ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ทำไมทีมที่ฉลาดที่สุดถึงตัดสินใจพลาดได้ง่ายที่สุด: ถอดรหัส Groupthink จากห้องประชุมบอร์ดถึงงานวิจัยล่าสุด

ลองนึกภาพห้องประชุมบอร์ดบริษัท ทุกคนในห้องคือคนเก่ง มีประสบการณ์สูง และรู้จักกันมานาน เมื่อ CEO เสนอไอเดียหนึ่งขึ้นมา บรรยากาศในห้องกลับเห็นด้วยกันอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครยกมือค้าน ไม่มีใครถามคำถามยากๆ ทุกคนพยักหน้าและปิดประชุมด้วยความรู้สึกมั่นใจเต็มร้อย แล้วไม่กี่เดือนต่อมาก็พบว่าการตัดสินใจนั้นพังไม่เป็นท่า นี่คือรูปแบบที่นักจิตวิทยา Irving Janis เรียกว่า "groupthink" หรือภาวะคิดร่วมแบบกลุ่ม ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 โดยอธิบายว่าทำไมกลุ่มคนที่ฉลาดและมีข้อมูลพร้อม ถึงยังตัดสินใจผิดพลาดร้ายแรงได้ ทั้งที่แต่ละคนในกลุ่มอาจฉลาดกว่านี้ถ้าตัดสินใจคนเดียว คำถามคือ ทฤษฎีนี้ที่มาจากกรณีศึกษาประวัติศาสตร์อย่างการบุกอ่าวหมูในยุค Kennedy ยังใช้ได้จริงไหมเมื่อผ่านการทดสอบด้วยงานวิจัยเชิงประจักษ์ยุคหลัง แล้วอะไรบ้างที่ช่วยให้กลุ่มหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ ทั้งความหลากหลายของสมาชิก ความปลอดภัยทางจิตใจในการค้าน และวิธีจัดการประชุมที่ออกแบบมาให้คนกล้าพูดความจริง บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยตั้งแต่การทดสอบทฤษฎีดั้งเดิมของ Janis ไปจนถึงการทดลองจริงกับกรรมการบริษัทและงานวิจัยล่าสุดเรื่องปัจจัยที่ทำให้กลุ่มฉลาดร่วมกันได้จริง

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไมทีมที่ฉลาดที่สุดถึงตัดสินใจพลาดได้ง่ายที่สุด: ถอดรหัส Groupthink จากห้องประชุมบอร์ดถึงงานวิจัยล่าสุด

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Turner & Pratkanis (1998, *Organizational Behavior and Human Decision Processes*) ทบทวนงานวิจัย 25 ปีหลังทฤษฎี groupthink ของ Janis พบว่าหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนทฤษฎีนี้แบบ "ผสมและไม่สมบูรณ์" องค์ประกอบบางส่วน เช่น ภาวะผู้นำที่กำกับทิศทางมากเกินไป ได้รับการสนับสนุนชัดเจนกว่าองค์ประกอบอื่นอย่างความสามัคคีในกลุ่ม
  • Mullen, Anthony, Salas, & Driskell (1994, *Small Group Research*) วิเคราะห์อภิมานพบว่าความสามัคคีในกลุ่มเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คุณภาพการตัดสินใจแย่ลง แต่จะแย่ลงเมื่อมีเงื่อนไขอื่นร่วมด้วย เช่น ผู้นำที่กำกับทิศทางมากเกินไป และกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • O'Donovan & McAuliffe (2020, *International Journal for Quality in Health Care*) ทบทวนงานวิจัย 36 ชิ้น พบปัจจัย 13 อย่างใน 5 กลุ่มที่ช่วยหนุน psychological safety ในทีม ตั้งแต่ระดับองค์กรไปจนถึงระดับบุคคล
  • Coffeng, Van Steenbergen, De Vries, & Ellemers (2021, *Management Decision*) ทดลองกับกรรมการบริษัทจริง 141 คน พบว่ามีเพียง 19% ของกลุ่มเท่านั้นที่เลือกผู้สมัครที่ดีที่สุดได้ถูกต้อง แม้จะมั่นใจและพอใจกับการตัดสินใจของตัวเองสูงก็ตาม
  • Triana, Kim, Byun, Delgado, & Arthur Jr. (2021, *Journal of Management Studies*) วิเคราะห์อภิมานจาก 94 งานวิจัย รวม 24,425 ทีม พบว่าความหลากหลายเชิงลึก (บุคลิกภาพ ค่านิยม วัฒนธรรม) สัมพันธ์กับความขัดแย้งในทีมที่มากขึ้น และกระบวนการทำงานเชิงบวกที่น้อยลง
  • Riedl, Kim, Gupta, Malone, & Woolley (2021, *PNAS*) วิเคราะห์ข้อมูลจาก 1,356 กลุ่ม พบว่า "ปัจจัยความฉลาดร่วม" (collective intelligence factor) ถูกทำนายด้วยสัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มและกระบวนการทำงานร่วมกัน มากกว่าความสามารถเฉลี่ยของสมาชิกแต่ละคน
  • Bransby, Kerrissey, & Edmondson (2025, *Academy of Management Discoveries*) ติดตามข้อมูลบุคลากรสุขภาพกว่า 10,000 คน พบว่า psychological safety สูงสุดในพนักงานใหม่แต่ลดลงตามอายุงาน สะท้อนว่าความปลอดภัยในการค้านไม่ใช่สิ่งที่คงที่
  • กรอบ จับตา–แชร์–สร้าง–ทบทวน สังเคราะห์งานวิจัยทั้งเจ็ดชิ้นเป็นวิธีป้องกัน groupthink ในทีม: จับตาพฤติกรรมผู้นำที่กำกับทิศทางมากเกินไป บังคับให้แชร์ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อนสรุปผล สร้าง psychological safety จากหลายระดับ และทบทวนความปลอดภัยในการค้านเป็นระยะ ไม่ใช่คิดว่าสร้างครั้งเดียวแล้วอยู่ถาวร

