ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การงานและอาชีพ

ทำไม "ยิ้มทั้งที่ไม่อยากยิ้ม" ถึงทำให้คนทำงานบริการหมดไฟเร็วกว่าที่คิด

ลองนึกถึงพนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์ที่ต้องยิ้มแย้มทักทายลูกค้าทุกคนด้วยน้ำเสียงสดใส ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งโดนลูกค้าคนก่อนตะคอกใส่ หรือพนักงานคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องพูดว่า "ขอบคุณค่ะที่ติดต่อมา" ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งที่ในใจเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงเหลือ พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่ "มารยาทในการทำงาน" ธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า "emotional labor" หรือการบริหารจัดการอารมณ์ให้ตรงกับสิ่งที่งานต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ใจรู้สึกจริง คำถามที่นักวิจัยด้านจิตวิทยาการทำงานสนใจมานานกว่า 40 ปีคือ การฝืนยิ้มหรือฝืนพูดจาดีๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (burnout) ได้จริงแค่ไหน และมีทางใดบ้างที่จะทำงานบริการโดยไม่ต้องแลกด้วยการเผาผลาญตัวเอง

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไม "ยิ้มทั้งที่ไม่อยากยิ้ม" ถึงทำให้คนทำงานบริการหมดไฟเร็วกว่าที่คิด

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Arlie Russell Hochschild (1983, หนังสือ *The Managed Heart*) เป็นผู้บัญญัติศัพท์ "emotional labor" จากการศึกษาพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พบว่าการฝืนแสดงอารมณ์ตามที่งานกำหนด (surface acting) แตกต่างจากการพยายามรู้สึกอารมณ์นั้นจริงๆ (deep acting) และทั้งสองแบบส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงานไม่เหมือนกัน
  • Zapf, Kern, Tschan, Holman, & Semmer (2021, *Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior*) ทบทวนงานวิจัย 40 ปีสรุปว่า emotion work ส่งผลได้ทั้งบวกและลบต่อพนักงาน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความต้องการทางอารมณ์ที่ท้าทายศักยภาพหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงาน
  • Gabriel, Diefendorff, & Grandey (2023, *Personnel Psychology*) ทบทวนความก้าวหน้าของงานวิจัย emotional labor ในรอบ 10 ปี ชี้ว่า surface acting เชื่อมโยงกับผลลบต่อสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอกว่า deep acting มาก
  • Scherer, Zapf, Beitler, & Trumpold (2020, *Journal of Occupational Health Psychology*) วัดอารมณ์ของพนักงานบริการระหว่างวันทำงานจริงกว่า 1,300 ครั้ง พบว่าความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเองช่วยลดผลเสียของ surface acting ต่อความอ่อนล้าได้
  • Humphrey (2023, *Public Administration*) วิเคราะห์อภิมานจาก 175 งานวิจัยทั่วโลก ยืนยันว่า surface acting สัมพันธ์กับภาวะหมดไฟมากกว่า deep acting อย่างชัดเจน และรูปแบบความสัมพันธ์นี้แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม
  • Theodosius, Koulouglioti, Kersten, & Rosten (2020, *Nursing Open*) พบในพยาบาลอังกฤษว่า surface acting ทั้งกับผู้ป่วยและกับเพื่อนร่วมงานสัมพันธ์กับความอ่อนล้าทางอารมณ์และความตั้งใจลาออกจากงาน
  • กรอบ รู้–ปรับ–เติม–ดูแล สังเคราะห์งานวิจัยทั้งหกชิ้นเป็นวิธีทำงานบริการโดยไม่เผาผลาญตัวเอง: รู้ว่ากำลังฝืนแสดงหรือรู้สึกจริง ปรับไปสู่ deep acting อย่างมีสติ เติมพลังฟื้นฟูตัวเองสม่ำเสมอ และดูแลเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานด้วยไม่ใช่แค่ลูกค้า

จุดกำเนิด: emotional labor จากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

