ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

ทำไมเราถึงคาดเดาผิดว่าคุยกับคนแปลกหน้าจะน่าอึดอัด (ทั้งที่จริงมันมักจะดีกว่าที่คิด)

ลองนึกภาพว่าคุณนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านคนเดียว มีคนแปลกหน้านั่งข้างๆ แล้วจู่ๆ ก็ชวนคุยเรื่องทั่วไป คุณจะรู้สึกอย่างไร คนส่วนใหญ่มักคาดเดาไว้ก่อนว่ามันคงน่าอึดอัด เสียเวลาเงียบๆ คนเดียวดีกว่า แต่คำถามที่นักจิตวิทยาสังคมกลุ่มหนึ่งอยากรู้คือ ถ้าลองให้คนกลุ่มหนึ่งทำนายความรู้สึกก่อน แล้วให้ลองทำจริงดู ผลลัพธ์จะตรงกับที่คาดเดาไว้หรือไม่ คำตอบที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานวิจัยหลายชิ้นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาคือ คนส่วนใหญ่ "คาดเดาผิด" อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องความสุขที่จะได้รับ ความสนใจของอีกฝ่าย และแม้แต่สิ่งที่จะได้เรียนรู้จากบทสนทนานั้น ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมคนจำนวนมากถึงเลือกนั่งเงียบๆ คนเดียวบนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ทั้งที่การพูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักห่างๆ (weak ties) อาจให้ผลดีต่อความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าที่คาดไว้มาก

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ทำไมเราถึงคาดเดาผิดว่าคุยกับคนแปลกหน้าจะน่าอึดอัด (ทั้งที่จริงมันมักจะดีกว่าที่คิด)

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Epley & Schroeder (2014, *Journal of Experimental Psychology: General*) พบว่าผู้โดยสารรถไฟและรถเมล์ที่ถูกขอให้คุยกับคนแปลกหน้ารายงานความรู้สึกดีกว่าคนที่นั่งเงียบๆ คนเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคนส่วนใหญ่ทำนายผลตรงกันข้าม
  • Sandstrom & Dunn (2014, *Personality and Social Psychology Bulletin*) พบว่าคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับ "คนรู้จักห่างๆ" (weak ties) มากขึ้นในแต่ละวัน รายงานความสุขและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (belonging) สูงขึ้นในวันนั้นด้วย
  • Kardas, Kumar, & Epley (2022, *Journal of Personality and Social Psychology*) พบว่าคนมักประเมินความสนใจของคนแปลกหน้าในบทสนทนาเชิงลึกต่ำเกินไป ทำให้เลือกคุยแต่เรื่องผิวเผินทั้งที่บทสนทนาเชิงลึกให้ความรู้สึกใกล้ชิดมากกว่าโดยไม่ได้อึดอัดอย่างที่กลัว
  • Atir, Wald, & Epley (2022, *PNAS*) พบจากการทดลอง 7 ชุดว่าคนมักประเมินสิ่งที่จะได้เรียนรู้จากบทสนทนากับคนอื่นต่ำเกินไปอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้คนเลือกไม่คุยกับคนอื่นในชีวิตประจำวัน
  • Sandstrom, Boothby, & Cooney (2022, *Journal of Experimental Social Psychology*) ทดสอบโปรแกรมฝึกคุยกับคนแปลกหน้า 5 วัน พบว่าช่วยลดความกลัวการถูกปฏิเสธและเพิ่มความมั่นใจ โดยผลยังคงอยู่อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังจบโปรแกรม
  • กรอบ ถาม–ทัก–ลึก–ฝึก สังเคราะห์งานวิจัยทั้งห้าชิ้นเป็นวิธีเปิดใจคุยกับคนแปลกหน้าและคนรู้จักห่างๆ: ถามความคาดเดาของตัวเองก่อนตัดสินใจเลี่ยง ทักทายคนรู้จักห่างๆ ที่มองข้ามไปในชีวิตประจำวัน ไม่กลัวคุยเรื่องลึก และฝึกซ้ำเพื่อสร้างความมั่นใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ลองนึกภาพว่าคุณนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านคนเดียว มีคนแปลกหน้านั่งข้างๆ แล้วจู่ๆ ก็ชวนคุยเรื่องทั่วไป คุณจะรู้สึกอย่างไร คนส่วนใหญ่มักคาดเดาไว้ก่อนว่ามันคงน่าอึดอัด เสียเวลาเงียบๆ คนเดียวดีกว่า แต่คำถามที่นักจิตวิทยาสังคมกลุ่มหนึ่งอยากรู้คือ ถ้าลองให้คนกลุ่มหนึ่งทำนายความรู้สึกก่อน แล้วให้ลองทำจริงดู ผลลัพธ์จะตรงกับที่คาดเดาไว้หรือไม่ คำตอบที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานวิจัยหลายชิ้นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาคือ คนส่วนใหญ่ "คาดเดาผิด" อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องความสุขที่จะได้รับ ความสนใจของอีกฝ่าย และแม้แต่สิ่งที่จะได้เรียนรู้จากบทสนทนานั้น ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมคนจำนวนมากถึงเลือกนั่งเงียบๆ คนเดียวบนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ทั้งที่การพูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักห่างๆ (weak ties) อาจให้ผลดีต่อความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าที่คาดไว้มาก