ลองนึกภาพห้องประชุมบอร์ดบริษัท ทุกคนในห้องคือคนเก่ง มีประสบการณ์สูง และรู้จักกันมานาน เมื่อ CEO เสนอไอเดียหนึ่งขึ้นมา บรรยากาศในห้องกลับเห็นด้วยกันอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครยกมือค้าน ไม่มีใครถามคำถามยากๆ ทุกคนพยักหน้าและปิดประชุมด้วยความรู้สึกมั่นใจเต็มร้อย แล้วไม่กี่เดือนต่อมาก็พบว่าการตัดสินใจนั้นพังไม่เป็นท่า นี่คือรูปแบบที่นักจิตวิทยา Irving Janis เรียกว่า "groupthink" หรือภาวะคิดร่วมแบบกลุ่ม ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 โดยอธิบายว่าทำไมกลุ่มคนที่ฉลาดและมีข้อมูลพร้อม ถึงยังตัดสินใจผิดพลาดร้ายแรงได้ ทั้งที่แต่ละคนในกลุ่มอาจฉลาดกว่านี้ถ้าตัดสินใจคนเดียว คำถามคือ ทฤษฎีนี้ที่มาจากกรณีศึกษาประวัติศาสตร์อย่างการบุกอ่าวหมูในยุค Kennedy ยังใช้ได้จริงไหมเมื่อผ่านการทดสอบด้วยงานวิจัยเชิงประจักษ์ยุคหลัง แล้วอะไรบ้างที่ช่วยให้กลุ่มหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ ทั้งความหลากหลายของสมาชิก ความปลอดภัยทางจิตใจในการค้าน และวิธีจัดการประชุมที่ออกแบบมาให้คนกล้าพูดความจริง บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยตั้งแต่การทดสอบทฤษฎีดั้งเดิมของ Janis ไปจนถึงการทดลองจริงกับกรรมการบริษัทและงานวิจัยล่าสุดเรื่องปัจจัยที่ทำให้กลุ่มฉลาดร่วมกันได้จริง

จุดกำเนิดทฤษฎี: 25 ปีของ groupthink ผ่านการพิสูจน์

Irving Janis เสนอแนวคิด groupthink ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1970 จากการวิเคราะห์กรณีศึกษาการตัดสินใจนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ล้มเหลว เช่น การบุกอ่าวหมู (Bay of Pigs) โดยเสนอว่ากลุ่มที่มีความสามัคคีสูง ถูกตัดขาดจากความเห็นภายนอก มีผู้นำที่ไม่เป็นกลาง และเผชิญความกดดันสูง มักแสดงอาการ 8 อย่าง เช่น ความรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งเกินจะพลาด (illusion of invulnerability) มองข้ามคำเตือน สร้างแรงกดดันให้คนที่คิดต่างเงียบ และมี "ผู้พิทักษ์ความคิด" (mindguards) ที่คอยกันข้อมูลขัดแย้งออกจากกลุ่ม

