ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การเงินส่วนบุคคล

ทำไมแค่เปลี่ยน "ตัวเลือกเริ่มต้น" คนถึงออมเงินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยไม่ต้องมีวินัยเพิ่มขึ้นเลย

ลองจินตนาการสองบริษัทที่เหมือนกันทุกอย่าง เงินเดือนเท่ากัน สวัสดิการเท่ากัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบเดียวกัน ต่างกันแค่จุดเดียวคือ บริษัท A ให้พนักงานใหม่ "ต้องกรอกฟอร์มถ้าอยากเข้าร่วมออมเงิน" ส่วนบริษัท B ให้พนักงานใหม่ "ถูกลงทะเบียนออมเงินให้อัตโนมัติตั้งแต่วันแรก เว้นแต่จะกรอกฟอร์มขอถอนตัว" คุณคิดว่าอัตราการออมของพนักงานสองบริษัทนี้จะต่างกันแค่ไหน หลักฐานชี้ว่าคนส่วนใหญ่จะเดาว่าต่างกันไม่มาก เพราะพนักงานที่อยากออมก็คงออมอยู่แล้วไม่ว่าจะต้องกรอกฟอร์มหรือไม่ แต่งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ว่าคุณเดาผิดถนัด แค่เปลี่ยน "ตัวเลือกเริ่มต้น" (default) จากต้องสมัครเองเป็นต้องปฏิเสธเอง อัตราการออมพุ่งขึ้นได้เป็นสองเท่าโดยไม่มีใครถูกบังคับอะไรเลยสักนิด และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องเงิน แต่เกิดกับการตัดสินใจสำคัญของชีวิตแทบทุกด้าน

r1dx

บรรณาธิการ

ทำไมแค่เปลี่ยน "ตัวเลือกเริ่มต้น" คนถึงออมเงินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยไม่ต้องมีวินัยเพิ่มขึ้นเลย

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • [World-class] Brigitte Madrian และ Dennis Shea ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2001 วิเคราะห์ข้อมูลพนักงานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ก่อน-หลังเปลี่ยนจากระบบ "ต้องสมัครเองเพื่อเข้าร่วม 401(k)" เป็น "ลงทะเบียนอัตโนมัติเว้นแต่ปฏิเสธ" พบว่าอัตราการเข้าร่วมของพนักงานใหม่ในช่วงอายุงาน 3-15 เดือน พุ่งจาก 37% เป็น 86%
  • Choi, Laibson, Madrian และ Metrick วิเคราะห์ข้อมูลบริษัทใหญ่ 3 แห่งที่ใช้ระบบลงทะเบียนอัตโนมัติ พบว่าอัตราการเข้าร่วมเกิน 85% ในทุกบริษัท และราว 80% ของพนักงานยอมรับทั้งอัตราออมและกองทุนที่บริษัทตั้งเป็นค่าเริ่มต้นไว้ให้ แม้ผ่านไปแล้ว 3 ปี ครึ่งหนึ่งของพนักงานยังคงออมที่อัตราเริ่มต้นเป๊ะๆ โดยไม่เคยปรับเปลี่ยนเลย
  • [World-class] Richard Thaler และ Shlomo Benartzi ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Journal of Political Economy* ปี 2004 เรื่องโปรแกรม "Save More Tomorrow" ที่ให้พนักงานตกลงล่วงหน้าครั้งเดียวว่าจะเพิ่มอัตราออมอัตโนมัติทุกครั้งที่ได้ขึ้นเงินเดือนในอนาคต โดยไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกรอบ พบว่าอัตราออมเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ภายใน 40 เดือน
  • [World-class] Chetty, Friedman, Leth-Petersen, Nielsen และ Olsen ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2014 วิเคราะห์ข้อมูลภาษีของประชากรเดนมาร์กทั้งประเทศกว่า 41 ล้าน observations พบว่าเงินสมทบอัตโนมัติจากนายจ้าง 1 โครนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินออมรวมของพนักงานเพิ่มขึ้นจริงประมาณ 80 øre ในขณะที่เงินอุดหนุนภาษี (subsidy) 1 ดอลลาร์ที่รัฐจ่ายไป กลับทำให้เงินออมรวมเพิ่มขึ้นเพียง 1 เซนต์เท่านั้น
  • Eric Johnson และ Daniel Goldstein ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Science* ปี 2003 พบว่าประเทศที่ใช้ระบบ "เป็นผู้บริจาคอวัยวะโดยอัตโนมัติเว้นแต่ปฏิเสธ" มีอัตรายินยอมบริจาคสูงถึงเกือบ 100% ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบ "ต้องสมัครเองถึงจะเป็นผู้บริจาค" มีอัตรายินยอมเพียงหลักสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยืนยันว่า default effect เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางการเงิน

