มีความหมาย vs มีความสุข: งานวิจัยชี้สองเส้นทางชีวิตนี้พาคุณไปตัดสินใจต่างกันจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกต่างกัน
งานวิจัยในเกาหลีใต้และจีนพบว่าความเป็นอยู่ที่ดีแบบมุ่งความหมาย (eudaimonic) สัมพันธ์กับการวางแผนระยะยาวและการควบคุมตนเองที่มากขึ้น ขณะที่ความเป็นอยู่ที่ดีแบบมุ่งความสุขทันที (hedonic) กลับสัมพันธ์กับการควบคุมตนเองที่ลดลงและการผัดวันประกันพรุ่งที่มากขึ้น สะท้อนว่าสองเส้นทางนี้พาไปสู่การตัดสินใจต่างกันจริง
บรรณาธิการ

สรุปสั้น (Key Takeaways)
- Joshanloo, Jovanović, & Park (2021, Japanese Psychological Research) สำรวจผู้ใหญ่ 1,310 คนในเกาหลีใต้ พบว่าความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic สัมพันธ์กับการวางแผนระยะยาว ความมุ่งมั่นบากบั่น (grit) และการใช้สติปัญญามากกว่าความเป็นอยู่ที่ดีแบบ hedonic อย่างชัดเจน สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการมุ่งสร้างทักษะเพื่ออนาคตมากกว่าความพึงพอใจทันที
- Zeng & Chen (2020, International Journal of Environmental Research and Public Health) สำรวจนักศึกษาปี 1 จำนวน 2,882 คน พบว่าแรงจูงใจแบบ eudaimonic เพิ่มการควบคุมตนเอง (self-control) ขณะที่แรงจูงใจแบบ hedonic กลับลดการควบคุมตนเองลง ซึ่งการควบคุมตนเองนี้เองที่เป็นตัวกลางอธิบายว่าทำไมสองเส้นทางถึงนำไปสู่ผลลัพธ์ชีวิตต่างกัน
- Chen & Zeng (2022, Frontiers in Psychology) ติดตามนักศึกษาจีน 566 คนตลอดหนึ่งภาคเรียน พบว่านักศึกษาที่มีแนวโน้ม eudaimonic มีพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งน้อยลง (r = -0.26) และมีเกรดเฉลี่ยดีขึ้น ขณะที่นักศึกษาที่มีแนวโน้ม hedonic มีพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น (r = 0.12) และเกรดแย่ลง
- Jyung, Lee, & Choi (2024, Journal of Happiness Studies) ใช้แมชชีนเลิร์นนิงวิเคราะห์ตัวทำนาย 32 ตัวจากผู้ใหญ่เกาหลี 559 คน พบว่าความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยา (ใกล้เคียง eudaimonic) ถูกทำนายด้วยความหมายในชีวิตและความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นหลัก ขณะที่ความเป็นอยู่ที่ดีเชิงอัตวิสัย (ใกล้เคียง hedonic) ถูกทำนายด้วยอาการซึมเศร้าและสถานะทางเศรษฐกิจสังคมเป็นหลัก
- Halem, Roekel, & Denissen (2024, Journal of Happiness Studies) เก็บข้อมูลแบบ experience sampling จากคน 161 คนนาน 7 วัน พบว่าการทำกิจกรรมเพื่อทั้งสองแรงจูงใจพร้อมกันให้ความเป็นอยู่ที่ดีในแต่ละวันสูงสุด แต่ก็มีจุดที่ผลบวกเริ่มลดทอนกันเองเมื่อสูงเกินระดับหนึ่ง
- สรุปงานวิจัยทั้งหมดออกมาเป็นกรอบ "ถาม–จับ–เติม–ผสม" เครื่องมือ 4 ขั้นสำหรับใช้ตัดสินใจในแต่ละวันโดยไม่ต้องเลือกสุดโต่งระหว่างความหมายกับความสุข