Marlene E. Turner และ Anthony R. Pratkanis ตีพิมพ์งานทบทวนชื่อ "Twenty-Five Years of Groupthink Theory and Research: Lessons from the Evaluation of a Theory" ใน *Organizational Behavior and Human Decision Processes* ปี 1998 (เล่ม 73 ฉบับ 2-3 หน้า 105-115) โดยประเมินงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ทดสอบทฤษฎีนี้ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา สรุปว่าหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีนี้แบบผสมและไม่สมบูรณ์ องค์ประกอบบางอย่าง เช่น ภาวะผู้นำที่กำกับทิศทางมากเกินไป (directive leadership) ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยชัดเจนกว่าองค์ประกอบอื่นอย่างความสามัคคีในกลุ่ม (cohesiveness) ซึ่งกลับมีหลักฐานอ่อนกว่าที่ Janis เคยเสนอไว้มาก

เมื่อความสามัคคีในทีมกลายเป็นกับดัก

ถ้าความสามัคคีในกลุ่มไม่ใช่ตัวการหลักอย่างที่ Janis เชื่อ แล้วอะไรที่ทำให้คุณภาพการตัดสินใจแย่ลงกันแน่ Brian Mullen, Tara Anthony, Eduardo Salas, และ James E. Driskell ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Group Cohesiveness and Quality of Decision Making: An Integration of Tests of the Groupthink Hypothesis" ตีพิมพ์ใน *Small Group Research* ปี 1994 (เล่ม 25 ฉบับ 2 หน้า 189-204) โดยวิเคราะห์อภิมานงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ทดสอบสมมติฐานหลักของ Janis เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความสามัคคีในกลุ่มกับคุณภาพการตัดสินใจ

ผลลัพธ์คือ ในภาพรวมไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญระหว่างความสามัคคีในกลุ่มกับคุณภาพการตัดสินใจ แต่เมื่อมีเงื่อนไขอื่นของ groupthink ร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้นำที่กำกับทิศทางมากเกินไป กลุ่มที่สามัคคีสูงกลับตัดสินใจได้แย่ลงจริง นอกจากนี้ยังพบว่าองค์ประกอบของความสามัคคีที่เป็นปัญหาที่สุดคือ "ความดึงดูดระหว่างบุคคล" (interpersonal attraction) ไม่ใช่ความผูกพันกับงานหรือความภาคภูมิใจในกลุ่ม และกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็ยิ่งตัดสินใจแย่ลงเมื่อสามัคคีสูงด้วย งานนี้จึงชี้ว่า groupthink ไม่ได้เกิดจากความสามัคคีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีปัจจัยเสี่ยงอื่นประกอบกันด้วย

อะไรทำให้ทีมกล้าพูดความจริง

หนึ่งในภูมิคุ้มกัน groupthink ที่สำคัญที่สุดคือ psychological safety หรือความรู้สึกปลอดภัยที่จะเสี่ยงพูดความเห็นต่างในทีม โดยไม่ต้องกลัวถูกลงโทษหรือถูกมองในแง่ลบ Róisín O'Donovan และ Eilish McAuliffe ตอบคำถามว่าอะไรบ้างที่ช่วยสร้างสภาวะนี้ ในงานชื่อ "A Systematic Review of Factors That Enable Psychological Safety in Healthcare Teams" ตีพิมพ์ใน *International Journal for Quality in Health Care* ปี 2020 (เล่ม 32 ฉบับ 4 หน้า 240-250) โดยทบทวนงานวิจัย 36 ชิ้นที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 1999-2019 ผ่านฐานข้อมูล PsycINFO, ABI/INFORM, Academic Search Complete และ PubMed

ผลลัพธ์คือ นักวิจัยพบปัจจัยหนุน psychological safety 13 อย่าง จัดกลุ่มได้เป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่ การให้ความสำคัญกับความปลอดภัย (เช่น วัฒนธรรมองค์กรและพฤติกรรมผู้นำ) การมุ่งพัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและองค์กร ความคุ้นเคยระหว่างสมาชิกในทีม และการลดช่องว่างของสถานะ/ลำดับชั้น พร้อมส่งเสริมความหลากหลาย งานนี้ชี้ว่า psychological safety ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่ต้องอาศัยปัจจัยหลายระดับตั้งแต่องค์กรจนถึงบุคคลร่วมกันสร้างขึ้น