คำชี้แจง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านการเงินเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ

Default Effect คืออะไร: หลักฐานจากการเปลี่ยนนโยบาย 401(k) ของ Madrian & Shea

Brigitte Madrian และ Dennis Shea ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "The Power of Suggestion: Inertia in 401(k) Participation and Savings Behavior" ในวารสาร *Quarterly Journal of Economics* ปี 2001 โดยใช้ข้อมูลพนักงานจริงของบริษัทประกันสุขภาพขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ที่มีสำนักงานกว่า 240 แห่งทั่วประเทศ บริษัทนี้เปลี่ยนนโยบายกองทุนเกษียณ 401(k) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1998 จากเดิมที่พนักงานต้องกรอกฟอร์มสมัครเองถึงจะเข้าร่วมได้ (opt-in) เป็นการลงทะเบียนพนักงานใหม่ทุกคนโดยอัตโนมัติทันทีที่เข้างาน ด้วยอัตราออม 3% ของเงินเดือน ไปไว้ในกองทุนตลาดเงิน (money market fund) เว้นแต่พนักงานจะกรอกฟอร์มขอถอนตัวเอง (opt-out)

สิ่งที่น่าทึ่งคือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจของแผนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว เงินสมทบจากนายจ้าง อัตราออมสูงสุดที่ทำได้ ตัวเลือกกองทุนทั้งหมด เหมือนเดิมทุกประการ เปลี่ยนแค่ว่าใครต้องเป็นฝ่าย "ลงมือทำอะไรสักอย่าง" เพื่อเปลี่ยนสถานะตัวเอง เมื่อเทียบพนักงานกลุ่มที่เข้างานก่อนเปลี่ยนนโยบาย (ต้องสมัครเอง) กับกลุ่มที่เข้างานหลังเปลี่ยนนโยบาย (ต้องปฏิเสธเอง) ที่มีอายุงานเท่ากันคือ 3-15 เดือน อัตราการเข้าร่วมกองทุนพุ่งจาก 37% เป็น 86% และเมื่อมองภาพรวมทั้งบริษัท อัตราการเข้าร่วมโดยรวมเพิ่มจาก 61% เป็นราว 86% หรือเพิ่มขึ้น 25 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าผลของมาตรการอื่นที่บริษัททั่วไปใช้กระตุ้นการออม เช่น การให้เงินสมทบจากนายจ้าง (employer match) หรือการจัดอบรมความรู้ทางการเงิน (financial education) เสียอีก งานชิ้นนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา default effect ในบริบทการออมเพื่อเกษียณอย่างจริงจัง

ทำไมคนถึงติดอยู่กับค่าเริ่มต้น: หลักฐานเรื่อง "เส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุด"

คำถามที่ตามมาคือ พนักงานที่ถูกลงทะเบียนอัตโนมัติแล้ว ยังคงอยู่ที่อัตราออม 3% (ซึ่งมักต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อการเกษียณที่มั่นคง) นานแค่ไหน James Choi, David Laibson, Brigitte Madrian และ Andrew Metrick ตอบคำถามนี้ในบทความ "For Better or For Worse: Default Effects and 401(k) Savings Behavior" ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทหนึ่งในหนังสือรวมงานวิจัย *Perspectives on the Economics of Aging* (บรรณาธิการโดย David A. Wise, สำนักพิมพ์ University of Chicago Press ปี 2004) โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากบริษัทใหญ่ 3 แห่งที่ใช้ระบบลงทะเบียนอัตโนมัติ

