ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การเงินส่วนบุคคล

ทำไมนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่แพ้ตลาด ทั้งที่แค่ถือกองทุนดัชนีเฉยๆ ก็ชนะได้

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนที่ตั้งใจศึกษาหุ้น ติดตามข่าวสารทุกวัน ซื้อๆ ขายๆ อย่างขยันขันแข็ง ถึงมักได้ผลตอบแทนแย่กว่าคนที่แค่ซื้อกองทุนดัชนีแล้วถือเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย — คำตอบสั้นๆ จากงานวิจัยด้านการเงินเชิงพฤติกรรมคือ ยิ่งซื้อขายบ่อยเท่าไหร่ มักยิ่งแพ้ตลาดมากขึ้นเท่านั้น เพราะแรงขับเบื้องหลังการซื้อขายบ่อยมักเป็นความมั่นใจเกินจริง ไม่ใช่ข้อมูลที่เหนือกว่าจริงๆ ในขณะที่ต้นทุนของการซื้อขายและการบริหารเชิงรุกกัดกินผลตอบแทนไปเรื่อยๆ จนกองทุนบริหารเชิงรุกส่วนใหญ่แพ้ดัชนีอ้างอิงของตัวเองในระยะยาว

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไมนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่แพ้ตลาด ทั้งที่แค่ถือกองทุนดัชนีเฉยๆ ก็ชนะได้

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • งานวิจัยของ Barber & Odean (2000) ที่ตรวจสอบบัญชีนักลงทุนรายย่อยกว่า 66,465 ครัวเรือนที่บริษัทหลักทรัพย์ discount broker แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ช่วงปี 1991-1996 พบว่ากลุ่มที่ซื้อขายบ่อยที่สุดได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยต่อปีต่ำกว่าตลาดอย่างชัดเจน
  • ความมั่นใจเกินจริง (overconfidence) เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการซื้อขายบ่อยเกินความจำเป็น งานวิจัย "Boys Will Be Boys" (Barber & Odean, 2001) ใช้ความแตกต่างทางเพศเป็นตัวแทนของระดับความมั่นใจ พบว่ากลุ่มที่ซื้อขายบ่อยกว่าได้ผลตอบแทนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • ข้อมูล SPIVA Scorecard ของ S&P Dow Jones Indices ซึ่งติดตามผลงานกองทุนบริหารเชิงรุกเทียบกับดัชนีอ้างอิงมาต่อเนื่องหลายปี พบรูปแบบซ้ำๆ ว่า สัดส่วนกองทุนที่แพ้ดัชนีมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวัดผลในช่วงเวลาที่ยาวขึ้น แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะต่างกันไปในแต่ละปีและแต่ละหมวดกองทุน
  • ทางคณิตศาสตร์ ก่อนหักค่าใช้จ่าย ผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินลงทุนเชิงรุกทั้งระบบต้องเท่ากับผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินลงทุนแบบดัชนีทั้งระบบ (เพราะรวมกันคือตลาดทั้งหมด) ดังนั้นเมื่อหักค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าออกไป กองทุนเชิงรุกโดยเฉลี่ยจึงแพ้กองทุนดัชนีเป็นกลุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้
  • นี่คือรูปแบบพฤติกรรมที่งานวิจัยพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกลุ่มนักลงทุนจำนวนมาก ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลให้ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง
  • กรอบ ถาม–นับ–ทน–นิ่ง สังเคราะห์วิธีรับมือกับแรงจูงใจในการซื้อขายบ่อยให้เป็นขั้นตอน: ถามหาข้อมูลจริงก่อนซื้อขาย นับต้นทุนที่แท้จริง ทนไม่ไล่ตามผลตอบแทนอดีต แล้วนิ่งถือพอร์ตระยะยาว

คำชี้แจง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านการเงินเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ

ยิ่งซื้อขายบ่อย ยิ่งแพ้ตลาด: หลักฐานจาก Barber & Odean

Brad Barber และ Terrance Odean สองนักวิชาการด้านการเงิน ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "Trading Is Hazardous to Your Wealth" ใน *The Journal of Finance* ปี 2000 โดยตรวจสอบข้อมูลบัญชีจริงของครัวเรือน 66,465 บัญชี ที่บริษัทหลักทรัพย์แบบ discount broker แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ช่วงปี 1991-1996 — ข้อควรระวังคือนี่คือข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเฉพาะกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ข้อมูลนักลงทุนทุกคนทั่วโลกทุกยุคสมัย แต่ขนาดตัวอย่างและความละเอียดของข้อมูลทำให้งานวิจัยนี้ถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางในวงการการเงินเชิงพฤติกรรม

ผลลัพธ์ที่พบคือ ครัวเรือนโดยเฉลี่ยหมุนเวียนซื้อขายพอร์ตหุ้นของตัวเองราว 75% ต่อปี และกลุ่มที่ซื้อขายบ่อยที่สุด (quintile บนสุด) ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยราว 11.4% ต่อปี ในขณะที่ตลาดโดยรวมในช่วงเวลาเดียวกันให้ผลตอบแทนราว 17.9% ต่อปี ส่วนครัวเรือนโดยเฉลี่ยทั้งหมดได้ผลตอบแทนราว 16.4% ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงตลาดมากกว่าแต่ก็ยังต่ำกว่าเล็กน้อย ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขเหล่านี้ แต่เป็นข้อสรุปของงานวิจัยที่ว่า ความมั่นใจเกินจริง (overconfidence) คือคำอธิบายหลักว่าทำไมคนกลุ่มนี้ถึงซื้อขายบ่อยทั้งที่มันฉุดผลตอบแทนของตัวเองลง

ความมั่นใจเกินจริงและพฤติกรรมที่ฉุดผลตอบแทนนักลงทุน

Barber และ Odean ต่อยอดงานวิจัยชิ้นนี้ด้วยการศึกษาชื่อ "Boys Will Be Boys: Gender, Overconfidence, and Common Stock Investment" ตีพิมพ์ใน *The Quarterly Journal of Economics* ปี 2001 โดยใช้หลักฐานทางจิตวิทยาที่บ่งชี้ว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยมักมั่นใจในตัวเองสูงกว่าผู้หญิงในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน มาทดสอบกับข้อมูลบัญชีนักลงทุนจริงในช่วงเดียวกัน ผลที่พบคือผู้ชายซื้อขายบ่อยกว่าผู้หญิงราว 45% และได้ผลตอบแทนสุทธิเทียบกับพอร์ตตั้งต้นของตัวเองต่ำกว่าผู้หญิงราว 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนกลุ่มโสด ความต่างยิ่งชัดขึ้น คือผู้ชายโสดซื้อขายบ่อยกว่าผู้หญิงโสดถึง 67% และได้ผลตอบแทนต่ำกว่าราว 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี — ตรงนี้ควรย้ำว่างานวิจัยไม่ได้สรุปว่า "ผู้ชายลงทุนแย่กว่าผู้หญิง" แบบเหมารวม แต่ใช้ความแตกต่างทางเพศเป็นเครื่องมือวัดผลของความมั่นใจเกินจริงที่มีต่อพฤติกรรมการซื้อขาย

นอกจากความมั่นใจเกินจริงแล้ว Barber และ Odean ยังสรุปในงานทบทวนวรรณกรรมของตัวเอง (The Behavior of Individual Investors) ว่านักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มขายหุ้นที่กำลังได้กำไรเร็วเกินไป แต่ถือหุ้นที่ขาดทุนไว้นานเกินไป ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า disposition effect และมักไล่ตามกองทุน/หุ้นที่เพิ่งทำผลตอบแทนดีในอดีต ทั้งที่ผลงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลงานในอนาคต พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำให้ผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนรายย่อยแย่กว่าที่ควรจะเป็น หากเทียบกับการถือพอร์ตแบบไม่ยุ่งเกี่ยวบ่อย