Arlie Russell Hochschild นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ตีพิมพ์หนังสือชื่อ *The Managed Heart: Commercialization of Human Feeling* กับสำนักพิมพ์ University of California Press ในปี 1983 จากการศึกษาเชิงลึกกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินหนึ่งในสหรัฐฯ รวมถึงพนักงานทวงหนี้ ผ่านการสัมภาษณ์ สังเกตการฝึกอบรม และวิเคราะห์เอกสารของบริษัท เพื่อทำความเข้าใจว่าองค์กรกำหนด "กฎการแสดงอารมณ์" (feeling rules) ให้พนักงานอย่างไร เช่น การกำหนดให้พนักงานต้อนรับต้องยิ้มแย้มเป็นมิตรกับผู้โดยสารเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขณะที่พนักงานทวงหนี้กลับถูกฝึกให้ระงับความเห็นอกเห็นใจเพื่อให้ทวงเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คือ Hochschild เสนอว่างานที่ต้องเจอผู้คนแบบนี้เรียกร้อง "แรงงานทางอารมณ์" (emotional labor) ไม่ต่างจากแรงงานทางกายหรือทางความคิด และแบ่งวิธีที่พนักงานจัดการอารมณ์ออกเป็นสองแบบหลักคือ "surface acting" หรือการฝืนแสดงสีหน้าและน้ำเสียงตามที่งานต้องการโดยไม่ได้เปลี่ยนความรู้สึกภายในจริง กับ "deep acting" หรือการพยายามปรับความรู้สึกภายในให้ตรงกับที่ต้องแสดงออกจริงๆ เธอชี้ว่าการทำ surface acting ซ้ำๆ เป็นเวลานานอาจทำให้พนักงานรู้สึก "แปลกแยกจากความรู้สึกของตัวเอง" (emotive dissonance) และนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของงานวิจัยด้านจิตวิทยาการทำงานอีกหลายพันชิ้นในเวลาต่อมา แม้ตัวหนังสือเองจะเป็นงานเชิงคุณภาพที่ไม่ได้วัดผลเชิงสถิติ แต่กรอบแนวคิด surface acting กับ deep acting ยังคงเป็นแกนหลักของงานวิจัยเชิงปริมาณสมัยใหม่แทบทุกชิ้นที่จะกล่าวถึงต่อไป

40 ปีต่อมา: emotion work เป็นได้ทั้งพรและภัย

Dieter Zapf, Marcel Kern, Franziska Tschan, David Holman และ Norbert K. Semmer ทบทวนงานวิจัยด้าน emotion work ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบ ในงานชื่อ "Emotion Work: A Work Psychology Perspective" ตีพิมพ์ใน *Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior* ปี 2021 (เล่ม 8 ฉบับ 1 หน้า 139-172) โดยรวบรวมและสังเคราะห์หลักฐานจากงานวิจัยเชิงประจักษ์จำนวนมาก เพื่อเสนอกรอบแนวคิดใหม่ที่มองว่าการบริหารจัดการอารมณ์ในงานเป็น "ลักษณะหนึ่งของงาน" (job characteristic) ที่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มความต้องการที่ท้าทายศักยภาพ (challenge demand) หรือกลุ่มความต้องการที่เป็นอุปสรรค (hindrance demand) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท

ผลลัพธ์คือ งานทบทวนนี้สรุปว่า emotion work ไม่ได้ส่งผลลบเสมอไปอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป การแสดงอารมณ์ตามบทบาทวิชาชีพที่ทำได้สำเร็จอาจสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจและตอบสนองความต้องการของบทบาทได้ดี แต่เมื่อพนักงานต้องเผชิญเหตุการณ์เชิงลบจากลูกค้า เช่น ถูกด่าทอหรือถูกปฏิบัติไม่ดี มักส่งผลให้ต้องพึ่งพา surface acting มากขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับผลลบต่อสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ งานทบทวนนี้ยังชี้ว่าการควบคุมอารมณ์แบบอัตโนมัติ (automatic emotion regulation) เป็นประเด็นที่ยังถูกศึกษาน้อยเกินไป และผลการศึกษาส่วนใหญ่ในสายนี้ยังจำกัดอยู่ในบริบทวัฒนธรรมตะวันตกเป็นหลัก จึงยังต้องระมัดระวังในการสรุปผลข้ามวัฒนธรรม

