ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การเงินส่วนบุคคล

ทำไมแค่เปลี่ยน "ตัวเลือกเริ่มต้น" คนถึงออมเงินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยไม่ต้องมีวินัยเพิ่มขึ้นเลย

ลองจินตนาการสองบริษัทที่เหมือนกันทุกอย่าง เงินเดือนเท่ากัน สวัสดิการเท่ากัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบเดียวกัน ต่างกันแค่จุดเดียวคือ บริษัท A ให้พนักงานใหม่ "ต้องกรอกฟอร์มถ้าอยากเข้าร่วมออมเงิน" ส่วนบริษัท B ให้พนักงานใหม่ "ถูกลงทะเบียนออมเงินให้อัตโนมัติตั้งแต่วันแรก เว้นแต่จะกรอกฟอร์มขอถอนตัว" คุณคิดว่าอัตราการออมของพนักงานสองบริษัทนี้จะต่างกันแค่ไหน หลักฐานชี้ว่าคนส่วนใหญ่จะเดาว่าต่างกันไม่มาก เพราะพนักงานที่อยากออมก็คงออมอยู่แล้วไม่ว่าจะต้องกรอกฟอร์มหรือไม่ แต่งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ว่าคุณเดาผิดถนัด แค่เปลี่ยน "ตัวเลือกเริ่มต้น" (default) จากต้องสมัครเองเป็นต้องปฏิเสธเอง อัตราการออมพุ่งขึ้นได้เป็นสองเท่าโดยไม่มีใครถูกบังคับอะไรเลยสักนิด และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องเงิน แต่เกิดกับการตัดสินใจสำคัญของชีวิตแทบทุกด้าน

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไมแค่เปลี่ยน "ตัวเลือกเริ่มต้น" คนถึงออมเงินเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยไม่ต้องมีวินัยเพิ่มขึ้นเลย

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Brigitte Madrian และ Dennis Shea ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2001 วิเคราะห์ข้อมูลพนักงานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ก่อน-หลังเปลี่ยนจากระบบ "ต้องสมัครเองเพื่อเข้าร่วม 401(k)" เป็น "ลงทะเบียนอัตโนมัติเว้นแต่ปฏิเสธ" พบว่าอัตราการเข้าร่วมของพนักงานใหม่ในช่วงอายุงาน 3-15 เดือน พุ่งจาก 37% เป็น 86%
  • Choi, Laibson, Madrian และ Metrick วิเคราะห์ข้อมูลบริษัทใหญ่ 3 แห่งที่ใช้ระบบลงทะเบียนอัตโนมัติ พบว่าอัตราการเข้าร่วมเกิน 85% ในทุกบริษัท และราว 80% ของพนักงานยอมรับทั้งอัตราออมและกองทุนที่บริษัทตั้งเป็นค่าเริ่มต้นไว้ให้ แม้ผ่านไปแล้ว 3 ปี ครึ่งหนึ่งของพนักงานยังคงออมที่อัตราเริ่มต้นเป๊ะๆ โดยไม่เคยปรับเปลี่ยนเลย
  • Richard Thaler และ Shlomo Benartzi ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Journal of Political Economy* ปี 2004 เรื่องโปรแกรม "Save More Tomorrow" ที่ให้พนักงานตกลงล่วงหน้าครั้งเดียวว่าจะเพิ่มอัตราออมอัตโนมัติทุกครั้งที่ได้ขึ้นเงินเดือนในอนาคต โดยไม่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกรอบ พบว่าอัตราออมเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ภายใน 40 เดือน
  • Chetty, Friedman, Leth-Petersen, Nielsen และ Olsen ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2014 วิเคราะห์ข้อมูลภาษีของประชากรเดนมาร์กทั้งประเทศกว่า 41 ล้าน observations พบว่าเงินสมทบอัตโนมัติจากนายจ้าง 1 โครนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินออมรวมของพนักงานเพิ่มขึ้นจริงประมาณ 80 øre ในขณะที่เงินอุดหนุนภาษี (subsidy) 1 ดอลลาร์ที่รัฐจ่ายไป กลับทำให้เงินออมรวมเพิ่มขึ้นเพียง 1 เซนต์เท่านั้น
  • Eric Johnson และ Daniel Goldstein ตีพิมพ์งานวิจัยใน *Science* ปี 2003 พบว่าประเทศที่ใช้ระบบ "เป็นผู้บริจาคอวัยวะโดยอัตโนมัติเว้นแต่ปฏิเสธ" มีอัตรายินยอมบริจาคสูงถึงเกือบ 100% ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบ "ต้องสมัครเองถึงจะเป็นผู้บริจาค" มีอัตรายินยอมเพียงหลักสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยืนยันว่า default effect เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางการเงิน
  • กรอบ สร้าง–ตั้ง–เช็ก–ใช้ สังเคราะห์วิธีเอา default effect มาใช้กับตัวเองในบริบทที่ไทยยังไม่มี automatic enrollment แบบสหรัฐฯ