บนรถไฟฟ้า: ทำไมคุยกับคนแปลกหน้าถึงรู้สึกดีกว่าที่คาดไว้

Nicholas Epley และ Juliana Schroeder จากมหาวิทยาลัย Chicago ตั้งคำถามนี้อย่างจริงจังในงานชื่อ "Mistakenly Seeking Solitude" ตีพิมพ์ใน *Journal of Experimental Psychology: General* ปี 2014 (เล่ม 143 ฉบับ 5 หน้า 1980-1999) โดยทำการทดลอง 9 ชุดทั้งในสนามจริงและห้องปฏิบัติการ การทดลองภาคสนามให้ผู้โดยสารรถไฟและรถเมล์ที่เดินทางเข้าเมือง Chicago ถูกสุ่มแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ถูกขอให้คุยกับคนแปลกหน้าที่นั่งใกล้ๆ กลุ่มที่ถูกขอให้นั่งเงียบๆ คนเดียว และกลุ่มควบคุมที่เดินทางตามปกติ

ผลลัพธ์คือ ก่อนเริ่มการทดลอง ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ทำนายว่าการนั่งเงียบๆ คนเดียวจะทำให้รู้สึกดีกว่าการคุยกับคนแปลกหน้า แต่ผลจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คือคนที่ถูกขอให้คุยกับคนแปลกหน้ารายงานประสบการณ์การเดินทางที่ดีกว่าคนที่นั่งเงียบๆ คนเดียวอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจัยอธิบายว่าความคาดเดาที่ผิดพลาดนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนมักประเมินความสนใจของอีกฝ่ายในการพูดคุยด้วยต่ำเกินไป ทำให้ไม่ได้ลองเปิดบทสนทนา และไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ผลจริงของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมนั้นเลย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าการเชื่อมต่อกับคนแปลกหน้าบนรถไฟอาจไม่ได้ให้ประโยชน์ระยะยาวเท่ากับการเชื่อมต่อกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิด งานวิจัยนี้จึงเน้นที่ผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีในทันที มากกว่าผลระยะยาว