ทศวรรษที่ผ่านมา: surface acting คือตัวร้ายตัวจริง

Allison S. Gabriel, James M. Diefendorff และ Alicia A. Grandey ทบทวนความก้าวหน้าของงานวิจัย emotional labor ในรอบ 10 ปีหลังสุด ในงานชื่อ "The Acceleration of Emotional Labor Research: Navigating the Past and Steering Toward the Future" ตีพิมพ์ใน *Personnel Psychology* ปี 2023 (เล่ม 76 ฉบับ 2 หน้า 511-545) ต่อยอดจากงานทบทวนของ Grandey & Gabriel เมื่อปี 2015 ที่เคยชี้ว่างานวิจัยสายนี้ "ติดหล่ม" อยู่กับปัญหา 3 ด้าน คือการนิยามและวัดผลที่ยังไม่ชัดเจน ความเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยที่ยังไม่ลึกพอ และตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่จำกัดเกินไป งานฉบับปี 2023 นี้จึงสำรวจว่าวงการวิจัยก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นไปได้แค่ไหนแล้ว

ผลลัพธ์คือ งานทบทวนนี้ยืนยันรูปแบบที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานวิจัยยุคหลังคือ surface acting เชื่อมโยงกับผลลบต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอย่างสม่ำเสมอกว่า deep acting มาก ขณะที่ deep acting ให้ผลลัพธ์ที่ผสมกันมากกว่า บางบริบทช่วยเพิ่มความพึงพอใจในงานได้ แต่บางบริบทก็ต้องใช้ความพยายามทางปัญญาสูงจนกลายเป็นภาระเช่นกัน งานทบทวนนี้ยังชี้ทิศทางวิจัยในอนาคตไปที่ประเด็นสุขภาพจิตพนักงาน ความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่างในที่ทำงาน และรูปแบบการทำงานทางไกลหรือแบบผสมผสาน (remote/virtual work) ซึ่งเปลี่ยนลักษณะของ emotional labor ไปจากเดิมที่เน้นปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้ากันโดยตรง

วัดอารมณ์วันต่อวันของพนักงานจริง

Sonja Scherer, Dieter Zapf, Lena A. Beitler และ Kai Trumpold ศึกษาว่าความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเอง (emotion regulation ability) ช่วยพนักงานบริการรับมือกับ emotional labor ได้ดีขึ้นหรือไม่ ในงานชื่อ "Testing a Multidimensional Model of Emotional Labor, Emotional Abilities, and Exhaustion: A Multilevel, Multimethod Approach" ตีพิมพ์ใน *Journal of Occupational Health Psychology* ปี 2020 (เล่ม 25 ฉบับ 1 หน้า 46-67) ใช้วิธี event-sampling คือให้พนักงานรายงานความรู้สึกทันทีหลังจบการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแต่ละครั้งในระหว่างวันทำงานจริง การศึกษาที่ 1 เก็บข้อมูลจากพนักงานสถาบันการเงิน 187 คน รวม 861 ครั้งของการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ด้วยการรายงานตนเอง ส่วนการศึกษาที่ 2 เก็บข้อมูลจากพนักงานบริการหลายสายอาชีพ 101 คน รวม 479 ครั้ง โดยเสริมด้วยการประเมินจากเพื่อนร่วมงานและแบบทดสอบความสามารถทางอารมณ์แบบวัตถุวิสัยเพิ่มเติม

ผลลัพธ์คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะที่แยกออกจากความฉลาดทางอารมณ์โดยรวม ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกลั่นกรอง (moderator) ที่ลดผลเสียของกลยุทธ์ emotional labor ทั้งสามแบบที่มีต่อความอ่อนล้า โดยเฉพาะช่วยลดผลเสียของ surface acting ต่อความรู้สึกหมดแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้ชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำ surface acting จะหมดไฟในอัตราเดียวกัน คนที่มีทักษะควบคุมอารมณ์ตัวเองดีกว่าสามารถทำ surface acting ได้โดยเสียค่าใช้จ่ายทางจิตใจน้อยกว่าคนที่ทักษะนี้ต่ำกว่า ซึ่งเปิดช่องให้คิดถึงการฝึกทักษะควบคุมอารมณ์เป็นแนวทางป้องกันภาวะหมดไฟได้

