรับผิดชอบโครงการใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม) และการลดภาระงานที่เป็นอุปสรรค (เช่น ลดงานที่สร้างภาระทางอารมณ์หรือจิตใจโดยไม่จำเป็น) เครื่องมือนี้กลายเป็นมาตรวัดมาตรฐานที่งานวิจัย job crafting จำนวนมากในเวลาต่อมานำไปใช้อ้างอิง

ไม่ใช่แค่ลักษณะนิสัยถาวร: หลักฐานจากไดอารี่รายวัน

Paraskevas Petrou, Evangelia Demerouti, Maria Peeters, Wilmar Schaufeli และ Jørn Hetland ตั้งคำถามว่า job crafting เป็นแค่ลักษณะนิสัยที่คงที่ของแต่ละคน หรือแปรผันไปตามสถานการณ์ในแต่ละวันได้ ในงานวิจัยชื่อ "Crafting a Job on a Daily Basis: Contextual Correlates and the Link to Work Engagement" ตีพิมพ์ใน *Journal of Organizational Behavior* ปี 2012 (เล่ม 33 ฉบับ 8 หน้า 1120-1141) โดยให้พนักงานจากหลายองค์กรกรอกแบบสอบถามไดอารี่ติดต่อกัน 5 วันทำงาน

ผลพบว่า job crafting ไม่ใช่แค่ลักษณะนิสัยถาวรของแต่ละคนเท่านั้น แต่แปรผันได้ในระดับวันต่อวันตามบริบทของงานในวันนั้น เช่น ปริมาณภาระงานและทรัพยากรที่มีในวันนั้น และพฤติกรรม crafting ในวันไหนที่เกิดขึ้นมากกว่า ก็สัมพันธ์กับความผูกพันในการทำงาน (work engagement) ที่สูงขึ้นในวันนั้นด้วย งานนี้สำคัญเพราะชี้ว่า job crafting เป็นพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น ไม่ใช่คุณลักษณะตายตัวที่เปลี่ยนแปลงยาก ซึ่งเปิดโอกาสให้การแทรกแซงหรือส่งเสริมพฤติกรรมนี้ในองค์กรทำได้จริง

กรอบขอ–ท้า–ตัด–มอง

สี่มิติของ Tims, Bakker & Derks เป็นเครื่องมือวัดที่ทรงพลัง แต่พอต้องเริ่มออกแบบงานตัวเองใหม่จริง หลายคนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เราสังเคราะห์เป็นลำดับขั้นตอนเดียว ขอ–ท้า–ตัด–มอง ที่ร้อยงานวิจัยของ Wrzesniewski & Dutton, Bruning & Campion และ Tims และคณะเข้าด้วยกันเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบจำลองที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการแยกต่างหาก

1. ขอ — ขอทรัพยากรและความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น

ตามมิติ "การเพิ่มทรัพยากรทางสังคมและเชิงโครงสร้าง" ของ Tims, Bakker & Derks (2012) ลองขอคำแนะนำจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานมากขึ้น หรือขอโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ที่ช่วยรับมือกับงานได้ดีขึ้น

2. ท้า — ขอรับผิดชอบงานที่ท้าทายกว่าเดิม

ตามมิติ "การเพิ่มภาระงานที่ท้าทาย" ของ Tims และคณะ (2012) และแนวคิด approach crafting ของ Bruning & Campion (2018) ที่พบว่ามักให้ผลลัพธ์เชิงบวกชัดเจนกว่าการ crafting แบบหลีกเลี่ยงเพียงอย่างเดียว

3. ตัด — ลดงานที่เป็นภาระทางใจโดยไม่จำเป็นออก

ตามมิติ "การลดภาระงานที่เป็นอุปสรรค" ของ Tims และคณะ (2012) มองหางานที่สร้างความเหนื่อยล้าทางอารมณ์โดยไม่ได้เพิ่มคุณค่าอะไรจริงๆ แล้วหาทางลดหรือมอบหมายส่วนนั้นออกไป