กองทุนบริหารเชิงรุกส่วนใหญ่ก็แพ้ดัชนีเหมือนกัน: หลักฐานจาก SPIVA

ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักลงทุนรายย่อยที่ซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง แม้แต่กองทุนรวมที่บริหารโดยมืออาชีพแบบเชิงรุก (active fund) ก็เจอปัญหาคล้ายกัน S&P Dow Jones Indices เผยแพร่รายงานชื่อ SPIVA (S&P Indices Versus Active) เป็นประจำต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อเทียบผลงานกองทุนบริหารเชิงรุกในแต่ละหมวดกับดัชนีอ้างอิงของหมวดนั้นๆ

ในรายงานฉบับสิ้นปี 2024 พบว่าเมื่อวัดผลในช่วง 15 ปีถึงสิ้นปี 2024 ไม่มีหมวดกองทุนหุ้นสหรัฐฯ แม้แต่หมวดเดียว (จากทั้งหมด 22 หมวด) ที่กองทุนเชิงรุกส่วนใหญ่เอาชนะดัชนีอ้างอิงของตัวเองได้ ส่วนในช่วง 10 ปี กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (large-cap) ราว 84.3% แพ้ดัชนีอ้างอิง และหมวดอื่นๆ อย่างหุ้นขนาดกลาง หุ้นขนาดเล็ก หุ้นต่างประเทศ และตลาดเกิดใหม่ ก็มีสัดส่วนแพ้ดัชนีอยู่ในช่วงราว 77-87% เช่นกัน ข้อสังเกตสำคัญคือตัวเลขในระยะสั้น (เช่น ปีเดียว) มักผันผวนกว่านี้มาก บางปีบางหมวดกองทุนเชิงรุกก็ทำได้ดีกว่าดัชนีในสัดส่วนที่สูงขึ้น แต่รูปแบบที่ปรากฏซ้ำๆ ในรายงาน SPIVA มาหลายปีคือ สัดส่วนกองทุนที่แพ้ดัชนีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อวัดผลในช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และรายงานชุด SPIVA Persistence Scorecard ก็ยังพบว่ากองทุนที่เคยติดอันดับผลงานดีในช่วงหนึ่ง มักไม่สามารถรักษาอันดับนั้นไว้ได้ในช่วงถัดไป

ทำไมถือกองทุนดัชนีเฉยๆ ถึงชนะกลยุทธ์ active ได้ในระยะยาว

คำอธิบายเชิงกลไกที่เข้าใจง่ายและตรงประเด็นที่สุดมาจาก William Sharpe นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ในบทความ "The Arithmetic of Active Management" ตีพิมพ์ปี 1991 ข้อโต้แย้งหลักคือ ก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าเงินลงทุนของกลุ่ม "นักลงทุนเชิงรุกทั้งหมดรวมกัน" ต้องเท่ากับผลตอบแทนเฉลี่ยของกลุ่ม "นักลงทุนแบบพาสซีฟทั้งหมดรวมกัน" เสมอ เพราะทั้งสองกลุ่มรวมกันก็คือตลาดทั้งหมดนั่นเอง จะแบ่งเป็นสองกลุ่มอย่างไร ผลตอบแทนก่อนหักต้นทุนของแต่ละกลุ่มก็ยังต้องเท่ากับผลตอบแทนตลาดโดยเฉลี่ย

ประเด็นคือ การบริหารเชิงรุกมีต้นทุนสูงกว่าการลงทุนแบบดัชนีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมบริหารกองทุน ค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อขายบ่อย หรือภาษีที่เกิดจากการหมุนเวียนพอร์ตสูง เมื่อหักต้นทุนเหล่านี้ออกแล้ว ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยของกลุ่มเชิงรุกจึงต้องต่ำกว่ากลุ่มพาสซีฟโดยเลี่ยงไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่เพราะผู้จัดการกองทุนเชิงรุกไม่เก่ง แต่เพราะโครงสร้างต้นทุนของวิธีเชิงรุกสูงกว่า และอย่างที่เห็นจากงานวิจัยของ Barber และ Odean การซื้อขายบ่อยของนักลงทุนรายย่อยเองก็สร้างต้นทุนแฝงในลักษณะเดียวกัน — นี่คือเหตุผลที่การถือกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำและกระจายความเสี่ยงกว้างๆ แบบไม่ต้องพยายามเลือกหุ้นหรือจับจังหวะตลาด กลับเป็นกลยุทธ์ที่งานวิจัยพบว่าเอาชนะความพยายามแบบเชิงรุกของคนส่วนใหญ่ได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