คำชี้แจง

เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปด้านการเงินเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ

Default Effect คืออะไร: หลักฐานจากการเปลี่ยนนโยบาย 401(k) ของ Madrian & Shea

Brigitte Madrian และ Dennis Shea ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "The Power of Suggestion: Inertia in 401(k) Participation and Savings Behavior" ในวารสาร *Quarterly Journal of Economics* ปี 2001 โดยใช้ข้อมูลพนักงานจริงของบริษัทประกันสุขภาพขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ที่มีสำนักงานกว่า 240 แห่งทั่วประเทศ บริษัทนี้เปลี่ยนนโยบายกองทุนเกษียณ 401(k) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 1998 จากเดิมที่พนักงานต้องกรอกฟอร์มสมัครเองถึงจะเข้าร่วมได้ (opt-in) เป็นการลงทะเบียนพนักงานใหม่ทุกคนโดยอัตโนมัติทันทีที่เข้างาน ด้วยอัตราออม 3% ของเงินเดือน ไปไว้ในกองทุนตลาดเงิน (money market fund) เว้นแต่พนักงานจะกรอกฟอร์มขอถอนตัวเอง (opt-out)

สิ่งที่น่าทึ่งคือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจของแผนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว เงินสมทบจากนายจ้าง อัตราออมสูงสุดที่ทำได้ ตัวเลือกกองทุนทั้งหมด เหมือนเดิมทุกประการ เปลี่ยนแค่ว่าใครต้องเป็นฝ่าย "ลงมือทำอะไรสักอย่าง" เพื่อเปลี่ยนสถานะตัวเอง เมื่อเทียบพนักงานกลุ่มที่เข้างานก่อนเปลี่ยนนโยบาย (ต้องสมัครเอง) กับกลุ่มที่เข้างานหลังเปลี่ยนนโยบาย (ต้องปฏิเสธเอง) ที่มีอายุงานเท่ากันคือ 3-15 เดือน อัตราการเข้าร่วมกองทุนพุ่งจาก 37% เป็น 86% และเมื่อมองภาพรวมทั้งบริษัท อัตราการเข้าร่วมโดยรวมเพิ่มจาก 61% เป็นราว 86% หรือเพิ่มขึ้น 25 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าผลของมาตรการอื่นที่บริษัททั่วไปใช้กระตุ้นการออม เช่น การให้เงินสมทบจากนายจ้าง (employer match) หรือการจัดอบรมความรู้ทางการเงิน (financial education) เสียอีก งานชิ้นนี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา default effect ในบริบทการออมเพื่อเกษียณอย่างจริงจัง

ทำไมคนถึงติดอยู่กับค่าเริ่มต้น: หลักฐานเรื่อง "เส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุด"

คำถามที่ตามมาคือ พนักงานที่ถูกลงทะเบียนอัตโนมัติแล้ว ยังคงอยู่ที่อัตราออม 3% (ซึ่งมักต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพื่อการเกษียณที่มั่นคง) นานแค่ไหน James Choi, David Laibson, Brigitte Madrian และ Andrew Metrick ตอบคำถามนี้ในบทความ "For Better or For Worse: Default Effects and 401(k) Savings Behavior" ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทหนึ่งในหนังสือรวมงานวิจัย *Perspectives on the Economics of Aging* (บรรณาธิการโดย David A. Wise, สำนักพิมพ์ University of Chicago Press ปี 2004) โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากบริษัทใหญ่ 3 แห่งที่ใช้ระบบลงทะเบียนอัตโนมัติ