ภาพรวมจากทั่วโลก: การวิเคราะห์อภิมาน 175 งานวิจัย

Nicole M. Humphrey สังเคราะห์ภาพรวมของงานวิจัย emotional labor ทั้งหมดที่มีอยู่ ในงานชื่อ "Emotional Labor and Employee Outcomes: A Meta-Analysis" ตีพิมพ์ใน *Public Administration* ปี 2023 (เล่ม 101 ฉบับ 2 หน้า 422-446) ด้วยวิธีการวิเคราะห์อภิมานแบบ random-effects จากค่าสหสัมพันธ์ 545 ค่า ที่รวบรวมมาจากงานวิจัยปฐมภูมิ 175 ชิ้นทั่วโลก ครอบคลุมทั้งกลุ่มตัวอย่างจากวัฒนธรรมแบบปัจเจกนิยม (individualist) และแบบส่วนรวมนิยม (collectivist) เพื่อตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง emotional labor กับผลลัพธ์ต่างๆ เช่น ภาวะหมดไฟและความพึงพอใจในงาน มีความสม่ำเสมอข้ามบริบทหรือไม่

ผลลัพธ์คือ emotional labor ส่งผลได้ทั้งด้านลบและด้านบวกต่อพนักงาน ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่ใช้ โดย surface acting เชื่อมโยงกับภาวะหมดไฟที่สูงกว่าและความพึงพอใจในงานที่ต่ำกว่าอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ deep acting ให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกมากกว่าในภาพรวม การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบยังพบว่าขนาดของความสัมพันธ์เหล่านี้แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม คือความสัมพันธ์ระหว่าง emotional labor กับผลลัพธ์ทางลบมีแนวโน้มแรงกว่าในบางบริบทวัฒนธรรมมากกว่าอีกบริบทหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของ Zapf et al. (2021) ที่ว่างานวิจัยส่วนใหญ่ในอดีตเน้นบริบทตะวันตก การวิเคราะห์อภิมานนี้จึงช่วยยืนยันด้วยขนาดตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีว่ารูปแบบ "surface acting แย่กว่า deep acting" ไม่ใช่ข้อสรุปที่มาจากงานวิจัยเพียงไม่กี่ชิ้น แต่เป็นรูปแบบที่ปรากฏซ้ำในงานวิจัยหลักร้อยชิ้นทั่วโลก

เสียงจากพยาบาลจริง: เมื่อต้องฝืนยิ้มทั้งกับผู้ป่วยและเพื่อนร่วมงาน

Catherine Theodosius, Christina Koulouglioti, Paula Kersten และ Claire Rosten ศึกษาว่า emotional labor ในหมู่พยาบาลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานด้วยหรือไม่ ในงานชื่อ "Collegial Surface Acting Emotional Labour, Burnout and Intention to Leave in Novice and Pre-Retirement Nurses in the United Kingdom: A Cross-Sectional Study" ตีพิมพ์ใน *Nursing Open* ปี 2020 (เล่ม 8 ฉบับ 1 หน้า 463-472) เก็บข้อมูลจากพยาบาลวิชาชีพในสหราชอาณาจักร 118 คน แบ่งเป็นพยาบาลจบใหม่ 58 คน และพยาบาลใกล้เกษียณ 60 คน ด้วยแบบสอบถามวัด emotional labor ทั้งที่มีต่อผู้ป่วยและที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน (collegial emotional labour) ร่วมกับแบบวัดภาวะหมดไฟ Maslach Burnout Inventory และคำถามเรื่องความตั้งใจลาออก

ผลลัพธ์คือ surface acting ทั้งที่มีต่อผู้ป่วยและที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน สัมพันธ์กับความอ่อนล้าทางอารมณ์และความรู้สึกเหินห่างจากงาน (depersonalization) อย่างมีนัยสำคัญ surface acting ทั้งสองแบบยังสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกจากงานปัจจุบันด้วย แต่มีเพียง surface acting ที่มีต่อผู้ป่วยเท่านั้นที่สัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกจากองค์กรหรือจากวิชาชีพพยาบาลไปเลย

นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่าพยาบาลจบใหม่ทำ deep acting กับเพื่อนร่วมงานมากกว่าพยาบาลใกล้เกษียณอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนความแตกต่างของกลยุทธ์รับมือทางอารมณ์ตามช่วงอายุการทำงาน โดยรวมแล้วงานวิจัยนี้ชี้ว่า emotional labor ในงานบริการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังแทรกซึมเข้าไปในความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกันเองด้วย

กรอบรู้–ปรับ–เติม–ดูแล

เพื่อนำบทเรียนจากงานวิจัยทั้งหกชิ้นมาใช้จริงในงานบริการ เราสังเคราะห์เป็นกรอบ รู้–ปรับ–เติม–ดูแล กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่โปรแกรมป้องกันภาวะหมดไฟที่ผ่านการรับรองทางคลินิก