ผลพบว่าอัตราการเข้าร่วมกองทุนของทั้ง 3 บริษัทสูงเกิน 85% ทุกแห่ง แต่ส่วนที่น่าสนใจกว่าคือ ราว 80% ของพนักงานที่ถูกลงทะเบียนอัตโนมัติ ยอมรับทั้งอัตราออม (2-3%) และกองทุนแบบระมัดระวัง (conservative fund) ที่บริษัทตั้งเป็นค่าเริ่มต้นไว้ให้ ทั้งที่แทบไม่มีพนักงานคนไหนในยุคก่อนหน้าที่เลือกอัตราออมหรือกองทุนแบบนี้ด้วยตัวเองเลย และที่สำคัญกว่านั้นคือแม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 3 ปี ครึ่งหนึ่งของพนักงานกลุ่มนี้ก็ยังคงออมที่อัตราเริ่มต้นเป๊ะๆ โดยไม่เคยปรับเปลี่ยนเลยสักครั้ง คณะผู้วิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการเดินตาม "เส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุด" (path of least resistance) และชื่อบทความ "For Better or For Worse" (ไม่ว่าจะดีหรือร้าย) ก็สื่อถึงข้อควรระวังสำคัญ นั่นคือ default ไม่ได้การันตีว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป ถ้าองค์กรตั้งอัตราเริ่มต้นไว้ต่ำเกินไป คนจำนวนมากก็จะติดอยู่กับอัตราที่ต่ำเกินไปนั้นไปอีกหลายปีเช่นกัน

Default ไม่ได้มีแค่ "เข้าร่วมหรือไม่" แต่รวมถึง "เพิ่มอัตราออมอัตโนมัติ": Save More Tomorrow

ข้อสังเกตจาก Choi และคณะข้างต้นนำไปสู่คำถามต่อว่า ถ้า default ทรงพลังขนาดนี้ จะใช้ default แก้ปัญหา "อัตราออมเริ่มต้นต่ำเกินไป" ได้ไหม Richard Thaler และ Shlomo Benartzi ตอบคำถามนี้ด้วยงานวิจัยชื่อ "Save More Tomorrow™: Using Behavioral Economics to Increase Employee Saving" ตีพิมพ์ใน *Journal of Political Economy* ปี 2004 โดยออกแบบโปรแกรมที่เรียกว่า SMarT ทดลองใช้จริงกับพนักงานบริษัทผลิตชิ้นส่วนกลางขนาดกลางแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ

หัวใจของโปรแกรมนี้คือ ให้พนักงานตัดสินใจเพียงครั้งเดียวล่วงหน้าว่าจะเข้าร่วม แล้วจากนั้นทุกครั้งที่บริษัทขึ้นเงินเดือนให้ในอนาคต ระบบจะดึงเงินเดือนที่ขึ้นบางส่วนไปเพิ่มอัตราออมให้อัตโนมัติ โดยพนักงานไม่ต้องมานั่งตัดสินใจใหม่ทุกรอบว่าจะขอเพิ่มอัตราออมหรือไม่ กล่าวอีกแบบคือ default ในที่นี้ไม่ใช่แค่ "จะเข้าร่วมหรือไม่" แบบ Madrian & Shea แต่เป็น default ของ "การเพิ่มอัตราออมในอนาคตแบบต้องปฏิเสธเองถึงจะหยุด" ผลลัพธ์คือ 78% ของพนักงานที่ได้รับข้อเสนอเข้าร่วมโปรแกรม และในกลุ่มที่เข้าร่วม 80% ยังคงอยู่ในโปรแกรมต่อเนื่องผ่านการขึ้นเงินเดือนถึง 4 รอบ อัตราออมเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ภายในเวลา 40 เดือน แสดงให้เห็นว่าการออกแบบ default ให้ครอบคลุมถึง "การเปลี่ยนแปลงในอนาคต" ไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นจุดเดียว สามารถแก้ปัญหาอัตราออมต่ำเกินไปที่ Choi และคณะพบได้จริง