กรอบถาม–นับ–ทน–นิ่ง

เพื่อให้เอาข้อค้นพบเรื่องพฤติกรรมนักลงทุนมาใช้เป็นขั้นตอนเช็กก่อนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราสังเคราะห์เป็นกรอบ ถาม–นับ–ทน–นิ่ง กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่สูตรการลงทุนที่ผ่านการทดสอบแยกต่างหาก

1. ถาม — ถามตัวเองก่อนซื้อขายทุกครั้งว่ามีข้อมูลใหม่อะไรที่คนอื่นในตลาดยังไม่รู้

ถ้าตอบไม่ได้ชัดเจน สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนการตัดสินใจอาจเป็นความมั่นใจเกินจริงหรือปฏิกิริยาทางอารมณ์ระยะสั้น มากกว่าเหตุผลที่หนักแน่นจริง

2. นับ — นับต้นทุนรวมของการซื้อขายให้ชัดก่อนตัดสินใจ

ค่าคอมมิชชั่น สเปรด และภาษีจากการซื้อขายบ่อย เป็นปัจจัยเดียวที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้แน่นอน ในขณะที่ผลตอบแทนในอนาคตคาดเดาไม่ได้แน่นอน

3. ทน — ทนไม่ไล่ตามผลตอบแทนหรือกระแสที่เพิ่งทำผลงานดีในอดีต

กองทุนหรือสินทรัพย์ที่เพิ่งทำผลงานได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้รับประกันว่าจะทำผลงานดีต่อไปในอนาคต ตามรูปแบบที่พบซ้ำในข้อมูล persistence ของผลงานการลงทุน

4. นิ่ง — นิ่งถือพอร์ตกระจายความเสี่ยงในระยะยาวแทนการพยายามจับจังหวะ

ให้น้ำหนักกับความสม่ำเสมอระยะยาวมากกว่าการพยายามเข้าออกตลาดหรือเลือกหุ้นให้ถูกทุกครั้ง เพราะความพยายามแบบหลังมักมาพร้อมต้นทุนและความเสี่ยงจากอคติทางพฤติกรรมที่สูงกว่าประโยชน์ที่ได้

ลำดับนี้ใช้เช็กได้ทุกครั้งก่อนกดซื้อขาย ยิ่งผ่านครบทั้งสี่ขั้น ยิ่งมั่นใจได้ว่าการตัดสินใจมาจากเหตุผล ไม่ใช่ความมั่นใจเกินจริงหรืออารมณ์ชั่ววูบ

กรณีจำลอง: พอร์ตหุ้นที่ปั่นตามกระแสในกลุ่มไลน์

สมมติว่า "เก่ง" อยู่ในกลุ่มไลน์แนะนำหุ้นที่มีคนโพสต์ทุกวันว่าหุ้นตัวไหน "กำลังจะไปต่อ" เก่งซื้อขายเกือบทุกสัปดาห์ตามกระแสในกลุ่ม รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่มีคนโพสต์กราฟสวยๆ พร้อมยอดกำไรที่คนอื่นทำได้ ผ่านไปหนึ่งปีเขาเปิดพอร์ตดูแล้วพบว่าผลตอบแทนสุทธิของตัวเองต่ำกว่าดัชนี SET ที่แค่ถือกองทุนดัชนีเฉยๆ