คณะกรรมการบริษัทก็พลาดได้: การทดลองกับบอร์ดจริง

ทฤษฎีมากมายพูดถึง groupthink แต่มีการทดลองจริงกับกรรมการบริษัทน้อยมาก Tessa Coffeng, Elianne F. Van Steenbergen, Femke De Vries, และ Naomi Ellemers ทดลองเรื่องนี้โดยตรงในงานชื่อ "Quality of Group Decisions by Board Members: A Hidden-Profile Experiment" ตีพิมพ์ใน *Management Decision* ปี 2021 (เล่ม 59 ฉบับ 13 หน้า 38-55) โดยให้กรรมการบริษัทจริง 141 คน (กรรมการกำกับดูแล 105 คน และกรรมการบริหาร 36 คน) แบ่งเป็นกลุ่มละ 3 คน รวม 47 กลุ่ม ทำภารกิจแบบ "hidden profile" คือเลือกผู้สมัครที่ดีที่สุดจาก 3 คน โดยข้อมูลที่บอกว่าผู้สมัคร B เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดจริงๆ ถูกกระจายอยู่ในมือสมาชิกแต่ละคน ต้องนำมารวมกันถึงจะเห็นคำตอบที่ถูกต้อง

ผลลัพธ์คือ มีเพียง 19% ของกลุ่ม (8 จาก 42 กลุ่ม) เท่านั้นที่เลือกผู้สมัครที่ดีที่สุดได้ถูกต้อง และ 83% ของกลุ่มที่มีความเห็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ต้นก็ยึดติดกับความเห็นนั้นจนจบ แม้จะได้ลองใช้เทคนิคช่วยตัดสินใจ เช่น การถกแบบมีฝ่ายค้าน (advocacy decision) หรือตารางชั่งข้อดีข้อเสีย ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพการตัดสินใจดีขึ้นจริง แม้จะทำให้กรรมการรู้สึกว่าได้ชั่งน้ำหนักข้อมูลรอบด้านแล้วก็ตาม ที่น่ากังวลที่สุดคือกรรมการยังคงมั่นใจและพอใจกับการตัดสินใจของตัวเองสูง ทั้งที่ผลลัพธ์เชิงวัตถุวิสัยแย่ ความมั่นใจจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพการตัดสินใจที่เชื่อถือได้

ทีมที่หลากหลายทำงานได้ดีกว่าจริงไหม

หนึ่งในทางแก้ groupthink ที่ถูกพูดถึงบ่อยคือการเพิ่มความหลากหลายในทีม แต่ María del Carmen Triana, Kwanghyun Kim, Seo-Young Byun, Dora María Delgado, และ Winfred Arthur Jr. พบว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด ในงานชื่อ "The Relationship Between Team Deep-Level Diversity and Team Performance: A Meta-Analysis of the Main Effect, Moderators, and Mediating Mechanisms" ตีพิมพ์ใน *Journal of Management Studies* ปี 2021 (เล่ม 58 ฉบับ 8 หน้า 2137-2179) โดยวิเคราะห์อภิมานจาก 94 งานวิจัย รวมค่าขนาดผล 280 รายการ จากทีมงานทั้งหมด 24,425 ทีม

ผลลัพธ์คือ ความหลากหลายเชิงลึก (deep-level diversity เช่น บุคลิกภาพ ค่านิยม วัฒนธรรม ซึ่งมองไม่เห็นจากภายนอก) สัมพันธ์กับ "สภาวะเชิงบวกที่เกิดขึ้นในทีม" และ "กระบวนการทำงานเชิงบวก" ที่น้อยลง และสัมพันธ์กับความขัดแย้งในทีมที่มากขึ้น โดยความสัมพันธ์กับผลการทำงานของทีมเป็นแบบทางอ้อม คือถูกส่งผ่านตัวแปรทั้งสามนี้ นอกจากนี้ผลกระทบด้านลบยังชัดเจนขึ้นในงานที่มีความซับซ้อนสูง งานวิจัยนี้จึงเตือนว่าความหลากหลายไม่ได้แก้ groupthink ได้อัตโนมัติ หากทีมไม่มีกระบวนการจัดการความขัดแย้งและดึงศักยภาพจากความแตกต่างออกมาใช้อย่างตั้งใจ

ถอดรหัส "ปัจจัยความฉลาดร่วม" ของกลุ่ม

ถ้าความหลากหลายอย่างเดียวไม่พอ แล้วอะไรที่ทำให้กลุ่มฉลาดร่วมกันได้จริง Christoph Riedl, Young Ji Kim, Pranav Gupta, Thomas W. Malone, และ Anita Williams Woolley ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Quantifying Collective Intelligence in Human Groups" ตีพิมพ์ใน *Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)* ปี 2021 (เล่ม 118 ฉบับ 21 บทความเลขที่ e2005737118) โดยวิเคราะห์ข้อมูลผลงานกลุ่มจาก 22 การศึกษา รวมผู้เข้าร่วม 5,279 คน ใน 1,356 กลุ่ม ใช้เทคนิค meta-analytic factor analysis และการทดสอบความแม่นยำแบบ leave-one-out