ผมเคยได้ยินคำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตสองแบบที่ดูขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ แบบแรกบอกให้ "ใช้ชีวิตให้มีความหมาย" มุ่งเป้าหมายระยะยาว ฝึกฝนตัวเองให้เติบโต แม้บางครั้งจะต้องอดทนกับความเหนื่อยหรือความไม่สบายใจ ส่วนแบบที่สองบอกให้ "ใช้ชีวิตให้มีความสุข" ใช้ชีวิตในปัจจุบัน หาความพึงพอใจให้ตัวเองบ่อยๆ ไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป ผมสังเกตด้วยว่าช่วงหลังมานี้กระแสสังคมเริ่มเอียงไปทาง "ความหมาย" มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างผลสำรวจผู้บริโภคไทยล่าสุดที่พบว่าคนไทยเริ่มนิยามความสำเร็จใหม่จาก "บ้าน รถ เที่ยวต่างประเทศ" มาเป็นแค่ "ขอไม่เป็นภาระใคร" ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นการเลือกเส้นทางแบบมีความหมายมากกว่าความสุขฉาบฉวย
ผมเลยไปหาว่างานวิจัยด้านจิตวิทยาความสุขแยกสองแนวคิดนี้ออกจากกันอย่างไรบ้าง ในทางวิชาการเรียกสองเส้นทางนี้ว่า "eudaimonic wellbeing" (ความเป็นอยู่ที่ดีแบบเน้นความหมายและการเติบโต) กับ "hedonic wellbeing" (ความเป็นอยู่ที่ดีแบบเน้นความสุขและความพึงพอใจทันที) และพบว่างานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่แค่การนิยามสองคำนี้ แต่ยังตามไปดูด้วยว่ามันพาคนไปสู่การตัดสินใจและพฤติกรรมในชีวิตที่ต่างกันจริงหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำตอบที่ผมคิดว่าน่าเอามาแบ่งปันมาก เพราะมันช่วยอธิบายว่าทำไมคำแนะนำสองแบบนี้ถึงดูขัดแย้งกันได้ขนาดนี้
eudaimonic vs hedonic ต่างกันตรงไหนในเชิงการตัดสินใจ
Mohsen Joshanloo, Veljko Jovanović และ Joonha Park ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Differential Relationships of Hedonic and Eudaimonic Well-Being with Self-Control and Long-Term Orientation" ตีพิมพ์ใน *Japanese Psychological Research* ปี 2021 (เล่ม 63 ฉบับ 1 หน้า 47-57, DOI 10.1111/jpr.12276)
ผู้วิจัยตั้งคำถามตรงประเด็นของบทความนี้เลย คือความเป็นอยู่ที่ดีแบบ hedonic (วัดจากความพึงพอใจในชีวิต อารมณ์บวก และอารมณ์ลบ) กับแบบ eudaimonic (วัดจากความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยาและเชิงสังคม) มีความสัมพันธ์กับตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในชีวิตต่างกันหรือไม่ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวเกาหลีใต้ 1,310 คน (อายุเฉลี่ย 40.02 ปี) แล้ววัดตัวแปรเกณฑ์ 5 ตัว คือการวางแผนระยะยาว การควบคุมตนเอง การแสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ (sensation-seeking) ความมุ่งมั่นบากบั่น (grit) และการใช้สติปัญญา ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้ คือตัวแปรเกณฑ์ทั้ง 5 ตัวมีความสัมพันธ์ที่แข็งแรงกว่ากับความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic เมื่อเทียบกับแบบ hedonic อย่างชัดเจน แสดงว่าความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic สอดคล้องกับการมุ่งเน้นระยะยาวในการสร้างทักษะและมุ่งสู่เป้าหมายในอนาคตมากกว่าการแสวงหาความพึงพอใจทันที ซึ่งเป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับความเป็นอยู่ที่ดีแบบ hedonic