พลังของ "คนรู้จักห่างๆ" ที่มองข้ามไปในชีวิตประจำวัน

ขณะที่งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักเน้นที่เพื่อนสนิทหรือครอบครัว Gillian M. Sandstrom และ Elizabeth W. Dunn จากมหาวิทยาลัย British Columbia ตั้งคำถามว่า "คนรู้จักห่างๆ" หรือ weak ties เช่น เพื่อนร่วมชั้นที่ไม่สนิท คนขายกาแฟประจำ หรือเพื่อนบ้านที่ทักทายกันบ้าง มีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีหรือไม่ ในงานชื่อ "Social Interactions and Well-Being: The Surprising Power of Weak Ties" ตีพิมพ์ใน *Personality and Social Psychology Bulletin* ปี 2014 (เล่ม 40 ฉบับ 7 หน้า 910-922) โดยทำการศึกษาหลายชุด ให้นักศึกษาบันทึกจำนวนเพื่อนร่วมชั้นที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วยในแต่ละวัน (การศึกษาที่ 1) และให้ทั้งนักศึกษาและคนทั่วไปในชุมชนนับจำนวนการทักทายทุกแบบไม่ว่าจะสั้นแค่ไหน (การศึกษาที่ 2A และ 2B)

ผลลัพธ์คือ ในวันที่นักศึกษามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นมากกว่าปกติ พวกเขารายงานความสุขและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสูงกว่าวันทั่วไป และเมื่อรวมข้อมูลปฏิสัมพันธ์ทั้งกับคนสนิทและคนรู้จักห่างๆ เข้าด้วยกัน ก็ยังพบว่าปฏิสัมพันธ์กับคนรู้จักห่างๆ มีความสัมพันธ์กับความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมและอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่ได้แข็งแรงเท่าปฏิสัมพันธ์กับคนสนิทก็ตาม งานวิจัยนี้ชี้ว่าสมาชิกที่อยู่รอบนอกของเครือข่ายทางสังคมของเรา ซึ่งมักถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน จริงๆ แล้วมีส่วนสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เราได้ไม่น้อย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยตามรอยอีกหลายชิ้นในเวลาต่อมาที่ตั้งคำถามว่า แล้วทำไมคนถึงไม่ค่อยเริ่มบทสนทนากับคนกลุ่มนี้บ่อยเท่าที่ควร

กลัวเกินไปว่าคนอื่นจะไม่สนใจ: อุปสรรคของบทสนทนาเชิงลึก

เกือบ 10 ปีให้หลัง Michael Kardas, Amit Kumar และ Nicholas Epley กลับมาขยายคำถามนี้ให้ลึกขึ้น โดยเจาะจงที่บทสนทนาเชิงลึก (deep conversation) กับคนแปลกหน้า ในงานชื่อ "Overly Shallow?: Miscalibrated Expectations Create a Barrier to Deeper Conversation" ตีพิมพ์ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 2022 (เล่ม 122 ฉบับ 3 หน้า 367-398) โดยทำการทดลองรวม 7 ชุด ให้คนแปลกหน้าจับคู่คุยกันทั้งแบบตื้น (shallow) และแบบลึก (deep) แล้ววัดการทำนายความรู้สึกก่อนคุยเทียบกับความรู้สึกจริงหลังคุย

ผลลัพธ์คือ ผู้เข้าร่วมมักประเมินความสนใจและความใส่ใจของคนแปลกหน้าที่มีต่อเรื่องส่วนตัวที่ตนเปิดเผยต่ำเกินไปอย่างเป็นระบบ บทสนทนาเชิงลึกระหว่างคนแปลกหน้าให้ความรู้สึกอึดอัดน้อยกว่าและความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันมากกว่าที่คาดไว้ล่วงหน้า และแม้แต่หลังจากคุยทั้งสองแบบแล้ว ผู้เข้าร่วมก็ยังรู้สึกใกล้ชิดกับคู่สนทนาที่คุยเรื่องลึกมากกว่า นักวิจัยยังพบว่าความคาดเดาผิดพลาดเรื่องความสนใจของอีกฝ่ายนี้ส่งผลต่อการเลือกหัวข้อสนทนาในชีวิตจริงด้วย คือคนมักเลือกคุยเรื่องตื้นๆ เพราะกลัวว่าคู่สนทนาจะไม่สนใจเรื่องลึกซึ้งกว่านั้น ทั้งที่ความกลัวนี้มักไม่ตรงกับความเป็นจริง ที่น่าสนใจคือความคาดเดาผิดพลาดนี้ลดลงเมื่อคุยกับเพื่อนสนิทหรือครอบครัว ซึ่งชี้ว่าปัญหานี้เกิดขึ้นเฉพาะกับความสัมพันธ์ที่ยังไม่คุ้นเคยกันเป็นหลัก