1. รู้ — รู้ว่ากำลังฝืนแสดงหรือรู้สึกจริง

ตามกรอบของ Hochschild (1983) การรู้ตัวว่าตอนนี้กำลังทำ surface acting อยู่ เป็นก้าวแรกที่ช่วยจัดการความรู้สึกแปลกแยกจากตัวเองได้ทันท่วงทีก่อนจะสะสมจนหมดไฟ ลองถามตัวเองสั้นๆ ระหว่างวันว่า "ตอนนี้ยิ้มเพราะรู้สึกดีจริง หรือแค่ฝืนหน้า"

2. ปรับ — ปรับไปสู่ deep acting อย่างมีสติเมื่อทำได้

ตามที่ Gabriel, Diefendorff, & Grandey (2023) สรุปไว้ deep acting มักให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตที่ดีกว่า surface acting แม้จะต้องใช้ความพยายามทางปัญญามากกว่าในระยะสั้น ลองหาแง่มุมของสถานการณ์ที่พอเห็นใจอีกฝ่ายได้จริง แทนการฝืนสีหน้าเฉยๆ

3. เติม — เติมพลังฟื้นฟูตัวเองสม่ำเสมอ

ตามที่ Zapf et al. (2021) เสนอ องค์กรควรจัดสรรเวลาพักหรือกิจกรรมฟื้นฟูให้พนักงานที่ต้องเจอเหตุการณ์เชิงลบจากลูกค้าบ่อยๆ โดยเฉพาะ อย่ามองงานบริการที่ต้องจัดการอารมณ์เป็นแค่หน้าที่ที่ต้องทนดู แต่เป็นทรัพยากรที่ต้องเติมคืนสม่ำเสมอ

4. ดูแล — ดูแลเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานด้วย ไม่ใช่แค่ลูกค้า

ตามที่ Theodosius et al. (2020) แสดงให้เห็น ความสัมพันธ์ในทีมที่ต้องฝืนแสดงอารมณ์ตลอดเวลาก็ส่งผลต่อภาวะหมดไฟได้ไม่ต่างจากความสัมพันธ์กับผู้รับบริการ ให้สังเกตว่าตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานกำลังฝืนยิ้มใส่กันเองอยู่หรือเปล่าด้วย

กรณีจำลอง: พนักงานคอลเซ็นเตอร์ที่ฝืนยิ้มจนหมดไฟ

สมมติว่า "น้ำหวาน" ทำงานคอลเซ็นเตอร์รับเรื่องร้องเรียนของบริษัทประกันมาสามปี ทุกวันเธอต้องพูดว่า "ขอบคุณค่ะที่แจ้งให้ทราบ" ด้วยน้ำเสียงสดใสกับลูกค้าที่โมโหและตะคอกใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่วงหลังเธอเริ่มรู้สึกชาๆ กับงาน กลับบ้านแล้วไม่อยากพูดกับใครเลย แม้แต่กับเพื่อนร่วมทีมในห้องพักเบรกเธอก็ยังฝืนยิ้มทักทายทั้งที่เหนื่อยมาก

น้ำหวานลองใช้กรอบนี้สังเกตตัวเอง: รู้ เธอเริ่มสังเกตว่าเกือบทุกครั้งที่พูด "ขอบคุณค่ะ" กับลูกค้าที่ก้าวร้าว เธอกำลังฝืนหน้าล้วนๆ ไม่ได้รู้สึกขอบคุณจริง, ปรับ สำหรับลูกค้าบางรายที่ฟังดูเครียดเพราะเรื่องจริงจัง เธอลองนึกถึงสถานการณ์ของลูกค้าจริงๆ ก่อนตอบ แทนท่องสคริปต์อัตโนมัติ ทำให้บางครั้งรู้สึกเห็นใจขึ้นมาจริงๆ, เติม เธอเริ่มใช้เวลาพักเบรก 10 นาทีทุกช่วงเดินออกไปนั่งเงียบๆ นอกตึกแทนการเล่นโทรศัพท์ในห้องพักที่ยังมีเสียงคุยงานอยู่ และ ดูแล เธอเริ่มบอกเพื่อนร่วมทีมตรงๆ ในวันที่เหนื่อยมากว่า "วันนี้ขอไม่ต้องคุยเล่นเยอะนะ ขอพักเงียบๆ หน่อย" แทนฝืนร่าเริงใส่เพื่อนร่วมงานเหมือนที่เคยทำ