ผลพบว่าอัตราการเข้าร่วมกองทุนของทั้ง 3 บริษัทสูงเกิน 85% ทุกแห่ง แต่ส่วนที่น่าสนใจกว่าคือ ราว 80% ของพนักงานที่ถูกลงทะเบียนอัตโนมัติ ยอมรับทั้งอัตราออม (2-3%) และกองทุนแบบระมัดระวัง (conservative fund) ที่บริษัทตั้งเป็นค่าเริ่มต้นไว้ให้ ทั้งที่แทบไม่มีพนักงานคนไหนในยุคก่อนหน้าที่เลือกอัตราออมหรือกองทุนแบบนี้ด้วยตัวเองเลย และที่สำคัญกว่านั้นคือแม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 3 ปี ครึ่งหนึ่งของพนักงานกลุ่มนี้ก็ยังคงออมที่อัตราเริ่มต้นเป๊ะๆ โดยไม่เคยปรับเปลี่ยนเลยสักครั้ง คณะผู้วิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการเดินตาม "เส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุด" (path of least resistance) และชื่อบทความ "For Better or For Worse" (ไม่ว่าจะดีหรือร้าย) ก็สื่อถึงข้อควรระวังสำคัญ นั่นคือ default ไม่ได้การันตีว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป ถ้าองค์กรตั้งอัตราเริ่มต้นไว้ต่ำเกินไป คนจำนวนมากก็จะติดอยู่กับอัตราที่ต่ำเกินไปนั้นไปอีกหลายปีเช่นกัน

Default ไม่ได้มีแค่ "เข้าร่วมหรือไม่" แต่รวมถึง "เพิ่มอัตราออมอัตโนมัติ": Save More Tomorrow

ข้อสังเกตจาก Choi และคณะข้างต้นนำไปสู่คำถามต่อว่า ถ้า default ทรงพลังขนาดนี้ จะใช้ default แก้ปัญหา "อัตราออมเริ่มต้นต่ำเกินไป" ได้ไหม Richard Thaler และ Shlomo Benartzi ตอบคำถามนี้ด้วยงานวิจัยชื่อ "Save More Tomorrow™: Using Behavioral Economics to Increase Employee Saving" ตีพิมพ์ใน *Journal of Political Economy* ปี 2004 โดยออกแบบโปรแกรมที่เรียกว่า SMarT ทดลองใช้จริงกับพนักงานบริษัทผลิตชิ้นส่วนกลางขนาดกลางแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ

หัวใจของโปรแกรมนี้คือ ให้พนักงานตัดสินใจเพียงครั้งเดียวล่วงหน้าว่าจะเข้าร่วม แล้วจากนั้นทุกครั้งที่บริษัทขึ้นเงินเดือนให้ในอนาคต ระบบจะดึงเงินเดือนที่ขึ้นบางส่วนไปเพิ่มอัตราออมให้อัตโนมัติ โดยพนักงานไม่ต้องมานั่งตัดสินใจใหม่ทุกรอบว่าจะขอเพิ่มอัตราออมหรือไม่ กล่าวอีกแบบคือ default ในที่นี้ไม่ใช่แค่ "จะเข้าร่วมหรือไม่" แบบ Madrian & Shea แต่เป็น default ของ "การเพิ่มอัตราออมในอนาคตแบบต้องปฏิเสธเองถึงจะหยุด" ผลลัพธ์คือ 78% ของพนักงานที่ได้รับข้อเสนอเข้าร่วมโปรแกรม และในกลุ่มที่เข้าร่วม 80% ยังคงอยู่ในโปรแกรมต่อเนื่องผ่านการขึ้นเงินเดือนถึง 4 รอบ อัตราออมเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ภายในเวลา 40 เดือน แสดงให้เห็นว่าการออกแบบ default ให้ครอบคลุมถึง "การเปลี่ยนแปลงในอนาคต" ไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นจุดเดียว สามารถแก้ปัญหาอัตราออมต่ำเกินไปที่ Choi และคณะพบได้จริง