ประเมินต่ำเกินไปว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากคนอื่น

ในปีเดียวกัน Stav Atir จากมหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison ร่วมกับ Kristina A. Wald และ Nicholas Epley จากมหาวิทยาลัย Chicago ตั้งคำถามอีกมุมหนึ่งว่า คนคาดเดาถูกไหมว่าจะได้ "เรียนรู้" อะไรจากการคุยกับคนอื่น ในงานชื่อ "Talking With Strangers Is Surprisingly Informative" ตีพิมพ์ใน *Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)* ปี 2022 (เล่ม 119 ฉบับ 34 บทความหมายเลข e2206992119) โดยทำการทดลอง 7 ชุด ให้ผู้เข้าร่วมทำนายว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากบทสนทนากับคนอื่นมากน้อยแค่ไหนก่อนเริ่มคุยจริง แล้วเทียบกับสิ่งที่รายงานว่าได้เรียนรู้จริงหลังจบบทสนทนา

ผลลัพธ์คือ ผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้คุยกับอีกฝ่ายคาดว่าจะได้เรียนรู้น้อยกว่าที่รายงานจริงหลังจบบทสนทนาอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะมีหัวข้อสนทนาให้ล่วงหน้าหรือไม่ และไม่ว่าจะตั้งเป้าหมายไปเพื่อเรียนรู้โดยเฉพาะหรือไม่ก็ตาม นักวิจัยชี้ว่าการประเมินต่ำเกินไปนี้ไม่ได้มาจากการที่คนคิดว่าคนอื่นไม่มีความรู้อะไรน่าสนใจ แต่มาจากความไม่แน่นอนโดยธรรมชาติของบทสนทนาเอง คือเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการล่วงหน้าว่าจะได้เรียนรู้อะไรก่อนที่จะได้เรียนรู้มันจริงๆ ที่สำคัญคือ ปริมาณที่คนคาดว่าจะได้เรียนรู้ส่งผลต่อความสนใจที่จะเริ่มบทสนทนานั้นด้วย ซึ่งหมายความว่าการประเมินต่ำเกินไปเรื่องคุณค่าข้อมูลของบทสนทนา กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้คนเลือกไม่คุยกับคนอื่นในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว

ฝึกคุยกับคนแปลกหน้า 5 วัน เปลี่ยนความเชื่อได้จริงไหม

ถ้าคนคาดเดาผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามที่ตามมาคือ จะช่วยให้คนกล้าคุยกับคนแปลกหน้ามากขึ้นได้อย่างไร Gillian M. Sandstrom ร่วมกับ Erica J. Boothby และ Gus Cooney ทดสอบแนวทางนี้ในงานชื่อ "Talking to Strangers: A Week-Long Intervention Reduces Psychological Barriers to Social Connection" ตีพิมพ์ใน *Journal of Experimental Social Psychology* ปี 2022 (เล่ม 102) โดยให้ผู้เข้าร่วม 286 คนจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เล่นเกมล่าสมบัติผ่านแอปมือถือต่อเนื่อง 5 วัน มีภารกิจ 29 อย่างที่ต้องหาและพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่มีลักษณะตรงตามที่กำหนด โดยกลุ่มทดลองถูกขอให้พูดคุยจริง ส่วนกลุ่มควบคุมแค่สังเกตคนแปลกหน้าเท่านั้น