รอบถัดไปเก่งลองใช้กรอบถาม–นับ–ทน–นิ่งก่อนตัดสินใจแต่ละครั้ง ขั้น ถาม เขาเริ่มถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่าตัวเองรู้อะไรเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นที่คนโพสต์ในกลุ่มยังไม่รู้ ส่วนใหญ่คำตอบคือ "ไม่มี" ขั้น นับ เขาลองรวมค่าคอมมิชชั่นและภาษีที่จ่ายไปทั้งปีจากการซื้อขายบ่อย พบว่ากินผลตอบแทนไปมากกว่าที่คิด ขั้น ทน เมื่อเห็นคนในกลุ่มโพสต์กำไรจากหุ้นตัวที่เพิ่งขึ้นแรง เขาฝึกไม่รีบไล่ซื้อตาม เพราะรู้ว่าผลงานในอดีตไม่รับประกันอนาคต ขั้น นิ่ง เขาย้ายเงินส่วนใหญ่กลับไปถือกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำและปล่อยไว้ยาวๆ แทนการซื้อขายทุกสัปดาห์

ผ่านไปอีกหนึ่งปี พอร์ตของเก่งไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนตอนไล่ตามกระแสในกลุ่ม แต่ผลตอบแทนสุทธิดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน เพราะไม่ต้องเสียต้นทุนจากการซื้อขายบ่อยอีกต่อไป กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริงหรือผลตอบแทนที่วัดได้จากการลงทุนจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองวัดผลตอบแทนของตัวเองด้วยตัวเลขสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมและภาษี เทียบกับดัชนีอ้างอิงที่เหมาะสมดูครับ ไม่ใช่แค่เทียบกับปีก่อนหน้าของตัวเอง เพื่อให้เห็นภาพจริงว่าการซื้อขายที่ทำไปคุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปหรือไม่ 2. ก่อนตัดสินใจซื้อขายเปลี่ยนพอร์ตบ่อยๆ ลองถามตัวเองดูว่ามีข้อมูลใหม่อะไรที่คนอื่นในตลาดยังไม่รู้ ถ้าตอบไม่ได้ชัดเจน สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนการตัดสินใจอาจเป็นความมั่นใจเกินจริงหรือปฏิกิริยาทางอารมณ์ระยะสั้น มากกว่าเหตุผลที่หนักแน่นจริง 3. ลองระวังการไล่ตามผลตอบแทนในอดีตดูนะครับ กองทุนหรือสินทรัพย์ที่เพิ่งทำผลงานได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้รับประกันว่าจะทำผลงานดีต่อไปในอนาคต ตามรูปแบบที่พบซ้ำในข้อมูล persistence ของผลงานการลงทุน 4. อาจจะลองให้ความสำคัญกับต้นทุนรวมของการลงทุนเป็นอันดับต้นๆ ดูครับ เพราะต้นทุน (ค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชั่น ภาษีจากการซื้อขายบ่อย) เป็นปัจจัยเดียวที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้แน่นอนที่สุด ในขณะที่ผลตอบแทนในอนาคตคาดเดาไม่ได้แน่นอน 5. ลองให้น้ำหนักกับการกระจายความเสี่ยงและความสม่ำเสมอในระยะยาวมากกว่าการพยายามจับจังหวะเข้าออกตลาดหรือเลือกหุ้นรายตัวให้ถูกทุกครั้งดูไหมครับ เพราะงานวิจัยชี้ว่าความพยายามแบบหลังมักมาพร้อมต้นทุนและความเสี่ยงจากอคติทางพฤติกรรมที่สูงกว่าประโยชน์ที่ได้

ลองเปิดดูประวัติการซื้อขายของตัวเองย้อนหลังสักปีสองปีดูสิครับ นับดูว่าซื้อขายไปกี่ครั้ง แล้วลองคำนวณคร่าวๆ ว่าต้นทุนรวม (ค่าคอมมิชชั่น สเปรด ภาษี) กินผลตอบแทนไปเท่าไหร่ หลายคนอาจแปลกใจว่าตัวเลขนี้สูงกว่าที่คิดไว้มาก