หลักฐานระดับประเทศ: default เอาชนะแรงจูงใจทางภาษีได้อย่างไร

งานวิจัยข้างต้นทั้งหมดมาจากบริษัทเดียวหรือกลุ่มบริษัทในสหรัฐฯ คำถามคือปรากฏการณ์นี้จะเห็นในระดับประเทศด้วยหรือไม่ Raj Chetty, John Friedman, Søren Leth-Petersen, Torben Nielsen และ Tore Olsen ตอบคำถามนี้ในงานวิจัยชื่อ "Active vs. Passive Decisions and Crowd-Out in Retirement Savings Accounts: Evidence from Denmark" ตีพิมพ์ใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2014 โดยใช้ข้อมูลภาษีเชิงบริหารจัดการของประชากรเดนมาร์กทั้งประเทศระหว่างปี 1995-2009 รวมกว่า 41 ล้าน observations ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยด้านการออมที่มีขนาดตัวอย่างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

คณะผู้วิจัยแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม คือ "นักออมเชิงรุก" (active savers) ที่ปรับพฤติกรรมการออมเองตามแรงจูงใจทางภาษี กับ "นักออมเชิงรับ" (passive savers) ที่ออมเงินคงที่ไม่ขยับตามนโยบายจูงใจใดๆ ผลพบว่าเงินอุดหนุนลดหย่อนภาษี (price subsidy) ซึ่งต้องอาศัยให้คนลงมือทำเรื่องบางอย่างเองเพื่อรับสิทธิ์ กลับได้ผลน้อยมาก ทุก 1 ดอลลาร์ที่รัฐใช้จ่ายไปกับการอุดหนุนภาษี ทำให้เงินออมรวมของประชาชนเพิ่มขึ้นจริงเพียง 1 เซนต์เท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่แค่ย้ายเงินจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีหนึ่งเพื่อรับสิทธิ์ ไม่ได้ออมเพิ่มจริง ในทางตรงกันข้าม เงินสมทบอัตโนมัติจากนายจ้างที่เพิ่มขึ้นโดยพนักงานไม่ต้องทำอะไรเลย ทุก 1 โครนเดนมาร์กที่นายจ้างสมทบเพิ่ม ทำให้เงินออมรวมของพนักงานเพิ่มขึ้นจริงถึงราว 80 øre คณะผู้วิจัยประเมินว่าประชากรเดนมาร์กราว 85% เป็นนักออมเชิงรับที่ตอบสนองต่อ default มากกว่าสิ่งจูงใจทางราคา มีเพียง 15% เท่านั้นที่เป็นนักออมเชิงรุกซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ร่ำรวยและมีความรู้ทางการเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ย

ปรากฏการณ์ข้ามโดเมน: default effect ในการบริจาคอวัยวะ

คำถามสำคัญคือ default effect เป็นเรื่องเฉพาะทางการเงินหรือเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่กว้างกว่านั้น Eric Johnson และ Daniel Goldstein ตอบคำถามนี้ในงานวิจัยชื่อ "Do Defaults Save Lives?" ตีพิมพ์ในวารสาร *Science* ปี 2003 โดยศึกษาเรื่องการบริจาคอวัยวะ ซึ่งเป็นคนละโดเมนกับการเงินโดยสิ้นเชิง งานนี้มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นการทดลองออนไลน์กับผู้เข้าร่วม 161 คน แบ่งเป็นสามเงื่อนไข คือให้สมมติว่าย้ายไปอยู่รัฐใหม่ที่ default คือ "ไม่เป็นผู้บริจาค" เว้นแต่จะเลือกเป็นเอง (opt-in) กับ default คือ "เป็นผู้บริจาค" เว้นแต่จะเลือกถอนตัว (opt-out) และเงื่อนไขกลางที่ไม่มี default เลยต้องเลือกเอง ผลพบว่าอัตรายินยอมเป็นผู้บริจาคอยู่ที่ 42% ในเงื่อนไข opt-in เทียบกับ 82% ในเงื่อนไข opt-out และ 79% ในเงื่อนไขไม่มี default