ผมขอบอกตรงๆ ว่าบทความต้นฉบับของงานนี้ติดอยู่หลังระบบสมาชิกของ Wiley ผมอ่านได้เฉพาะบทคัดย่อฉบับเต็มผ่าน Crossref API ซึ่งให้ภาพกลไกและทิศทางผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอสรุปได้ แต่ไม่ได้เห็นตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์ที่แน่ชัดจากตารางผลลัพธ์ ผมคิดว่างานนี้ตอบโจทย์หลักของบทความได้ตรงที่สุด เพราะมันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าคนที่เอียงไปทาง eudaimonic มักเลือกเส้นทางที่ต้องอดทนวันนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าในอนาคต ขณะที่คนที่เอียงไปทาง hedonic มักเลือกสิ่งที่ให้ผลตอบแทนทันที คำถามที่ตามมาคือ อะไรคือกลไกที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างนี้กันแน่
กุญแจสำคัญคือการควบคุมตนเอง: ทำไมเส้นทางหนึ่งช่วยและอีกเส้นทางบั่นทอน
Zhijia Zeng และ Hezhi Chen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Distinct Associations of Hedonic and Eudaimonic Motives with Well-Being: Mediating Role of Self-Control" ตีพิมพ์ใน *International Journal of Environmental Research and Public Health* ปี 2020 (เล่ม 17 ฉบับ 15 บทความเลขที่ 5547, DOI 10.3390/ijerph17155547)
ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษาปี 1 จำนวน 2,882 คน (หญิง 1,835 คน ชาย 1,047 คน อายุเฉลี่ย 18.16 ปี) วัดแรงจูงใจแบบ hedonic และ eudaimonic การควบคุมตนเอง ความพึงพอใจในชีวิต อารมณ์บวก อารมณ์ลบ และความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic เพื่อทดสอบว่าการควบคุมตนเองเป็นตัวกลางที่อธิบายความแตกต่างระหว่างสองแรงจูงใจนี้หรือไม่ ผลลัพธ์คือ แรงจูงใจแบบ eudaimonic สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่สูงขึ้น อารมณ์บวกที่มากขึ้น อารมณ์ลบที่น้อยลง และความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic ที่ดีขึ้น ขณะที่แรงจูงใจแบบ hedonic แม้จะสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจในชีวิตเช่นกัน แต่ก็สัมพันธ์กับอารมณ์ลบที่มากขึ้นและความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic ที่แย่ลงด้วย ที่สำคัญคือ การควบคุมตนเองทำหน้าที่เป็นตัวกลางในความสัมพันธ์เหล่านี้จริง โดยแรงจูงใจแบบ eudaimonic สัมพันธ์ทางบวกกับการควบคุมตนเอง ขณะที่แรงจูงใจแบบ hedonic สัมพันธ์ทางลบกับการควบคุมตนเอง และการควบคุมตนเองที่สูงขึ้นเองก็สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิต อารมณ์บวก และความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic ที่ดีขึ้นตามมา
ผมคิดว่างานนี้เติมช่องว่างสำคัญที่งานของ Joshanloo และคณะทิ้งไว้ คือมันอธิบายว่า "ทำไม" สองเส้นทางนี้ถึงพาไปสู่ผลลัพธ์ต่างกัน คำตอบคือผ่านการควบคุมตนเอง การมุ่งความหมายในระยะยาวช่วยฝึกกล้ามเนื้อของการควบคุมตนเองไปในตัว ขณะที่การไล่ตามความพึงพอใจทันทีอาจกัดกร่อนความสามารถนี้ลงเรื่อยๆ คำถามที่ตามมาคือ กลไกนี้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจระหว่างสิ่งที่สนุกตอนนี้กับสิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาว
เมื่อวัดกันจริงในชีวิตนักศึกษา: ผัดวันประกันพรุ่งกับเกรดที่ต่างกันจริง
Hezhi Chen และ Zhijia Zeng ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Associations of Hedonic and Eudaimonic Orientations with Subjective Experience and Objective Functioning in Academic Settings: The Mediating Roles of Academic Behavioral Engagement and Procrastination" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2022 (เล่ม 13 บทความเลขที่ 948768, DOI 10.3389/fpsyg.2022.948768)
ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษาปริญญาตรีจีน 566 คน (หญิง 374 คน ชาย 192 คน อายุเฉลี่ย 18.45 ปี) ผ่านการศึกษาระยะยาว 3 ช่วงเวลาตลอดหนึ่งภาคเรียน วัดแนวโน้ม hedonic และ eudaimonic ในช่วงต้นภาคเรียน แล้ววัดความผูกพันในการเรียน (academic behavioral engagement) พฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่ง และความเป็นอยู่ที่ดีเชิงอารมณ์ในช่วงปลายภาคเรียน พร้อมดึงเกรดเฉลี่ยจริงจากระบบมหาวิทยาลัย ผลลัพธ์คือ แนวโน้ม hedonic ทำนายเกรดเฉลี่ยที่แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ (β = -0.09, p = .038) ขณะที่แนวโน้ม eudaimonic ทำนายเกรดเฉลี่ยที่ดีขึ้น (β = 0.16, p < .001) เมื่อดูกลไกตัวกลางพบว่า นักศึกษาที่มีแนวโน้ม hedonic มีความผูกพันในการเรียนน้อยลง (r = -0.09, p = .041) และผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น (r = 0.12, p = .004) ขณะที่นักศึกษาที่มีแนวโน้ม eudaimonic มีความผูกพันในการเรียนมากขึ้น (r = 0.32, p < .001) และผัดวันประกันพรุ่งน้อยลง (r = -0.26, p < .001) และเมื่อวิเคราะห์เส้นทางผ่านความผูกพันในการเรียน พบว่าผลทางอ้อมของแนวโน้ม hedonic ต่อเกรดเฉลี่ยติดลบ (-0.033, 95% CI -0.061 ถึง -0.012) ขณะที่ผลทางอ้อมของแนวโน้ม eudaimonic เป็นบวก (0.071, 95% CI 0.035 ถึง 0.110)
ผมคิดว่างานนี้ทำให้เรื่องที่ฟังดูเป็นนามธรรมในสองงานก่อนหน้ากลายเป็นภาพที่จับต้องได้ เพราะมันแสดงตัวเลขจริงจากพฤติกรรมที่ใครหลายคนคงเคยเจอ คือการผัดวันประกันพรุ่ง และแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มที่เรามีต่อชีวิต (มุ่งความหมายหรือมุ่งความสุขทันที) ส่งผลต่อพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันได้จริงจนสะสมกลายเป็นผลลัพธ์ที่วัดได้อย่างเกรดเฉลี่ย คำถามที่ตามมาคือ ถ้าขยายมุมมองจากแค่การเรียนไปเป็นความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม อะไรคือตัวทำนายหลักของแต่ละเส้นทาง
ตัวทำนายความสุขสองแบบนี้ไม่เหมือนกันเลยสักนิด
Mina Jyung, Sung-Ha Lee และ Incheol Choi ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Unraveling the Most Important Predictors of Eudaimonic and Hedonic Well-Being in Korean Adults: A Machine Learning Approach" ตีพิมพ์ใน *Journal of Happiness Studies* ปี 2024 (เล่ม 25 ฉบับ 7, DOI 10.1007/s10902-024-00792-1)
ทีมวิจัยใช้วิธีแมชชีนเลิร์นนิงวิเคราะห์ตัวทำนายที่เป็นไปได้ 32 ตัวจากหลายด้านของชีวิต จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่เกาหลีใต้ 559 คน เพื่อดูว่าอะไรทำนายความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยา (psychological well-being หรือ PWB ซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิด eudaimonic) กับความเป็นอยู่ที่ดีเชิงอัตวิสัย (subjective well-being หรือ SWB ซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิด hedonic) ได้ดีที่สุด ผลลัพธ์คือ ตัวทำนายทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันชัดเจน สำหรับ PWB ตัวทำนายที่แข็งแรงที่สุดคือความหมายในชีวิต ความภาคภูมิใจในตัวเอง และความเชื่อแบบ essentialist เกี่ยวกับความสุข (เชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่มีแก่นแท้ตายตัว) ขณะที่สำหรับ SWB ตัวทำนายที่แข็งแรงที่สุดคืออาการซึมเศร้า สถานะทางเศรษฐกิจสังคมที่รับรู้ด้วยตัวเอง และความมั่นคงทางอารมณ์