หลักฐานระดับประเทศ: default เอาชนะแรงจูงใจทางภาษีได้อย่างไร

งานวิจัยข้างต้นทั้งหมดมาจากบริษัทเดียวหรือกลุ่มบริษัทในสหรัฐฯ คำถามคือปรากฏการณ์นี้จะเห็นในระดับประเทศด้วยหรือไม่ Raj Chetty, John Friedman, Søren Leth-Petersen, Torben Nielsen และ Tore Olsen ตอบคำถามนี้ในงานวิจัยชื่อ "Active vs. Passive Decisions and Crowd-Out in Retirement Savings Accounts: Evidence from Denmark" ตีพิมพ์ใน *Quarterly Journal of Economics* ปี 2014 โดยใช้ข้อมูลภาษีเชิงบริหารจัดการของประชากรเดนมาร์กทั้งประเทศระหว่างปี 1995-2009 รวมกว่า 41 ล้าน observations ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยด้านการออมที่มีขนาดตัวอย่างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

คณะผู้วิจัยแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม คือ "นักออมเชิงรุก" (active savers) ที่ปรับพฤติกรรมการออมเองตามแรงจูงใจทางภาษี กับ "นักออมเชิงรับ" (passive savers) ที่ออมเงินคงที่ไม่ขยับตามนโยบายจูงใจใดๆ ผลพบว่าเงินอุดหนุนลดหย่อนภาษี (price subsidy) ซึ่งต้องอาศัยให้คนลงมือทำเรื่องบางอย่างเองเพื่อรับสิทธิ์ กลับได้ผลน้อยมาก ทุก 1 ดอลลาร์ที่รัฐใช้จ่ายไปกับการอุดหนุนภาษี ทำให้เงินออมรวมของประชาชนเพิ่มขึ้นจริงเพียง 1 เซนต์เท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่แค่ย้ายเงินจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีหนึ่งเพื่อรับสิทธิ์ ไม่ได้ออมเพิ่มจริง ในทางตรงกันข้าม เงินสมทบอัตโนมัติจากนายจ้างที่เพิ่มขึ้นโดยพนักงานไม่ต้องทำอะไรเลย ทุก 1 โครนเดนมาร์กที่นายจ้างสมทบเพิ่ม ทำให้เงินออมรวมของพนักงานเพิ่มขึ้นจริงถึงราว 80 øre คณะผู้วิจัยประเมินว่าประชากรเดนมาร์กราว 85% เป็นนักออมเชิงรับที่ตอบสนองต่อ default มากกว่าสิ่งจูงใจทางราคา มีเพียง 15% เท่านั้นที่เป็นนักออมเชิงรุกซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ร่ำรวยและมีความรู้ทางการเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ย

ปรากฏการณ์ข้ามโดเมน: default effect ในการบริจาคอวัยวะ

คำถามสำคัญคือ default effect เป็นเรื่องเฉพาะทางการเงินหรือเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่กว้างกว่านั้น Eric Johnson และ Daniel Goldstein ตอบคำถามนี้ในงานวิจัยชื่อ "Do Defaults Save Lives?" ตีพิมพ์ในวารสาร *Science* ปี 2003 โดยศึกษาเรื่องการบริจาคอวัยวะ ซึ่งเป็นคนละโดเมนกับการเงินโดยสิ้นเชิง งานนี้มีสองส่วน ส่วนแรกเป็นการทดลองออนไลน์กับผู้เข้าร่วม 161 คน แบ่งเป็นสามเงื่อนไข คือให้สมมติว่าย้ายไปอยู่รัฐใหม่ที่ default คือ "ไม่เป็นผู้บริจาค" เว้นแต่จะเลือกเป็นเอง (opt-in) กับ default คือ "เป็นผู้บริจาค" เว้นแต่จะเลือกถอนตัว (opt-out) และเงื่อนไขกลางที่ไม่มี default เลยต้องเลือกเอง ผลพบว่าอัตรายินยอมเป็นผู้บริจาคอยู่ที่ 42% ในเงื่อนไข opt-in เทียบกับ 82% ในเงื่อนไข opt-out และ 79% ในเงื่อนไขไม่มี default