ส่วนที่สองเป็นการวิเคราะห์อัตรายินยอมบริจาคอวัยวะจริงของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่ใช้กฎหมาย default คนละแบบ ผลพบความแตกต่างที่ชัดเจนมาก ประเทศที่ใช้ระบบ opt-in อย่างเยอรมนี มีอัตรายินยอมเพียง 12% ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบ opt-out อย่างออสเตรีย มีอัตรายินยอมสูงถึง 99.98% ทั้งที่สองประเทศมีวัฒนธรรม ระบบสาธารณสุข และทัศนคติต่อการบริจาคอวัยวะไม่ต่างกันมากนัก เมื่อวิเคราะห์เชิงสถิติเพิ่มเติมโดยควบคุมตัวแปรอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ระดับการศึกษา และศาสนา คณะผู้วิจัยประเมินว่าการมี default เป็นผู้บริจาคสัมพันธ์กับอัตราการบริจาคจริงที่เพิ่มขึ้นราว 16.3% งานชิ้นนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า default effect ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางการเงิน แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาทั่วไปที่เกิดจากสามสาเหตุหลัก คือคนมักตีความ default เป็นคำแนะนำโดยนัยจากผู้กำหนดนโยบาย การเปลี่ยนจาก default ต้องใช้ความพยายาม และการเปลี่ยนแปลงจากสถานะเดิมมักถูกมองว่าเป็นการสูญเสียตามหลัก loss aversion

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ไม่ต้องรอให้ระบบสร้าง default ที่ดีให้คุณ ลองสร้างมันขึ้นมาเองได้เลย ในไทย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่ยังเป็นระบบสมัครใจแบบ opt-in ไม่ใช่ automatic enrollment แบบที่ Madrian & Shea (2001) ศึกษา นั่นแปลว่าถ้าคุณไม่ลงมือสมัครเอง คุณจะไม่มีวันถูก "default" เข้าไปออมโดยอัตโนมัติเหมือนพนักงานในงานวิจัย วิธีแก้คือตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีลงทุนของตัวเองทันทีที่เงินเดือนเข้า แล้วปล่อยให้มันกลายเป็น "ค่าเริ่มต้น" ของชีวิตคุณเอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกเดือน 2. ตั้งค่าการเพิ่มอัตราออมล่วงหน้าครั้งเดียว แทนที่จะตัดสินใจใหม่ทุกปี จากหลักการของ Thaler & Benartzi (2004) ที่ทำให้อัตราออมเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ได้เพราะพนักงานตัดสินใจแค่ครั้งเดียวแล้วปล่อยให้ระบบเพิ่มอัตราออมตามเงินเดือนที่ขึ้นในอนาคต คุณสามารถเลียนแบบหลักการนี้ได้เอง เช่น ตั้งกฎกับตัวเองว่าทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น จะเพิ่มยอดโอนเข้าบัญชีลงทุนอัตโนมัติทันทีตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องมานั่งคิดใหม่ทุกรอบ 3. ลองเช็กดูว่าสิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเดียวเปลี่ยนพฤติกรรมออมของคุณได้จริงหรือเปล่า งานของ Chetty และคณะ (2014) ชี้ว่าเงินอุดหนุนภาษีสร้างเงินออมใหม่จริงได้น้อยมาก เพราะคนส่วนใหญ่ (ราว 85% ในกรณีศึกษานี้) เป็นนักออมเชิงรับที่ตอบสนองต่อ default มากกว่าสิ่งจูงใจทางราคา ถ้าคุณใช้สิทธิ RMF/SSF เพื่อลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว ให้ตรวจสอบว่าคุณกำลังย้ายเงินจากบัญชีอื่นมาแค่เพื่อรับสิทธิ์ หรือกำลังออมเงินเพิ่มขึ้นจริง 4. ยอมรับว่าคุณน่าจะเป็น "นักออมเชิงรับ" เหมือนคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทั้งงานของ Chetty และคณะ (2014) และ Choi และคณะ (2004) ต่างชี้ตรงกันว่าคนส่วนใหญ่ติดอยู่กับค่าเริ่มต้นเป็นเวลานาน (ครึ่งหนึ่งยังอยู่ที่อัตราเดิมแม้ผ่านไป 3 ปี) การพึ่งพา "วินัย" หรือ "ความตั้งใจ" ล้วนๆ จึงมีโอกาสล้มเหลวสูงกว่าการออกแบบระบบอัตโนมัติที่ทำงานแทนคุณตั้งแต่ต้น 5. ใช้หลักการ default อย่างจงใจนอกเรื่องการเงินได้ด้วย งานของ Johnson & Goldstein (2003) ยืนยันว่า default effect เป็นกลไกทางจิตวิทยาทั่วไป ไม่จำกัดแค่เรื่องเงิน คุณจึงสามารถนำหลักการเดียวกันไปใช้กับพฤติกรรมอื่นที่อยากเปลี่ยน เช่น ตั้งระบบหักเบี้ยประกันหรือเงินสำรองฉุกเฉินอัตโนมัติ เพื่อให้ "การออม" กลายเป็นค่าเริ่มต้นของชีวิต ส่วน "การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย" กลายเป็นสิ่งที่ต้องลงมือตัดสินใจเองทุกครั้งแทน