ผมคิดว่างานนี้เป็นหลักฐานที่หนักแน่นมากว่าสองเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่ป้ายชื่อทางทฤษฎีที่ต่างกัน แต่ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยที่ต่างกันจริงในชีวิตจริง การจะรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายต้องอาศัยการทำงานภายในอย่างการหาความหมายและการยอมรับตัวเอง ขณะที่การจะรู้สึกมีความสุขทั่วไปเกี่ยวข้องกับสภาวะทางอารมณ์และสถานการณ์ภายนอกมากกว่า ผมคิดว่านี่อาจอธิบายได้ว่าทำไมคนที่ดูเหมือน "มีทุกอย่าง" ในชีวิตถึงยังรู้สึกว่างเปล่าได้ ถ้าขาดความหมายไป และทำไมคนที่ชีวิตดูเรียบง่ายแต่มีความหมายชัดเจนถึงยังรู้สึกมีความสุขได้ คำถามที่ตามมาคือ ถ้าอยากได้ทั้งสองแบบพร้อมกัน จะเป็นไปได้ไหม หรือจะกลายเป็นการดึงกันเองระหว่างสองเส้นทาง
แล้วถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันล่ะ จะดีที่สุดไหม
Sjoerd van Halem, Eeske van Roekel และ Jaap Denissen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Understanding the Dynamics of Hedonic and Eudaimonic Motives on Daily Well-Being: Insights from Experience Sampling Data" ตีพิมพ์ใน *Journal of Happiness Studies* ปี 2024 (เล่ม 25 ฉบับ 7, DOI 10.1007/s10902-024-00812-0)
ทีมวิจัยใช้วิธี experience sampling คือให้ผู้เข้าร่วม 161 คนรายงานสภาวะของตัวเองหลายครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ hedonic และ eudaimonic กับความเป็นอยู่ที่ดีทั้งในระดับลักษณะนิสัยถาวรและระดับช่วงเวลา (momentary) โดยใช้แบบจำลองการถดถอยพหุนาม (polynomial regression) เพื่อดูทั้งผลหลักและผลปฏิสัมพันธ์รวมถึงผลแบบไม่เป็นเส้นตรง ผลลัพธ์คือ การทำกิจกรรมที่ตอบสนองทั้งสองแรงจูงใจพร้อมกันสัมพันธ์กับประสบการณ์เชิงบวกในแต่ละวัน และคนที่มีระดับแรงจูงใจทั้ง hedonic และ eudaimonic สูงในชีวิตประจำวันโดยรวมมักรายงานความเป็นอยู่ที่ดีเชิงอัตวิสัยสูงกว่า แต่ทีมวิจัยยังพบผลปฏิสัมพันธ์ทางลบระหว่างสองแรงจูงใจนี้ด้วย ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีขีดจำกัดของประโยชน์ที่ได้จากการผสมผสานทั้งสองแรงจูงใจเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ว่ายิ่งมีทั้งสองอย่างมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีเพดาน
ผมขอบอกตรงๆ ว่าผมพยายามเข้าถึงไฟล์ PDF ฉบับเต็มของงานนี้จากคลังของมหาวิทยาลัย Utrecht แล้ว แต่เครื่องมือที่ใช้อ่านไม่สามารถแปลงเนื้อหาออกมาเป็นข้อความอ่านได้ จึงเล่าตามกลไกและทิศทางที่บทคัดย่อยืนยันไว้เท่านั้น ไม่มีตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์ที่แน่ชัด ผมคิดว่างานนี้เป็นบทสรุปที่ให้ความสมดุลที่ดีกับบทความทั้งหมด เพราะมันบอกว่าคำตอบไม่ใช่ "eudaimonic ดีกว่า hedonic เสมอไป จงทิ้งความสุขทันทีไปเลย" แต่การผสมผสานทั้งสองอย่างในสัดส่วนที่พอเหมาะต่างหากที่ให้ผลดีที่สุดในระดับวันต่อวัน เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้มากเกินจนเริ่มดึงกันเอง