ส่วนที่สองเป็นการวิเคราะห์อัตรายินยอมบริจาคอวัยวะจริงของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่ใช้กฎหมาย default คนละแบบ ผลพบความแตกต่างที่ชัดเจนมาก ประเทศที่ใช้ระบบ opt-in อย่างเยอรมนี มีอัตรายินยอมเพียง 12% ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบ opt-out อย่างออสเตรีย มีอัตรายินยอมสูงถึง 99.98% ทั้งที่สองประเทศมีวัฒนธรรม ระบบสาธารณสุข และทัศนคติต่อการบริจาคอวัยวะไม่ต่างกันมากนัก เมื่อวิเคราะห์เชิงสถิติเพิ่มเติมโดยควบคุมตัวแปรอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ระดับการศึกษา และศาสนา คณะผู้วิจัยประเมินว่าการมี default เป็นผู้บริจาคสัมพันธ์กับอัตราการบริจาคจริงที่เพิ่มขึ้นราว 16.3% งานชิ้นนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า default effect ไม่ใช่เรื่องเฉพาะทางการเงิน แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาทั่วไปที่เกิดจากสามสาเหตุหลัก คือคนมักตีความ default เป็นคำแนะนำโดยนัยจากผู้กำหนดนโยบาย การเปลี่ยนจาก default ต้องใช้ความพยายาม และการเปลี่ยนแปลงจากสถานะเดิมมักถูกมองว่าเป็นการสูญเสียตามหลัก loss aversion

กรอบสร้าง–ตั้ง–เช็ก–ใช้

เพื่อให้เอา default effect มาใช้กับตัวเองได้ ในเมื่อระบบไทยส่วนใหญ่ยังเป็น opt-in ไม่มีใคร "default" การออมให้เราอัตโนมัติ เราสังเคราะห์เป็นกรอบ สร้าง–ตั้ง–เช็ก–ใช้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแยกต่างหาก

1. สร้าง — สร้าง default ของตัวเองด้วยระบบโอนเงินอัตโนมัติ

ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีลงทุนของตัวเองทันทีที่เงินเดือนเข้า แล้วปล่อยให้มันกลายเป็น "ค่าเริ่มต้น" ของชีวิตคุณเอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกเดือน

2. ตั้ง — ตั้งกฎการเพิ่มอัตราออมล่วงหน้าเพียงครั้งเดียว

ตั้งกฎกับตัวเองว่าทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น จะเพิ่มยอดโอนเข้าบัญชีลงทุนอัตโนมัติทันทีตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องมานั่งคิดใหม่ทุกรอบ เหมือนหลักการของ Save More Tomorrow

3. เช็ก — เช็กว่าสิทธิลดหย่อนภาษีเปลี่ยนพฤติกรรมออมจริงหรือแค่ย้ายเงิน

ถ้าใช้สิทธิ RMF/SSF เพื่อลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว ตรวจสอบว่ากำลังย้ายเงินจากบัญชีอื่นมาแค่เพื่อรับสิทธิ์ หรือกำลังออมเงินเพิ่มขึ้นจริง

4. ใช้ — ใช้หลักการ default กับพฤติกรรมอื่นนอกเรื่องเงินด้วย

default effect เป็นกลไกทางจิตวิทยาทั่วไป ไม่จำกัดแค่เรื่องเงิน ตั้งระบบหักเบี้ยประกันหรือเงินสำรองฉุกเฉินอัตโนมัติ เพื่อให้ "การออม" กลายเป็นค่าเริ่มต้นของชีวิต ส่วน "การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย" กลายเป็นสิ่งที่ต้องลงมือตัดสินใจเองทุกครั้งแทน

ลำดับนี้ช่วยชดเชยข้อจำกัดที่ระบบไทยยังไม่มี automatic enrollment แบบสหรัฐฯ หรือเดนมาร์ก — คุณต้องเป็นคนสร้าง default ให้ตัวเองแทนที่จะรอให้สถาบันทำให้

กรณีจำลอง: พนักงานใหม่ที่ไม่เคยสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพราะไม่มีใครบังคับ