ผลลัพธ์คือ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ได้ฝึกคุยกับคนแปลกหน้าจริงรายงานความรู้สึกอึดอัดลดลง ความมั่นใจในความสามารถพูดคุยเพิ่มขึ้น และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นเรื่องโอกาสที่จะถูกปฏิเสธ และผลดีนี้ยังคงอยู่อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังจบการทดลอง นักวิจัยยังพบว่าความเชื่อของผู้เข้าร่วมเปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดการทดลอง ไม่ใช่เปลี่ยนทันทีตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งชี้ว่าการฝึกฝนซ้ำๆ สำคัญต่อผลลัพธ์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าการเก็บข้อมูลจำนวนบทสนทนาหลังจบการทดลองไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนพอ อาจกระทบความน่าเชื่อถือของตัวเลขบางส่วน และกลุ่มตัวอย่างจำกัดเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ถูกกำหนดให้ต้องเผชิญปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จึงควรระมัดระวังในการสรุปกับกลุ่มประชากรอื่นที่ไม่ได้อยู่ในบริบทมหาวิทยาลัย

กรอบถาม–ทัก–ลึก–ฝึก

เพื่อแปลงงานวิจัยทั้งห้าชิ้นเป็นวิธีเปิดใจคุยกับคนแปลกหน้าและคนรู้จักห่างๆ เราสังเคราะห์เป็นกรอบ ถาม–ทัก–ลึก–ฝึก กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบประเมินทางจิตวิทยาที่ผ่านการทดสอบแยกต่างหาก

1. ถาม — ถามความคาดเดาของตัวเองก่อนตัดสินใจเลี่ยง

ตามที่ Epley & Schroeder (2014) พบว่าคนมักทำนายผิดว่าการนั่งเงียบๆ จะดีกว่าการคุยกับคนแปลกหน้า ก่อนเลือกเลี่ยงบทสนทนา ให้ถามตัวเองว่าความกลัวนั้นมาจากประสบการณ์จริงหรือแค่การคาดเดาที่ยังไม่ได้พิสูจน์

2. ทัก — ทักทายคนรู้จักห่างๆ ที่มองข้ามไปในชีวิตประจำวัน

ตามที่ Sandstrom & Dunn (2014) พบว่าปฏิสัมพันธ์กับ weak ties เช่น เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนบ้าน หรือคนที่เจอบ่อยๆ มีส่วนเพิ่มความสุขและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในแต่ละวันได้จริง แม้จะไม่ได้แข็งแรงเท่าความสัมพันธ์กับคนสนิท

3. ลึก — ไม่กลัวคุยเรื่องลึก

ตามที่ Kardas, Kumar, & Epley (2022) พบว่าคนมักประเมินความสนใจของคู่สนทนาต่ำเกินไป บทสนทนาเชิงลึกมักให้ความรู้สึกใกล้ชิดมากกว่าและอึดอัดน้อยกว่าที่คาดไว้ ลองถามคำถามที่มีความหมายกว่าเรื่องดินฟ้าอากาศเมื่อมีโอกาส

4. ฝึก — ฝึกซ้ำเพื่อสร้างความมั่นใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ตามที่ Sandstrom, Boothby, & Cooney (2022) พบว่าความมั่นใจในการคุยกับคนแปลกหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการฝึกฝนซ้ำ ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีในครั้งเดียว อย่าคาดหวังว่าครั้งแรกจะต้องราบรื่นสมบูรณ์แบบ

กรณีจำลอง: คนเดินทางที่นั่งเงียบคนเดียวบน BTS มาสิบปี

สมมติว่า "ต้น" เดินทางด้วย BTS ไปทำงานทุกวันมาสิบกว่าปี ไม่เคยคุยกับใครระหว่างทางเลยแม้แต่ครั้งเดียว ใส่หูฟังตลอดเวลาและมองหน้าจอโทรศัพท์ เขาคิดมาตลอดว่าการนั่งเงียบๆ คนเดียวคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทาง จนวันหนึ่งอ่านเจอเรื่องนี้และอยากลองดู