ผลลัพธ์คือ พบ "ปัจจัยความฉลาดร่วม" (collective intelligence factor หรือ CI) ที่มั่นคง สามารถทำนายผลงานของกลุ่มข้ามงานที่หลากหลายประเภทได้ โดย CI ถูกทำนายด้วยสัดส่วนผู้หญิงในกลุ่ม ซึ่งส่งผลผ่านความสามารถในการรับรู้ทางสังคมเฉลี่ย (average social perceptiveness) ของสมาชิก ที่สำคัญคือ กระบวนการทำงานร่วมกันของกลุ่ม (group collaboration process) เป็นตัวทำนาย CI ที่มีน้ำหนักมากกว่าความสามารถเฉลี่ยของสมาชิกแต่ละคนเสียอีก และ CI ยังทำนายผลงานในงานทดสอบอื่นที่ไม่ได้ใช้สร้างโมเดลได้ด้วย งานนี้จึงชี้ว่าสิ่งที่ทำให้กลุ่มฉลาดร่วมกันไม่ใช่แค่ "รวมคนเก่ง" แต่คือกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกต่างหาก

Psychological safety ไม่คงที่: บทเรียนจากคนทำงานสุขภาพหมื่นคน

คำถามสุดท้ายที่สำคัญคือ psychological safety ที่ทีมสร้างขึ้นมาแล้ว จะคงอยู่ตลอดไปหรือไม่ Derrick P. Bransby, Michaela Kerrissey, และ Amy C. Edmondson (ผู้บุกเบิกแนวคิด psychological safety) ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Paradise Lost (and Restored?): A Study of Psychological Safety over Time" ตีพิมพ์ใน *Academy of Management Discoveries* ปี 2025 (เล่ม 11 ฉบับ 3 หน้า 403-422) โดยวิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวจากบุคลากรทางการแพทย์กว่า 10,000 คน ใช้เทคนิค multilevel growth models

ผลลัพธ์คือ พนักงานใหม่ที่ทำงานไม่ถึง 1 ปี มีระดับ psychological safety สูงกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีอายุงานมากกว่า แต่ระดับนี้กลับลดลงเรื่อยๆ เมื่อทำงานนานขึ้น อย่างไรก็ตาม ในแผนกที่มี psychological safety โดยรวมสูง การลดลงของพนักงานใหม่จะช้าลงกว่าแผนกอื่น และเมื่อพนักงานมีอายุงานมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างบุคคลก็ยิ่งอธิบายความหลากหลายของความเชื่อเรื่องความปลอดภัยในการเสี่ยงพูดได้มากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยนี้จึงเตือนว่า psychological safety ไม่ใช่สิ่งที่สร้างครั้งเดียวแล้วอยู่ถาวร แต่เป็นสภาวะที่เปลี่ยนแปลงได้ตามบริบทระดับแผนกและช่วงเวลาของอาชีพ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมทีมที่เคยกล้าค้านตอนตั้งไข่ ถึงกลายเป็นทีมที่เงียบและเสี่ยงต่อ groupthink มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

กรอบจับตา–แชร์–สร้าง–ทบทวน

เพื่อแปลงงานวิจัยทั้งเจ็ดชิ้นเป็นวิธีป้องกัน groupthink ที่ทำได้จริงในทีม เราสังเคราะห์เป็นกรอบ จับตา–แชร์–สร้าง–ทบทวน กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่วิธีบริหารทีมที่ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ

1. จับตา — จับตาพฤติกรรมผู้นำที่กำกับทิศทางมากเกินไป

ตามที่ Mullen et al. (1994) พบว่าความสามัคคีในกลุ่มเองไม่ใช่ตัวการหลัก แต่จะอันตรายเมื่อมีผู้นำที่ชี้นำคำตอบมากเกินไปร่วมด้วย หากทีมสนิทกันดีอยู่แล้ว สิ่งที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือพฤติกรรมของผู้นำ มากกว่าความสัมพันธ์ในทีมเอง

2. แชร์ — บังคับให้แชร์ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อนสรุปผล

ตามที่ Coffeng et al. (2021) พบว่ากรรมการบริษัทที่ตัดสินใจผิดพลาดกลับมั่นใจและพอใจไม่ต่างจากกลุ่มที่ตัดสินใจถูก เพราะข้อมูลสำคัญกระจัดกระจายอยู่ในมือสมาชิกแต่ละคนและไม่ถูกนำมารวมกัน ควรออกแบบกระบวนการที่บังคับให้ทุกคนพูดข้อมูลที่ตัวเองมีออกมาก่อนสรุปผล แทนวัดคุณภาพจากความรู้สึกมั่นใจในห้องประชุม