กรอบถาม–จับ–เติม–ผสม: ตัดสินใจแต่ละวันโดยไม่ต้องเลือกสุดโต่ง
จากงานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นในบทความนี้ ผมลองรวมประเด็นสำคัญออกมาเป็นเครื่องมือสั้นๆ ที่จำง่าย เรียกว่ากรอบ "ถาม–จับ–เติม–ผสม" สำหรับใครที่รู้สึกสับสนระหว่างคำแนะนำแบบ "ใช้ชีวิตให้มีความหมาย" กับ "ใช้ชีวิตให้มีความสุข"
1. ถาม — ก่อนเลือกระหว่างสิ่งที่สนุกตอนนี้กับสิ่งที่มีประโยชน์ระยะยาว ลองถามตัวเองว่าทางเลือกนี้กำลังฝึกหรือกัดกร่อน "กล้ามเนื้อการควบคุมตนเอง" ของตัวเอง เพราะ Zeng & Chen (2020) พบว่าแรงจูงใจแบบ eudaimonic เสริมการควบคุมตนเอง ขณะที่แรงจูงใจแบบ hedonic ล้วนๆ อาจบั่นทอนมันลงเรื่อยๆ 2. จับ — สังเกตพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งของตัวเองเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพราะ Chen & Zeng (2022) พบว่าคนที่เอียงไปทาง hedonic มีแนวโน้มผัดวันประกันพรุ่งมากกว่าและผลลัพธ์ในชีวิตแย่ลงตามมาจริง การจับสัญญาณนี้ได้เร็วช่วยให้ปรับตัวก่อนที่ผลกระทบจะสะสม 3. เติม — ถ้ารู้สึกว่างเปล่าทั้งที่ชีวิตดูดีทุกอย่าง ให้เติมกิจกรรมที่สร้างความหมายและความภาคภูมิใจในตัวเองเข้าไป แทนการไล่หาความสุขทันทีเพิ่มขึ้นอีก เพราะ Jyung, Lee, & Choi (2024) พบว่าความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยาถูกขับเคลื่อนด้วยความหมายในชีวิตเป็นหลัก ไม่ใช่ปัจจัยเดียวกับที่ขับเคลื่อนความสุขทั่วไป 4. ผสม — วางแผนแต่ละวันให้มีทั้งกิจกรรมที่สนุกและกิจกรรมที่มีความหมายผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่ต้องทุ่มไปทางใดทางหนึ่งสุดโต่ง เพราะ Halem, Roekel, & Denissen (2024) พบว่าการผสมผสานทั้งสองแรงจูงใจให้ความเป็นอยู่ที่ดีในแต่ละวันสูงสุด แต่ก็มีจุดที่ผลบวกเริ่มลดทอนกันเองเมื่อมากเกินไป
กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ที่ผมสรุปขึ้นจากงานวิจัยในบทความนี้เพื่อให้จำและใช้ได้ง่ายในชีวิตจริง ไม่ใช่โมเดลทางจิตวิทยาความสุขที่ผ่านการทดสอบหรือมีงานวิจัยรองรับโดยตรง
กรณีจำลอง: วินกับทางแยกระหว่างงานที่มีความหมายกับงานที่สบายกว่า
วิน อายุ 31 ปี ทำงานเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ได้รับข้อเสนองานใหม่สองทาง ทางแรกคือองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานเรื่องการศึกษาเด็กด้อยโอกาส เงินเดือนน้อยกว่าเดิมแต่เขารู้สึกว่างานมีความหมาย ทางที่สองคือบริษัทเดิมที่เสนอเลื่อนตำแหน่งให้ เงินเดือนสูงขึ้นแต่งานเหมือนเดิมทุกอย่าง เขาลังเลอยู่นานเพราะเพื่อนบางคนบอกให้เลือกเงิน บางคนบอกให้เลือกความหมาย
เขาลองเอากรอบถาม–จับ–เติม–ผสม มาช่วยตัดสินใจ เริ่มจาก ถาม ตัวเองว่างานแบบไหนที่ทำให้เขาต้องฝึกวินัยและอดทนกับความยากมากกว่า เขาพบว่างานที่องค์กรไม่แสวงหากำไรต้องใช้ความพยายามมากกว่าจริง แต่เขารู้สึกว่ามันคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ภาระ จากนั้นเขา จับ สังเกตตัวเองย้อนหลังว่าช่วงที่ทำงานเดิมเขาผัดวันประกันพรุ่งบ่อยแค่ไหน พบว่าตัวเองมักเลื่อนงานที่ไม่ค่อยมีความหมายออกไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