คำถามที่พบบ่อย

Default effect กับการ "ขี้เกียจตัดสินใจ" เฉยๆ เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันทีเดียวครับ Johnson & Goldstein (2003) อธิบายว่า default effect เกิดจากสามกลไกร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจ กลไกแรกคือคนมักตีความ default ว่าเป็นคำแนะนำโดยนัยจากผู้กำหนดนโยบาย (implied endorsement) กลไกที่สองคือการเปลี่ยนจาก default ต้องใช้ความพยายามทางกายภาพและสติปัญญาจริงๆ เช่น กรอกฟอร์ม โทรศัพท์ ส่งเอกสาร และกลไกที่สามคือ loss aversion ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงจากสถานะเดิมถูกมองว่าเป็นการสูญเสีย ทั้งสามกลไกนี้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความเกียจคร้านอย่างเดียว
ทำไมนายจ้างในไทยไม่ทำ automatic enrollment ให้พนักงานเหมือนในงานวิจัยของสหรัฐฯ?
คำถามนี้สำคัญเพราะชี้ข้อจำกัดของการนำงานวิจัยไปใช้ตรงๆ ในบริบทไทย งานวิจัยของ Madrian & Shea (2001) และ Choi และคณะ (2004) ศึกษาบริษัทในสหรัฐฯ ที่เลือกเปลี่ยนนโยบาย 401(k) เป็นระบบลงทะเบียนอัตโนมัติเอง ซึ่งภายหลังกลายเป็นแนวปฏิบัติที่กฎหมายสหรัฐฯ (Pension Protection Act ปี 2006) ส่งเสริมให้ทำ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังเป็นระบบที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งด้วยความสมัครใจ (voluntary) ไม่ได้บังคับหรือ default ให้พนักงานเข้าร่วมอัตโนมัติแบบในงานวิจัย ดังนั้นผลลัพธ์ระดับประเทศแบบที่เห็นในสหรัฐฯ หรือเดนมาร์ก จึงไม่ได้เกิดขึ้นเองในไทย นี่คือเหตุผลที่ข้อ 1 ในหัวข้อ "ลองเอาไปปรับใช้ดู" เน้นให้คุณสร้างระบบอัตโนมัติของตัวเองแทนการรอให้สถาบันทำให้
ตัวเลข default effect ที่อ้างถึงในบทความนี้ใหญ่เท่ากันในทุกสถานการณ์หรือเปล่า?
ไม่ครับ ขนาดของผลกระทบแตกต่างกันพอสมควรตามบริบท เช่น Johnson & Goldstein (2003) เองก็รายงานว่าเมื่อใช้วิธีวิเคราะห์อีกแบบหนึ่งจากอีกกลุ่มนักวิจัย (Gimbel และคณะ) กับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกเพิ่มเติม ตัวเลขผลของ default เปลี่ยนจาก 16.3% เป็น 56.5% ซึ่งต่างกันมาก ผู้วิจัยเองระบุว่าความต่างนี้น่าจะมาจากกลุ่มประเทศที่นำมาวิเคราะห์ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ Chetty และคณะ (2014) ก็ชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนตอบสนองต่อ default เท่ากัน คนที่ร่ำรวยและมีความรู้ทางการเงินสูงกว่า (นักออมเชิงรุก 15% ในกรณีศึกษานี้) มักไม่ค่อยได้รับผลจาก default เพราะปรับพฤติกรรมเองอยู่แล้ว ส่วนชื่อบทความ "For Better or For Worse" ของ Choi และคณะ (2004) ก็เตือนไว้ตรงๆ ว่า default ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป ถ้าค่าเริ่มต้นที่ตั้งไว้แย่ คนจำนวนมากก็จะติดอยู่กับผลลัพธ์ที่แย่นั้นไปอีกนาน