หลังทำต่อเนื่องหนึ่งเดือน น้ำหวานสังเกตว่าตัวเองรู้สึกอ่อนล้าน้อยลงหลังเลิกงาน แม้จำนวนสายที่รับต่อวันจะเท่าเดิมก็ตาม กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่พนักงานหรือบริษัทจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองแยกแยะดูว่ากำลัง "ฝืนแสดง" หรือ "พยายามรู้สึกจริง" อยู่นะครับ ตามกรอบของ Hochschild (1983) การรู้ตัวว่าตอนนี้กำลังทำ surface acting อยู่ เป็นก้าวแรกที่ช่วยให้จัดการความรู้สึกแปลกแยกจากตัวเองได้ทันท่วงทีก่อนจะสะสมจนหมดไฟ 2. ลองมองงานบริการที่ต้องจัดการอารมณ์เป็นทรัพยากรที่ต้องเติมคืน ไม่ใช่แค่หน้าที่ที่ต้องทนดูนะครับ ตามที่ Zapf et al. (2021) เสนอ องค์กรควรจัดสรรเวลาพักหรือกิจกรรมฟื้นฟูให้พนักงานที่ต้องเจอเหตุการณ์เชิงลบจากลูกค้าบ่อยๆ โดยเฉพาะ 3. ลองฝึกฝนทักษะ deep acting อย่างมีสติแทนการฝืนสีหน้าเฉยๆ ดูนะครับ ตามที่ Gabriel, Diefendorff, & Grandey (2023) สรุปไว้ deep acting มักให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตที่ดีกว่า surface acting แม้จะต้องใช้ความพยายามทางปัญญามากกว่าในระยะสั้น 4. ลองฝึกทักษะควบคุมอารมณ์ตัวเองเป็นการเฉพาะดูนะครับ ไม่ใช่แค่ฝึก "ความฉลาดทางอารมณ์" แบบกว้างๆ ตามหลักฐานของ Scherer et al. (2020) ทักษะนี้ช่วยลดผลเสียของ surface acting ต่อความอ่อนล้าได้จริง 5. ลองอย่าเพิ่งตัดสินความรุนแรงของปัญหาจากงานวิจัยจากประเทศเดียวนะครับ ตามที่ Humphrey (2023) พบ ผลของ emotional labor ต่อพนักงานแตกต่างกันไปตามบริบทวัฒนธรรม องค์กรควรพิจารณาบริบทท้องถิ่นประกอบการออกแบบนโยบายดูแลพนักงาน 6. ลองใส่ใจ emotional labor ระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่กับลูกค้า ตามที่ Theodosius et al. (2020) แสดงให้เห็น ความสัมพันธ์ในทีมที่ต้องฝืนแสดงอารมณ์ตลอดเวลาก็ส่งผลต่อภาวะหมดไฟได้ไม่ต่างจากความสัมพันธ์กับผู้รับบริการ