3. สร้าง — สร้าง psychological safety จากหลายระดับ

ตามที่ O'Donovan & McAuliffe (2020) พบว่าปัจจัยหนุนมาจากทั้งระดับองค์กร ทีม และบุคคล เช่น การลดช่องว่างของสถานะและสร้างความคุ้นเคยระหว่างสมาชิก การพูดคำเดียวว่า "กล้าพูดได้นะ" โดยไม่ปรับโครงสร้างเหล่านี้มักไม่ได้ผล

4. ทบทวน — ทบทวนความปลอดภัยในการค้านเป็นระยะ

ตามที่ Bransby et al. (2025) พบว่าความปลอดภัยในการเสี่ยงพูดลดลงตามอายุงาน ทีมที่เคยกล้าค้านตอนเริ่มต้นอาจกลายเป็นทีมที่เงียบลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ควรวัดซ้ำเป็นระยะ ไม่ใช่ทึกทักว่าสร้างไว้แล้วจะอยู่ถาวร

กรณีจำลอง: บอร์ดสตาร์ทอัพที่เห็นด้วยกับ CEO ทุกครั้ง

สมมติว่า "คุณมานะ" เป็น CEO สตาร์ทอัพที่เพิ่งระดมทุนรอบใหญ่ ทุกครั้งที่เขาเสนอไอเดียในที่ประชุมบอร์ด สมาชิกบอร์ดมักพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครถามคำถามยากๆ เขาเริ่มสังเกตว่าบรรยากาศแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะก่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่เรื่องเลือกพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่

มานะลองปรับกระบวนการประชุมตามกรอบนี้: จับตา เขาสังเกตตัวเองว่ามักพูดความเห็นของตัวเองก่อนเปิดให้คนอื่นแสดงความเห็นเสมอ จึงเปลี่ยนมาให้สมาชิกบอร์ดพูดความเห็นก่อนโดยที่เขายังไม่บอกจุดยืนของตัวเอง, แชร์ ก่อนการประชุมตัดสินใจเรื่องพันธมิตร เขาให้สมาชิกแต่ละคนเขียนข้อมูลและข้อกังวลของตัวเองส่งมาล่วงหน้าแยกกัน แล้วนำมารวบรวมเปิดเผยในที่ประชุมพร้อมกัน แทนให้พูดสดในห้องซึ่งมักเอนเอียงตามคนพูดก่อน, สร้าง เขาเริ่มขอบคุณอย่างเปิดเผยทุกครั้งที่มีใครค้านความเห็นของเขาในที่ประชุม แทนแค่รับฟังเฉยๆ และ ทบทวน ทุกไตรมาสเขาถามสมาชิกบอร์ดตรงๆ ว่ารู้สึกกล้าค้านความเห็นเขาแค่ไหน แทนสมมติว่าบรรยากาศเปิดกว้างที่สร้างไว้ตอนแรกจะคงอยู่ตลอดไป