ขั้นต่อมาเขา เติม ด้วยการถามตัวเองตรงๆ ว่ารู้สึกขาดอะไรในชีวิตตอนนี้ระหว่างเงินกับความหมาย แล้วพบว่าเขาไม่ได้ขาดเงินถึงขั้นเดือดร้อน แต่รู้สึกว่างเปล่ากับงานเดิมมานานแล้ว สุดท้ายเขาเลือกงานที่องค์กรไม่แสวงหากำไร แต่ก็ ผสม ด้วยการวางแผนให้ตัวเองยังมีกิจกรรมที่สนุกและพักผ่อนในวันหยุดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับงาน "ที่มีความหมาย" จนลืมพักผ่อนไปเลย
กรณีของวินเป็นสถานการณ์จำลองที่เขียนขึ้นเพื่อสาธิตวิธีคิดตามกรอบถาม–จับ–เติม–ผสม ไม่ใช่รายงานผลจากการทดลองจริงหรือบุคคลจริง
ลองเอาไปปรับใช้
1. ถ้าต้องเลือกระหว่างสิ่งที่สนุกตอนนี้กับสิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาว ลองถามตัวเองว่ากำลังฝึก "กล้ามเนื้อการควบคุมตนเอง" อยู่หรือเปล่า เพราะ Zeng & Chen (2020) พบว่าแรงจูงใจแบบ eudaimonic ช่วยเสริมการควบคุมตนเอง ขณะที่แรงจูงใจแบบ hedonic ล้วนๆ อาจกัดกร่อนมันลง 2. สังเกตพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งของตัวเองเป็นสัญญาณเตือน เพราะ Chen & Zeng (2022) พบว่าคนที่เอียงไปทาง hedonic มีแนวโน้มผัดวันประกันพรุ่งมากกว่าและผลลัพธ์ในชีวิต (เช่นเกรดเฉลี่ย) แย่ลงตามมาจริง 3. ถ้ารู้สึกว่างเปล่าทั้งที่ชีวิตดูดีทุกอย่าง ลองมองหา "ความหมาย" ไม่ใช่แค่ "ความสุข" เพิ่มเติม เพราะ Jyung, Lee, & Choi (2024) พบว่าความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยาถูกขับเคลื่อนด้วยความหมายในชีวิตและความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นหลัก ซึ่งต่างจากปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสุขทั่วไป 4. ไม่จำเป็นต้องเลือกสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ลองผสมผสานทั้งกิจกรรมที่สนุกและกิจกรรมที่มีความหมายในแต่ละวัน เพราะ Halem, Roekel, & Denissen (2024) พบว่าการทำกิจกรรมที่ตอบสนองทั้งสองแรงจูงใจพร้อมกันให้ความเป็นอยู่ที่ดีในแต่ละวันสูงสุด 5. ถ้าต้องวางแผนเป้าหมายระยะยาวในชีวิต ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ให้ความหมายมากกว่าสิ่งที่ให้ความสนุกทันที เพราะ Joshanloo, Jovanović, & Park (2021) พบว่าความเป็นอยู่ที่ดีแบบ eudaimonic สัมพันธ์กับการวางแผนระยะยาวและความมุ่งมั่นบากบั่นมากกว่าความเป็นอยู่ที่ดีแบบ hedonic อย่างชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย
- eudaimonic wellbeing กับ hedonic wellbeing ต่างกันยังไงแบบง่ายๆ?
- eudaimonic wellbeing คือความเป็นอยู่ที่ดีที่มาจากการมีความหมาย การเติบโต และการทำสิ่งที่สอดคล้องกับคุณค่าของตัวเอง ส่วน hedonic wellbeing คือความเป็นอยู่ที่ดีที่มาจากความสุขและความพึงพอใจโดยตรง ตามที่ Joshanloo, Jovanović, & Park (2021) และ Zeng & Chen (2020) ใช้นิยามและวัดผลตรงกัน
- ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเท่านั้นหรือเปล่า จะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้เลยหรือไง?