สมมติว่า "บอส" เพิ่งเริ่มงานแรกได้สองปี บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สมัครแต่เป็นระบบสมัครใจ (opt-in) เขาไม่เคยสมัครเลยเพราะ "ยังไม่มีเวลาไปกรอกฟอร์ม" ทั้งที่ตั้งใจจะสมัครมาตลอด เงินเดือนที่ได้แต่ละเดือนก็ใช้จ่ายหมดโดยไม่เหลือออม

บอสลองใช้กรอบสร้าง–ตั้ง–เช็ก–ใช้แก้ปัญหา ขั้น สร้าง เขาไปธนาคารตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติ 10% ของเงินเดือนเข้ากองทุนรวมทันทีที่เงินเดือนเข้าบัญชีทุกเดือน แทนที่จะรอ "มีเวลาว่างค่อยสมัคร PVD" ขั้น ตั้ง เขาตั้งกฎไว้ล่วงหน้าว่าทุกครั้งที่ได้ขึ้นเงินเดือนประจำปี จะเพิ่มยอดโอนอัตโนมัติขึ้นอีก 2% ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งตัดสินใจใหม่ทุกปี ขั้น เช็ก ตอนใกล้สิ้นปีเขาซื้อกองทุน RMF เพื่อลดหย่อนภาษี แล้วเช็กตัวเองว่าเงินก้อนนั้นมาจากการออมเพิ่มจริง ไม่ใช่ย้ายเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่มีอยู่แล้วมาเพื่อรับสิทธิ์ภาษีเฉยๆ ขั้น ใช้ เขาเอาหลักการเดียวกันไปตั้งระบบหักเงินสำรองฉุกเฉินอัตโนมัติอีกก้อนหนึ่งด้วย

ผ่านไปหนึ่งปี บอสมีเงินออมสะสมโดยที่แทบไม่รู้สึกว่าต้องใช้วินัยอะไรเป็นพิเศษเลย เพราะระบบทำงานอัตโนมัติแทนเขาไปแล้ว กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริงหรือผลลัพธ์ทางการเงินที่รับประกันได้

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ไม่ต้องรอให้ระบบสร้าง default ที่ดีให้คุณ ลองสร้างมันขึ้นมาเองได้เลย ในไทย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่ยังเป็นระบบสมัครใจแบบ opt-in ไม่ใช่ automatic enrollment แบบที่ Madrian & Shea (2001) ศึกษา นั่นแปลว่าถ้าคุณไม่ลงมือสมัครเอง คุณจะไม่มีวันถูก "default" เข้าไปออมโดยอัตโนมัติเหมือนพนักงานในงานวิจัย วิธีแก้คือตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีลงทุนของตัวเองทันทีที่เงินเดือนเข้า แล้วปล่อยให้มันกลายเป็น "ค่าเริ่มต้น" ของชีวิตคุณเอง ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจใหม่ทุกเดือน 2. ตั้งค่าการเพิ่มอัตราออมล่วงหน้าครั้งเดียว แทนที่จะตัดสินใจใหม่ทุกปี จากหลักการของ Thaler & Benartzi (2004) ที่ทำให้อัตราออมเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.6% ได้เพราะพนักงานตัดสินใจแค่ครั้งเดียวแล้วปล่อยให้ระบบเพิ่มอัตราออมตามเงินเดือนที่ขึ้นในอนาคต คุณสามารถเลียนแบบหลักการนี้ได้เอง เช่น ตั้งกฎกับตัวเองว่าทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น จะเพิ่มยอดโอนเข้าบัญชีลงทุนอัตโนมัติทันทีตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องมานั่งคิดใหม่ทุกรอบ 3. ลองเช็กดูว่าสิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเดียวเปลี่ยนพฤติกรรมออมของคุณได้จริงหรือเปล่า งานของ Chetty และคณะ (2014) ชี้ว่าเงินอุดหนุนภาษีสร้างเงินออมใหม่จริงได้น้อยมาก เพราะคนส่วนใหญ่ (ราว 85% ในกรณีศึกษานี้) เป็นนักออมเชิงรับที่ตอบสนองต่อ default มากกว่าสิ่งจูงใจทางราคา ถ้าคุณใช้สิทธิ RMF/SSF เพื่อลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว ให้ตรวจสอบว่าคุณกำลังย้ายเงินจากบัญชีอื่นมาแค่เพื่อรับสิทธิ์ หรือกำลังออมเงินเพิ่มขึ้นจริง 4. ยอมรับว่าคุณน่าจะเป็น "นักออมเชิงรับ" เหมือนคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทั้งงานของ Chetty และคณะ (2014) และ Choi และคณะ (2004) ต่างชี้ตรงกันว่าคนส่วนใหญ่ติดอยู่กับค่าเริ่มต้นเป็นเวลานาน (ครึ่งหนึ่งยังอยู่ที่อัตราเดิมแม้ผ่านไป 3 ปี) การพึ่งพา "วินัย" หรือ "ความตั้งใจ" ล้วนๆ จึงมีโอกาสล้มเหลวสูงกว่าการออกแบบระบบอัตโนมัติที่ทำงานแทนคุณตั้งแต่ต้น 5. ใช้หลักการ default อย่างจงใจนอกเรื่องการเงินได้ด้วย งานของ Johnson & Goldstein (2003) ยืนยันว่า default effect เป็นกลไกทางจิตวิทยาทั่วไป ไม่จำกัดแค่เรื่องเงิน คุณจึงสามารถนำหลักการเดียวกันไปใช้กับพฤติกรรมอื่นที่อยากเปลี่ยน เช่น ตั้งระบบหักเบี้ยประกันหรือเงินสำรองฉุกเฉินอัตโนมัติ เพื่อให้ "การออม" กลายเป็นค่าเริ่มต้นของชีวิต ส่วน "การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย" กลายเป็นสิ่งที่ต้องลงมือตัดสินใจเองทุกครั้งแทน