การตัดสินใจเรื่องพันธมิตรครั้งนั้นมีสมาชิกบอร์ดคนหนึ่งค้านและชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่คนอื่นมองข้ามไป ซึ่งช่วยให้บริษัทหลีกเลี่ยงข้อตกลงที่มีปัญหาซ่อนอยู่ กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บริษัทหรือบุคคลจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองอย่าวางใจกับความสามัคคีเพียงอย่างเดียว และคอยสังเกตด้วยว่าผู้นำเริ่มกำกับทิศทางมากเกินไปหรือเปล่า ตามที่ Mullen et al. (1994) พบว่าความสามัคคีในกลุ่มเองไม่ใช่ตัวการหลัก แต่จะอันตรายเมื่อมีผู้นำที่ชี้นำคำตอบมากเกินไปร่วมด้วย หากทีมสนิทกันดีอยู่แล้ว สิ่งที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือพฤติกรรมของผู้นำ มากกว่าความสัมพันธ์ในทีมเอง 2. ลองสร้าง psychological safety จากหลายระดับ ไม่ใช่แค่บอกให้ "กล้าพูด" เฉยๆ ตามที่ O'Donovan & McAuliffe (2020) พบว่าปัจจัยหนุนมาจากทั้งระดับองค์กร ทีม และบุคคล เช่น การลดช่องว่างของสถานะและสร้างความคุ้นเคยระหว่างสมาชิก การพูดคำเดียวว่า "กล้าพูดได้นะ" โดยไม่ปรับโครงสร้างเหล่านี้มักไม่ได้ผล 3. ลองอย่าเพิ่งเชื่อความมั่นใจของทีมว่าเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการตัดสินใจ เพราะ Coffeng et al. (2021) พบว่ากรรมการบริษัทที่ตัดสินใจผิดพลาดกลับมั่นใจและพอใจไม่ต่างจากกลุ่มที่ตัดสินใจถูก ลองออกแบบกระบวนการที่บังคับให้แชร์ข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในมือแต่ละคนออกมาก่อนสรุปผลดูแทน แทนที่จะวัดคุณภาพจากความรู้สึกมั่นใจในห้องประชุม 4. ลองเพิ่มความหลากหลายอย่างมีกระบวนการรองรับ ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนคนต่างกัน เพราะ Triana et al. (2021) พบว่าความหลากหลายเชิงลึกอาจเพิ่มความขัดแย้งและลดกระบวนการทำงานเชิงบวกได้ โดยเฉพาะในงานซับซ้อน จึงควรมีทักษะจัดการความขัดแย้งและโครงสร้างการประชุมที่ดึงมุมมองต่างออกมาใช้ ไม่ใช่ปล่อยให้ความหลากหลายทำงานเอง 5. ลองให้ความสำคัญกับ "วิธีคุยกัน" มากกว่าจำนวนคนเก่งในทีม ตามที่ Riedl et al. (2021) พบว่ากระบวนการทำงานร่วมกันทำนายความฉลาดของกลุ่มได้ดีกว่าความสามารถเฉลี่ยของสมาชิก การลงทุนกับวิธีประชุมและการรับฟังกันจึงคุ้มค่ากว่าการพยายามหาแต่คนเก่งเข้าทีม 6. ลองหมั่นตรวจสอบ psychological safety ซ้ำเป็นระยะ โดยเฉพาะกับทีมที่ทำงานร่วมกันมานาน เพราะ Bransby et al. (2025) พบว่าความปลอดภัยในการเสี่ยงพูดลดลงตามอายุงาน ทีมที่เคยกล้าค้านตอนเริ่มต้นอาจกลายเป็นทีมที่เงียบลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ควรวัดซ้ำเป็นระยะ ไม่ใช่ทึกทักว่าสร้างไว้แล้วจะอยู่ถาวร

คำถามที่พบบ่อย

Groupthink เกิดขึ้นได้แค่ในองค์กรใหญ่หรือคณะกรรมการเท่านั้นหรือไม่?
ไม่จำเป็น Coffeng et al. (2021) ทดลองกับกรรมการบริษัทจริง แต่รากฐานทฤษฎีของ Janis เองเกิดจากการวิเคราะห์กลุ่มผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ขณะที่ Mullen et al. (1994) และงานวิจัยอื่นในสาขานี้ส่วนใหญ่ทดลองกับกลุ่มเล็กทั่วไป กลุ่มที่มีความเสี่ยงคือกลุ่มที่มีเงื่อนไขบางอย่างร่วมกัน เช่น ผู้นำกำกับทิศทางมากเกินไปหรือขาด psychological safety ไม่ว่าจะเป็นทีมขนาดเล็กหรือใหญ่
ยิ่งทีมหลากหลายเท่าไหร่ ยิ่งตัดสินใจดีขึ้นเสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไป ตามที่ Triana et al. (2021) พบว่าความหลากหลายเชิงลึกอาจเพิ่มความขัดแย้งในทีมและลดกระบวนการทำงานเชิงบวก โดยเฉพาะในงานที่ซับซ้อน ความหลากหลายจึงต้องมาพร้อมกระบวนการจัดการที่ดี ไม่ใช่ตัวช่วยอัตโนมัติ ขณะที่ Riedl et al. (2021) พบว่าสัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มสัมพันธ์กับความฉลาดร่วม แต่ผ่านกลไกการรับรู้ทางสังคม ไม่ใช่ความหลากหลายในตัวมันเองโดยตรง
ทำไมกรรมการบริษัทที่มั่นใจมากถึงยังตัดสินใจผิดได้?
เพราะความมั่นใจกับคุณภาพการตัดสินใจเป็นคนละเรื่องกัน Coffeng et al. (2021) พบว่ากรรมการที่เลือกผิดกลับมั่นใจและพอใจกับการตัดสินใจของตัวเองไม่ต่างจากกลุ่มที่เลือกถูก เพราะข้อมูลสำคัญที่จะบอกว่าตัวเลือกไหนดีที่สุดกระจัดกระจายอยู่ในมือสมาชิกแต่ละคน และไม่ถูกนำมารวมกันในการพูดคุย ความมั่นใจจึงมาจากบรรยากาศการประชุมที่ราบรื่น ไม่ใช่จากคุณภาพข้อมูลที่ครบถ้วน
Psychological safety สร้างครั้งเดียวแล้วอยู่ถาวรไหม?
ไม่ ตามที่ Bransby et al. (2025) พบว่าระดับ psychological safety ของพนักงานลดลงตามอายุงาน แม้จะสูงตอนเป็นพนักงานใหม่ก็ตาม แม้แผนกที่มี psychological safety โดยรวมสูงจะช่วยชะลอการลดลงได้ แต่ก็ไม่ได้หยุดแนวโน้มนี้ทั้งหมด การรักษาความปลอดภัยในการค้านจึงต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วปล่อยไว้
มีวิธีไหนที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลด groupthink ได้จริงในทางปฏิบัติ?
จากงานวิจัยที่รวบรวมในบทความนี้ ยังไม่มีสูตรสำเร็จที่ได้ผล 100% แม้แต่เทคนิคที่ออกแบบมาเฉพาะ เช่น การถกแบบมีฝ่ายค้านที่ Coffeng et al. (2021) ทดสอบ ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพการตัดสินใจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่งานวิจัยชี้ตรงกันคือปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การลดอำนาจนำของผู้นำ (Mullen et al., 1994) การสร้าง psychological safety หลายระดับ (O'Donovan & McAuliffe, 2020) และการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานร่วมกัน (Riedl et al., 2021) มีความสำคัญมากกว่าเทคนิคสำเร็จรูปเดี่ยวๆ