- ไม่จำเป็นต้องเลือกสุดโต่งครับ Halem, Roekel, & Denissen (2024) พบว่าการผสมผสานทั้งสองแรงจูงใจให้ผลดีที่สุดในระดับวันต่อวัน เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้มากเกินไปจนเริ่มมีผลตรงข้ามกัน ซึ่งแปลว่าสมดุลสำคัญกว่าการทุ่มไปทางใดทางหนึ่งสุดโต่ง
- ทำไมการมุ่งความสุขทันทีถึงอาจทำให้ผลลัพธ์ในชีวิตแย่ลง?
- เพราะการควบคุมตนเองเป็นตัวกลางสำคัญ ตามที่ Zeng & Chen (2020) พบว่าแรงจูงใจแบบ hedonic สัมพันธ์ทางลบกับการควบคุมตนเอง และ Chen & Zeng (2022) ก็แสดงให้เห็นด้วยข้อมูลจริงว่าแนวโน้มนี้นำไปสู่การผัดวันประกันพรุ่งที่มากขึ้นและผลการเรียนที่แย่ลงจริง
- แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองกำลังขาดความหมายหรือขาดความสุขในชีวิต?
- จากงานของ Jyung, Lee, & Choi (2024) ตัวทำนายของทั้งสองด้านต่างกันชัดเจน ถ้ารู้สึกขาด "ความหมาย" มักเกี่ยวข้องกับการไม่รู้สึกว่าชีวิตมีทิศทางหรือขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ส่วนถ้ารู้สึกขาด "ความสุข" ทั่วไป มักเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้านลบหรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่า การแยกแยะสองอย่างนี้ช่วยให้เลือกวิธีรับมือได้ตรงจุดขึ้น
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่วยคนอื่นแล้วมีความสุขขึ้นจริงไหม เมื่องานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตั้งใจทดสอบซ้ำ พบว่าคำตอบพลิกไปพลิกมาตามวิธีวัด
งานวิจัยที่ตั้งใจทดสอบซ้ำความเชื่อ 'ให้แล้วมีความสุข' พบผลลัพธ์พลิกไปพลิกมาตามวิธีวัด การซื้อของให้คนแปลกหน้าจริงยังให้ผลบวกชัดเจน แต่การนึกย้อนถึงการให้ในอดีตหรือถูกกำหนดให้ทำพฤติกรรมช่วยเหลือ กลับไม่พบผลอย่างมีนัยสำคัญเสมอไป

ทำไมคำแนะนำเรื่อง "ความสุข" แบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน อาจไม่มีอยู่จริง
งานวิจัยที่ติดตามคนกว่า 40,000 คนนานถึง 33 ปีพบว่าปัจจัยที่ทำนายความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันจริง มีเพียงราว 1 ใน 5 เท่านั้นที่มีรูปแบบเหมือนกัน และงานวิเคราะห์อภิมานขนาดใหญ่จาก 183 การทดลองก็ยืนยันว่าไม่มีวิธีสร้างความสุขวิธีเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

อยู่คนเดียวเป็นไหม งานวิจัยชี้ Solitude คือทักษะ ไม่ใช่แค่การไม่มีเพื่อน
งานวิจัยพบว่าความรู้สึกเป็นอิสระในการควบคุมชีวิตตัวเอง ไม่ใช่การเป็นคนเก็บตัว คือตัวทำนายว่าใครจะเลือกอยู่คนเดียวด้วยแรงจูงใจที่แท้จริงและรู้สึกดีกับมัน สะท้อนว่า solitude เป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่แค่การไม่มีเพื่อน

กังวลล่วงหน้าไว้ก่อนเผื่อพลาด ช่วยให้ทำได้ดีขึ้นจริงไหม
งานวิเคราะห์อภิมานจาก 21 งานวิจัยในคนกว่า 15,000 คนพบว่าเทคนิค mental contrasting ร่วมกับการวางแผนล่วงหน้า (implementation intentions) ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ฝึกสอนคอยกำกับ และงานทดลองแยกยังพบว่าเทคนิคนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างเวลานอนที่ตั้งใจกับเวลานอนจริงได้จริงด้วย