คำถามที่พบบ่อย

Default effect กับการ "ขี้เกียจตัดสินใจ" เฉยๆ เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกันทีเดียวครับ Johnson & Goldstein (2003) อธิบายว่า default effect เกิดจากสามกลไกร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจ กลไกแรกคือคนมักตีความ default ว่าเป็นคำแนะนำโดยนัยจากผู้กำหนดนโยบาย (implied endorsement) กลไกที่สองคือการเปลี่ยนจาก default ต้องใช้ความพยายามทางกายภาพและสติปัญญาจริงๆ เช่น กรอกฟอร์ม โทรศัพท์ ส่งเอกสาร และกลไกที่สามคือ loss aversion ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงจากสถานะเดิมถูกมองว่าเป็นการสูญเสีย ทั้งสามกลไกนี้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความเกียจคร้านอย่างเดียว
ทำไมนายจ้างในไทยไม่ทำ automatic enrollment ให้พนักงานเหมือนในงานวิจัยของสหรัฐฯ?
คำถามนี้สำคัญเพราะชี้ข้อจำกัดของการนำงานวิจัยไปใช้ตรงๆ ในบริบทไทย งานวิจัยของ Madrian & Shea (2001) และ Choi และคณะ (2004) ศึกษาบริษัทในสหรัฐฯ ที่เลือกเปลี่ยนนโยบาย 401(k) เป็นระบบลงทะเบียนอัตโนมัติเอง ซึ่งภายหลังกลายเป็นแนวปฏิบัติที่กฎหมายสหรัฐฯ (Pension Protection Act ปี 2006) ส่งเสริมให้ทำ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังเป็นระบบที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งด้วยความสมัครใจ (voluntary) ไม่ได้บังคับหรือ default ให้พนักงานเข้าร่วมอัตโนมัติแบบในงานวิจัย ดังนั้นผลลัพธ์ระดับประเทศแบบที่เห็นในสหรัฐฯ หรือเดนมาร์ก จึงไม่ได้เกิดขึ้นเองในไทย นี่คือเหตุผลที่ข้อ 1 ในหัวข้อ "ลองเอาไปปรับใช้ดู" เน้นให้คุณสร้างระบบอัตโนมัติของตัวเองแทนการรอให้สถาบันทำให้
ตัวเลข default effect ที่อ้างถึงในบทความนี้ใหญ่เท่ากันในทุกสถานการณ์หรือเปล่า?
ไม่ครับ ขนาดของผลกระทบแตกต่างกันพอสมควรตามบริบท เช่น Johnson & Goldstein (2003) เองก็รายงานว่าเมื่อใช้วิธีวิเคราะห์อีกแบบหนึ่งจากอีกกลุ่มนักวิจัย (Gimbel และคณะ) กับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกเพิ่มเติม ตัวเลขผลของ default เปลี่ยนจาก 16.3% เป็น 56.5% ซึ่งต่างกันมาก ผู้วิจัยเองระบุว่าความต่างนี้น่าจะมาจากกลุ่มประเทศที่นำมาวิเคราะห์ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ Chetty และคณะ (2014) ก็ชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนตอบสนองต่อ default เท่ากัน คนที่ร่ำรวยและมีความรู้ทางการเงินสูงกว่า (นักออมเชิงรุก 15% ในกรณีศึกษานี้) มักไม่ค่อยได้รับผลจาก default เพราะปรับพฤติกรรมเองอยู่แล้ว ส่วนชื่อบทความ "For Better or For Worse" ของ Choi และคณะ (2004) ก็เตือนไว้ตรงๆ ว่า default ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป ถ้าค่าเริ่มต้นที่ตั้งไว้แย่ คนจำนวนมากก็จะติดอยู่กับผลลัพธ์ที่แย่นั้นไปอีกนาน