คำถามที่พบบ่อย

surface acting กับ deep acting ต่างกันยังไงกันแน่?
ตามนิยามดั้งเดิมของ Hochschild (1983) surface acting คือการฝืนแสดงสีหน้าหรือน้ำเสียงตามที่งานต้องการโดยไม่ได้เปลี่ยนความรู้สึกภายในจริง เช่น ยิ้มทั้งที่หงุดหงิดอยู่ข้างใน ส่วน deep acting คือการพยายามปรับความรู้สึกภายในให้ตรงกับที่ต้องแสดงออกจริงๆ เช่น พยายามนึกถึงมุมมองของลูกค้าเพื่อให้รู้สึกเห็นใจขึ้นจริง งานวิจัยสมัยใหม่ เช่น Gabriel, Diefendorff, & Grandey (2023) และ Humphrey (2023) พบตรงกันว่า surface acting มักสัมพันธ์กับผลลบต่อสุขภาพจิตมากกว่า deep acting อย่างสม่ำเสมอ
ทำไมบางคนทำงานบริการมานานแล้วไม่หมดไฟ ทั้งที่ต้อง surface acting เหมือนกัน?
งานของ Scherer et al. (2020) ชี้ว่าความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเองเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนแต่ละคนรับมือกับ surface acting ได้ไม่เท่ากัน คนที่มีทักษะนี้สูงกว่าจะเสียค่าใช้จ่ายทางจิตใจน้อยกว่าเมื่อต้องฝืนแสดงอารมณ์
emotional labor เกิดขึ้นเฉพาะกับงานบริการลูกค้าเท่านั้นหรือ?
ไม่ใช่ ตามที่ Theodosius et al. (2020) พบในพยาบาล emotional labor เกิดขึ้นได้แม้แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง ไม่จำกัดอยู่แค่ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าหรือผู้รับบริการโดยตรง
องค์กรควรทำอะไรเพื่อลดภาวะหมดไฟจาก emotional labor?
ตามข้อเสนอของ Zapf et al. (2021) และ Gabriel, Diefendorff, & Grandey (2023) องค์กรควรลดความถี่ของเหตุการณ์เชิงลบที่พนักงานต้องเผชิญ (เช่น จัดการลูกค้าที่ก้าวร้าวแทนที่จะปล่อยให้พนักงานหน้างานรับมือเอง) จัดเวลาพักฟื้นฟูให้เพียงพอ และสนับสนุนให้พนักงานฝึกฝน deep acting แทนการฝืน surface acting อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทางออก

แหล่งอ้างอิง

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป
การงานและอาชีพ

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป

การทดลองผ่านอัลกอริทึมของ LinkedIn กับคนกว่า 20 ล้านคนยืนยันว่า 'คนรู้จักห่างๆ' ช่วยให้ได้งานใหม่จริงตามทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 แต่ความสัมพันธ์เป็นรูปตัว U คว่ำ คือห่างเกินไปกลับให้ผลลดลง ไม่ใช่ยิ่งห่างยิ่งดีเสมอไป

อ่าน 18 นาที
พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"
การงานและอาชีพ

พักแค่ 10 นาทีก็พอ: งานวิจัยเผยว่าการหยุดงานสั้นๆ ระหว่างวันช่วยลดความล้าได้จริง แต่ "ไม่ใช่ทุกการพักที่ได้ผลเท่ากัน"

งานวิเคราะห์คนกว่า 2,300 คนพบว่าการพักสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาทีระหว่างวันช่วยลดความล้าและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้จริง แต่ผลต่อประสิทธิภาพงานโดยรวมยังไม่ชัดเจนเท่า เพราะไม่ใช่ทุกกิจกรรมพักที่ช่วยให้พลังงานกลับมาเท่าเดิมได้จริง

อ่าน 14 นาที
ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"
การงานและอาชีพ

ทำไมมือถือสั่นแค่ครั้งเดียวก็ทำให้งานพัง งานวิจัยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อความ แต่อยู่ที่ "ความคาดหวังว่าต้องตอบเดี๋ยวนี้"

งานวิจัยพบว่านโยบายบริษัทที่ห้ามติดต่องานนอกเวลาแทบไม่ช่วยลดความรู้สึกต้องพร้อมตอบตลอดเวลา (telepressure) เลย เพราะสิ่งที่ทำนายได้จริงคือความคาดหวังแบบไม่เป็นทางการจากเพื่อนร่วมงาน ขณะที่การทดลองบล็อกอินเทอร์เน็ตบนมือถือ 2 สัปดาห์กลับช่วยให้สมาธิและสุขภาพจิตดีขึ้นจริง

อ่าน 14 นาที
ChatGPT ทำให้ทำงานเร็วขึ้น 40% จริงไหม งานวิจัยจาก Science และ PNAS เผยคำตอบที่ซับซ้อนกว่าพาดหัวข่าว
การงานและอาชีพ

ChatGPT ทำให้ทำงานเร็วขึ้น 40% จริงไหม งานวิจัยจาก Science และ PNAS เผยคำตอบที่ซับซ้อนกว่าพาดหัวข่าว

งานทดลองตั้งแต่มืออาชีพด้านการเขียน โปรแกรมเมอร์ ไปจนถึงที่ปรึกษาธุรกิจพบว่า Generative AI ช่วยให้งานบางประเภทเร็วและดีขึ้น แต่ในงานที่อยู่นอกขอบเขตความสามารถของ AI ผลลัพธ์อาจแย่ลงได้

อ่าน 22 นาที