แหล่งอ้างอิง

ทำไมเงินก้อนเดียวกันถึงถูกใช้ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่ามันมาจากไหน งานวิจัยที่ได้รางวัลโนเบล
การเงินส่วนบุคคล

ทำไมเงินก้อนเดียวกันถึงถูกใช้ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่ามันมาจากไหน งานวิจัยที่ได้รางวัลโนเบล

เคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า เงินโบนัสหรือเงินคืนภาษีที่ได้มาแบบไม่คาดคิด มักถูกใช้จ่ายแบบใจป้ำกว่าเงินเดือนปกติ ทั้งที่มันคือเงินบาทเดียวกัน ใช้แทนกันได้ทุกประการ — คำตอบจากงานวิจัยของ Richard Thaler นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2017 คือ สมองเราไม่ได้มองเงินเป็น "ก้อนเดียวที่ใช้แทนกันได้หมด" อย่างที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมสมมติไว้ แต่แบ่งเงินออกเป็น "บัญชีในหัว" ตามที่มาหรือจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Mental Accounting และมันบิดเบือนการตัดสินใจทางการเงินของเราอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่เรื่องขาดวินัย

อ่าน 9 นาที
ทำไมนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่แพ้ตลาด ทั้งที่แค่ถือกองทุนดัชนีเฉยๆ ก็ชนะได้
การเงินส่วนบุคคล

ทำไมนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่แพ้ตลาด ทั้งที่แค่ถือกองทุนดัชนีเฉยๆ ก็ชนะได้

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนที่ตั้งใจศึกษาหุ้น ติดตามข่าวสารทุกวัน ซื้อๆ ขายๆ อย่างขยันขันแข็ง ถึงมักได้ผลตอบแทนแย่กว่าคนที่แค่ซื้อกองทุนดัชนีแล้วถือเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย — คำตอบสั้นๆ จากงานวิจัยด้านการเงินเชิงพฤติกรรมคือ ยิ่งซื้อขายบ่อยเท่าไหร่ มักยิ่งแพ้ตลาดมากขึ้นเท่านั้น เพราะแรงขับเบื้องหลังการซื้อขายบ่อยมักเป็นความมั่นใจเกินจริง ไม่ใช่ข้อมูลที่เหนือกว่าจริงๆ ในขณะที่ต้นทุนของการซื้อขายและการบริหารเชิงรุกกัดกินผลตอบแทนไปเรื่อยๆ จนกองทุนบริหารเชิงรุกส่วนใหญ่แพ้ดัชนีอ้างอิงของตัวเองในระยะยาว

อ่าน 7 นาที
ทำไม "ออมเงินที่เหลือปลายเดือน" ถึงไม่ได้ผล และหลักการเงินที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย
การเงินส่วนบุคคล

ทำไม "ออมเงินที่เหลือปลายเดือน" ถึงไม่ได้ผล และหลักการเงินที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย

ลองถามตัวเองดูสิครับ เดือนที่แล้วคุณออมเงินได้เท่าไหร่ ถ้าคำตอบคือ "ไม่ค่อยเหลือเลย" คุณไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะคนส่วนใหญ่ก็เจอปัญหาเดียวกัน และมันไม่ใช่เพราะคุณใช้เงินเก่งเกินไป แต่เป็นเพราะ "ลำดับการจ่ายเงิน" ที่เราทำกันมาตลอดมันผิดตั้งแต่ต้น

อ่าน 4 นาที