แหล่งอ้างอิง

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท

งานวิจัยจากใบสมัครงานจริงกว่า 4 ล้านใบพบว่าระบบ AI คัดกรองที่หลายบริษัทใช้ร่วมกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 อย่างเป็นระบบ และเมื่อทดสอบกับ LLM 5 ตัว ก็ยังพบความลำเอียงทางเชื้อชาติชัดเจนแม้ผู้หญิงจะได้คะแนนดีกว่าผู้ชายโดยรวม

อ่าน 28 นาที
รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%

งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบว่าโดยเฉลี่ยทีมผสมมนุษย์+AI แพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และในการทดลองจริงกับแพทย์ 50 คน กลุ่มที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI ทำงานคนเดียวกลับได้ถึง 92% เพราะมนุษย์มักถ่วงน้ำหนักคำแนะนำ AI ต่ำเกินไป

อ่าน 19 นาที
อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง

งานสำรวจคนทำงานกว่า 1,000 คนในเยอรมนีพบว่าการถูกจัดการด้วยอัลกอริทึมเพิ่มความเร่งรีบในการทำงาน ลดความเป็นอิสระ และเพิ่มความเครียดทางใจโดยตรง ขณะที่งานวิจัยในไรเดอร์จีนก็พบว่าการรับรู้ถึงการควบคุมแบบนี้นำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน

อ่าน 15 นาที
ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร

"ความหลากหลายคือกุญแจสู่นวัตกรรม" เป็นประโยคที่ปรากฏในรายงานที่ปรึกษาธุรกิจ สไลด์นำเสนอผู้บริหาร และนโยบายการจ้างงานของบริษัททั่วโลกมานานกว่าทศวรรษ แต่ถ้าถามตรงๆ ว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นแค่ไหนรองรับคำกล่าวนี้ คำตอบกลับไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่สโลแกนบอก นักวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร งานวิจัยวิทยาศาสตร์นับล้านชิ้น และการทดลองในห้องแล็บนับพันทีม พบทั้งหลักฐานที่สนับสนุนอย่างชัดเจนว่าทีมที่หลากหลายผลิตผลงานที่แปลกใหม่และมีผลกระทบสูงกว่าจริง ไปพร้อมกับหลักฐานที่เตือนว่าความหลากหลายบางประเภทกลับไม่ช่วยหรือถึงขั้นเป็นอุปสรรค และคนที่สร้างนวัตกรรมจากความหลากหลายนั้นอาจไม่ได้รับผลตอบแทนทางอาชีพที่คู่ควรด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยสำคัญที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้งฝั่งที่สนับสนุนและฝั่งที่ตั้งคำถาม เพื่อให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ไม่ใช่แค่คำตอบที่ฟังดูดีสำหรับนโยบายองค์กร

อ่าน 18 นาที