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่ควรซื้อขายบ่อย แล้วไม่ควรติดตามพอร์ตของตัวเองเลยหรือ?
ไม่ใช่ครับ การติดตามพอร์ตเป็นระยะเพื่อดูว่ายังตรงกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตั้งใจไว้หรือไม่ยังจำเป็นอยู่ สิ่งที่งานวิจัยชี้คือปัญหาอยู่ที่ "ความถี่ในการซื้อขายเปลี่ยนพอร์ตจากปฏิกิริยาระยะสั้นหรือความมั่นใจเกินจริง" ไม่ใช่การติดตามผลงานหรือการปรับสมดุลพอร์ตเป็นระยะตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
มีนักลงทุนที่เอาชนะตลาดได้จริงไหม แล้วทำไมงานวิจัยถึงบอกว่าส่วนใหญ่แพ้?
มีนักลงทุนและกองทุนบางส่วนที่เอาชนะดัชนีได้ในบางช่วงเวลาจริง แม้แต่ข้อมูล SPIVA เองก็แสดงให้เห็นว่าในบางปีบางหมวดกองทุน มีกองทุนเชิงรุกจำนวนหนึ่งที่ทำได้ดีกว่าดัชนี แต่สิ่งที่รายงาน Persistence Scorecard พบคือผลงานที่ชนะดัชนีในช่วงหนึ่งมักไม่ต่อเนื่องไปถึงช่วงถัดไป ทำให้การคาดเดาล่วงหน้าว่าใครจะเป็นผู้ชนะในอนาคตทำได้ยากมาก แม้ผู้ชนะจะมีอยู่จริงในแต่ละช่วงเวลาก็ตาม
หลักการนี้ใช้ได้กับการลงทุนทุกประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือคริปโทเคอร์เรนซี ด้วยหรือไม่?
งานวิจัยของ Barber และ Odean รวมถึงข้อมูล SPIVA ที่กล่าวถึงในบทความนี้ เน้นศึกษาการซื้อขายหุ้นและกองทุนรวมในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและมีดัชนีอ้างอิงชัดเจนเป็นหลัก แนวคิดเรื่องต้นทุนและความมั่นใจเกินจริงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสินทรัพย์ประเภทอื่นได้ในเชิงหลักการทั่วไป แต่ตัวเลขและรายละเอียดเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจแตกต่างกันไปมาก ควรศึกษาข้อมูลเฉพาะของสินทรัพย์นั้นๆ เพิ่มเติมก่อนสรุป

แหล่งอ้างอิง

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง
การเงินส่วนบุคคล

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง

ความเชื่อ 13 ปีที่ว่าเงินซื้อความสุขได้แค่ถึง $75,000/ปี ถูกงานวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 1.7 ล้านครั้งหักล้างว่าความสุขส่วนใหญ่เพิ่มต่อเนื่องไม่มีเพดาน ยกเว้นคนกลุ่มที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ที่ความสุขหยุดนิ่งจริงที่ประมาณ $100,000/ปี

อ่าน 22 นาที
แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง
การเงินส่วนบุคคล

แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง

งานทดลองแจกเงิน $1,000/เดือนแบบไม่มีเงื่อนไขนาน 3 ปีในสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานน้อยลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์และรายได้จากการทำงานลดลง ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ความเครียดและความมั่นคงทางอาหารดีขึ้นเพียงชั่วคราวในปีแรก

อ่าน 22 นาที
รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด
การเงินส่วนบุคคล

รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด

ข้อมูลจากคนกว่า 71,000 คนพบว่าการศึกษาสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีสม่ำเสมอกว่า ขณะที่รายได้สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีชัดเจนกว่า และงานทดลองแจกเงินสดจริงในคน 200 คนใน 7 ประเทศก็ยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้จริงในเชิงสาเหตุ โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

อ่าน 13 นาที
งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก
การเงินส่วนบุคคล

งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก

งานวิเคราะห์การทดลองแบบสุ่ม 76 ชิ้นในคนกว่า 160,000 คนยืนยันว่าคอร์สให้ความรู้ทางการเงินมีผลเชิงสาเหตุจริงทั้งต่อความรู้และพฤติกรรม แต่ผลต่อพฤติกรรมจริงเล็กกว่าผลต่อความรู้ถึง 5 เท่า และแม้จะจางลงหลังเรียนจบหลายปี ก็ยังช่วยลดการค้างชำระหนี้ได้บางส่วน

อ่าน 14 นาที