แหล่งอ้างอิง

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง
การเงินส่วนบุคคล

เชื่อกันมา 13 ปีว่ามีความสุขเพิ่มไม่ได้อีกหลัง $75,000/ปี งานวิจัยปี 2021-2023 พบว่าเกือบทุกคนผิด ยกเว้นคนกลุ่ม 15-20% ที่ยังเจอเพดานจริง

ความเชื่อ 13 ปีที่ว่าเงินซื้อความสุขได้แค่ถึง $75,000/ปี ถูกงานวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 1.7 ล้านครั้งหักล้างว่าความสุขส่วนใหญ่เพิ่มต่อเนื่องไม่มีเพดาน ยกเว้นคนกลุ่มที่ไม่มีความสุขที่สุดราว 15-20% ที่ความสุขหยุดนิ่งจริงที่ประมาณ $100,000/ปี

อ่าน 22 นาที
แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง
การเงินส่วนบุคคล

แจกเงินฟรี $1,000 ทุกเดือนนาน 3 ปี ไม่มีเงื่อนไขใดๆ งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบคนทำงานน้อยลง 4.1 จุด ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายคนหวัง

งานทดลองแจกเงิน $1,000/เดือนแบบไม่มีเงื่อนไขนาน 3 ปีในสหรัฐฯ พบว่าคนทำงานน้อยลง 4.1 จุดเปอร์เซ็นต์และรายได้จากการทำงานลดลง ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ขณะที่ความเครียดและความมั่นคงทางอาหารดีขึ้นเพียงชั่วคราวในปีแรก

อ่าน 22 นาที
รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด
การเงินส่วนบุคคล

รายได้กับการศึกษา อะไรสำคัญกว่ากันสำหรับ "ความสุข" และ "สุขภาพ" งานวิจัยจากคนกว่า 71,000 คนให้คำตอบที่ไม่เหมือนที่คิด

ข้อมูลจากคนกว่า 71,000 คนพบว่าการศึกษาสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีสม่ำเสมอกว่า ขณะที่รายได้สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีชัดเจนกว่า และงานทดลองแจกเงินสดจริงในคน 200 คนใน 7 ประเทศก็ยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้จริงในเชิงสาเหตุ โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

อ่าน 13 นาที
งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก
การเงินส่วนบุคคล

งานวิจัยยักษ์วิเคราะห์คนกว่า 160,000 คนพบ "คอร์สการเงิน" ได้ผลจริง แต่ผลที่ได้เล็กกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก

งานวิเคราะห์การทดลองแบบสุ่ม 76 ชิ้นในคนกว่า 160,000 คนยืนยันว่าคอร์สให้ความรู้ทางการเงินมีผลเชิงสาเหตุจริงทั้งต่อความรู้และพฤติกรรม แต่ผลต่อพฤติกรรมจริงเล็กกว่าผลต่อความรู้ถึง 5 เท่า และแม้จะจางลงหลังเรียนจบหลายปี ก็ยังช่วยลดการค้างชำระหนี้ได้บางส่วน

อ่าน 14 นาที