4. มอง — มองความหมายของงานใหม่ให้เชื่อมกับภาพใหญ่กว่า

ตามมิติ cognitive crafting ของ Wrzesniewski & Dutton (2001) ลองถามตัวเองว่างานที่ทำอยู่ส่งผลต่อภาพรวมที่ใหญ่กว่าอย่างไร และปรับตามความเป็นจริงของแต่ละวันตามที่ Petrou และคณะ (2012) พบว่า job crafting แปรผันได้ตามภาระงานในแต่ละวัน ไม่ต้องคาดหวังผลลัพธ์คงที่ทุกวัน

ลำดับนี้ไม่ต้องทำครบทุกขั้นพร้อมกัน เริ่มจากมิติที่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดก็เพียงพอ

กรณีจำลอง: พนักงานที่รู้สึกจำเจกับงานประจำ

ลองนึกถึง "ต้อม" พนักงานบัญชีที่ทำงานตำแหน่งเดิมมาห้าปี รู้สึกว่างานเริ่มจำเจและไม่มีความหมาย ทั้งที่ยังไม่มีตำแหน่งใหม่ให้เลื่อนขึ้นในช่วงนี้

ต้อมลองใช้กรอบนี้แทนการรอเปลี่ยนงาน เขา ขอ เรียนรู้การใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลใหม่จากทีมไอทีที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เพื่อเพิ่มทักษะให้ตัวเอง จากนั้น ท้า อาสาเป็นคนดูแลรายงานสรุปงบประมาณประจำไตรมาสที่ไม่เคยมีใครอยากรับผิดชอบ เพราะรู้สึกว่าเป็นงานที่ท้าทายและได้เห็นภาพรวมบริษัทมากขึ้น ต่อมา ตัด เขาขอให้ลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำๆ ที่ไม่จำเป็นบางส่วนออก โดยเสนอให้ใช้ระบบอัตโนมัติแทน สุดท้าย มอง เขาเริ่มมองงานบัญชีของตัวเองใหม่ว่าเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่แค่งานคีย์ตัวเลขซ้ำซากตามหน้าที่

หลังทำแบบนี้ได้สองเดือน ต้อมรู้สึกว่างานเดิมของเขามีความหมายมากขึ้น แม้ตำแหน่งและเงินเดือนจะยังเท่าเดิมก็ตาม กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่คนจริงหรือบริษัทจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองเริ่มจากมิติเล็กๆ ที่ควบคุมได้ก่อนดูครับ ตามกรอบของ Wrzesniewski & Dutton (2001) ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนงานทั้งหมด แค่ปรับวิธีทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน หรือมุมมองที่มีต่องานเพียงเล็กน้อยก็เริ่มสร้างความหมายใหม่ได้แล้ว 2. ลองเลือกเพิ่มสิ่งดี มากกว่าแค่ลดสิ่งไม่ดีดูครับ จากงานของ Bruning & Campion (2018) การ crafting แบบเข้าหา (เพิ่มทรัพยากรหรือความท้าทายที่มีความหมาย) มักให้ผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจนกว่าการ crafting แบบหลีกเลี่ยงเพียงอย่างเดียว 3. ลองใช้สี่มิติของ Tims, Bakker & Derks (2012) เป็นเช็กลิสต์ดูครับ ลองถามตัวเองว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครเพิ่มได้ไหม จะพัฒนาทักษะอะไรเพิ่มได้บ้าง มีงานท้าทายอะไรที่อยากขอรับผิดชอบเพิ่ม และมีงานอะไรที่เป็นภาระทางใจที่น่าจะลดลงได้ 4. ไม่จำเป็นต้องคาดหวังผลลัพธ์ที่คงที่ทุกวันก็ได้ครับ จากงานของ Petrou และคณะ (2012) job crafting แปรผันได้ตามภาระงานและทรัพยากรในแต่ละวัน วันที่ภาระงานหนักมากอาจ craft ได้น้อยกว่าวันปกติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ความล้มเหลว 5. ในฐานะหัวหน้างาน อาจลองเปิดพื้นที่ให้ลูกทีม craft งานได้บ้างดูครับ จากหลักฐานเมตาอนาไลซิสของ Rudolph และคณะ (2017) การเปิดโอกาสให้พนักงานปรับแต่งงานด้วยตัวเองในขอบเขตที่เหมาะสม สัมพันธ์กับความผูกพันและผลการปฏิบัติงานที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ทำตามคำสั่งอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

Job Crafting ต่างจากการขอเปลี่ยนตำแหน่งหรือการออกแบบงานใหม่โดยองค์กร (job design) อย่างไร?
ต่างกันที่ผู้ริเริ่ม job design แบบดั้งเดิมเป็นการออกแบบงานจากบนลงล่างโดยองค์กร ส่วน job crafting ตามที่ Wrzesniewski & Dutton (2001) นิยามไว้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พนักงานริเริ่มด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติหรือเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากองค์กรก่อน
ทำพร้อมกันทุกมิติดีกว่าไหม หรือควรเลือกทำแค่บางมิติ?
งานวิจัยไม่ได้ชี้ชัดว่าต้องทำครบทุกมิติพร้อมกัน จากงานของ Tims, Bakker & Derks (2012) แต่ละมิติ (ทรัพยากรทางสังคม ทรัพยากรเชิงโครงสร้าง ภาระงานท้าทาย และการลดภาระงานที่เป็นอุปสรรค) ต่างก็มีประโยชน์ในตัวเอง การเริ่มจากมิติที่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองมากที่สุดน่าจะเหมาะสมกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน
Job Crafting ได้ผลกับทุกอาชีพเท่ากันไหม?
เมตาอนาไลซิสของ Rudolph และคณะ (2017) พบความสัมพันธ์เชิงบวกโดยรวมในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย แต่ความแข็งแรงของความสัมพันธ์อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะงานและระดับอิสระที่แต่ละอาชีพมีในการปรับเปลี่ยนงานของตัวเอง งานที่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมากอาจมีพื้นที่ให้ craft ได้น้อยกว่างานที่มีความยืดหยุ่นสูง

แหล่งอ้างอิง

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป
การงานและอาชีพ

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป

การทดลองผ่านอัลกอริทึมของ LinkedIn กับคนกว่า 20 ล้านคนยืนยันว่า 'คนรู้จักห่างๆ' ช่วยให้ได้งานใหม่จริงตามทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 แต่ความสัมพันธ์เป็นรูปตัว U คว่ำ คือห่างเกินไปกลับให้ผลลดลง ไม่ใช่ยิ่งห่างยิ่งดีเสมอไป

อ่าน 18 นาที
พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"
การงานและอาชีพ

พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"

งานวิเคราะห์คนกว่า 2,300 คนพบว่าการพักสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาทีระหว่างวันช่วยลดความล้าและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้จริง แต่ผลต่อประสิทธิภาพงานโดยรวมยังไม่ชัดเจนเท่า เพราะไม่ใช่ทุกกิจกรรมพักที่ช่วยให้พลังงานกลับมาเท่าเดิมได้จริง

อ่าน 14 นาที
ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"
การงานและอาชีพ

ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"

งานวิจัยพบว่านโยบายบริษัทที่ห้ามติดต่องานนอกเวลาแทบไม่ช่วยลดความรู้สึกต้องพร้อมตอบตลอดเวลา (telepressure) เลย เพราะสิ่งที่ทำนายได้จริงคือความคาดหวังแบบไม่เป็นทางการจากเพื่อนร่วมงาน ขณะที่การทดลองบล็อกอินเทอร์เน็ตบนมือถือ 2 สัปดาห์กลับช่วยให้สมาธิและสุขภาพจิตดีขึ้นจริง

อ่าน 14 นาที
ChatGPT ทำให้ทำงานเร็วขึ้น 40% จริงไหม งานวิจัยจาก Science และ PNAS เผยคำตอบที่ซับซ้อนกว่าพาดหัวข่าว
การงานและอาชีพ

ChatGPT ทำให้ทำงานเร็วขึ้น 40% จริงไหม งานวิจัยจาก Science และ PNAS เผยคำตอบที่ซับซ้อนกว่าพาดหัวข่าว

งานทดลองตั้งแต่มืออาชีพด้านการเขียน โปรแกรมเมอร์ ไปจนถึงที่ปรึกษาธุรกิจพบว่า Generative AI ช่วยให้งานบางประเภทเร็วและดีขึ้น แต่ในงานที่อยู่นอกขอบเขตความสามารถของ AI ผลลัพธ์อาจแย่ลงได้

อ่าน 22 นาที