ต้นค่อยๆ ปรับพฤติกรรมตามกรอบนี้: ถาม ก่อนขึ้นรถทุกครั้ง เขาลองถามตัวเองว่าความกลัวที่จะคุยกับใครมาจากประสบการณ์แย่ๆ ที่เคยเจอจริงหรือแค่คิดไปเอง แล้วพบว่าไม่เคยลองจริงๆ สักครั้ง, ทัก เขาเริ่มจากคนรู้จักห่างๆ ก่อน คือทักทายพนักงานร้านกาแฟที่ซื้อทุกเช้าด้วยชื่อ แทนแค่สั่งกาแฟเงียบๆ, ลึก เมื่อคุ้นเคยขึ้น เขาลองถามพนักงานร้านกาแฟว่าทำงานที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว อะไรที่ชอบเกี่ยวกับงานนี้ แทนคุยแค่เรื่องกาแฟ และ ฝึก เขาตั้งเป้าทักทายคนแปลกหน้าอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ไม่กดดันตัวเองว่าต้องทำทุกวัน แต่ทำต่อเนื่องเรื่อยๆ

สามเดือนต่อมา ต้นรู้สึกว่าเช้าวันทำงานของเขามีชีวิตชีวาขึ้น แม้จะยังไม่ได้คุยกับคนแปลกหน้าบนรถไฟฟ้าทุกวันก็ตาม กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ถ้าลังเลว่าจะคุยกับคนแปลกหน้าดีไหม ลองตั้งคำถามกับความคาดเดาของตัวเองดูก่อน เพราะ Epley & Schroeder (2014) พบว่าคนมักทำนายผิดว่าการนั่งเงียบๆ จะดีกว่า ทั้งที่ผลจริงมักตรงกันข้าม การลองเปิดบทสนทนาสั้นๆ อาจให้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก 2. ลองอย่ามองข้ามคนรู้จักห่างๆ ในชีวิตประจำวัน ตามที่ Sandstrom & Dunn (2014) พบว่าการทักทายเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนบ้าน หรือคนที่เจอบ่อยๆ แม้จะไม่สนิทมาก ก็มีส่วนเพิ่มความสุขและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในแต่ละวันได้จริง 3. ถ้าอยากคุยเรื่องลึกซึ้งกว่าเดิม ลองไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่สนใจไปก่อน เพราะ Kardas, Kumar, & Epley (2022) พบว่าคนมักประเมินความสนใจของคู่สนทนาต่ำเกินไป บทสนทนาเชิงลึกมักให้ความรู้สึกใกล้ชิดมากกว่าและอึดอัดน้อยกว่าที่คาดไว้ 4. ลองมองบทสนทนาเป็นโอกาสเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การเข้าสังคม ตามที่ Atir, Wald, & Epley (2022) พบว่าคนมักประเมินสิ่งที่จะได้เรียนรู้จากคนอื่นต่ำเกินไปอย่างเป็นระบบ การเปิดใจคุยกับคนที่มีพื้นเพต่างจากเราอาจให้ข้อมูลใหม่ที่ไม่คาดคิด 5. ลองฝึกคุยกับคนแปลกหน้าซ้ำๆ แทนที่จะรอให้ครั้งแรกสมบูรณ์แบบ เพราะ Sandstrom, Boothby, & Cooney (2022) พบว่าความมั่นใจและความรู้สึกสบายใจในการคุยกับคนแปลกหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการฝึกฝนซ้ำ ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีในครั้งเดียว

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมคนถึงคาดเดาผิดเรื่องการคุยกับคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
ตามหลักฐานจาก Epley & Schroeder (2014), Kardas et al. (2022) และ Atir et al. (2022) ที่ตรงกัน สาเหตุหลักคือคนมักประเมินความสนใจของอีกฝ่ายและคุณค่าของสิ่งที่จะได้จากบทสนทนาต่ำเกินไปอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนที่มากับธรรมชาติของการเริ่มบทสนทนาเอง ไม่ใช่เพราะคนแปลกหน้าไม่สนใจจริงๆ
การคุยกับคนแปลกหน้าให้ผลดีเท่ากับการคุยกับเพื่อนสนิทไหม?
ไม่เท่ากันครับ งานวิจัยเหล่านี้ไม่ได้อ้างว่า weak ties ทดแทนความสัมพันธ์ใกล้ชิดได้ Sandstrom & Dunn (2014) เองก็พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างปฏิสัมพันธ์กับ weak ties กับความเป็นอยู่ที่ดีนั้นแข็งแรงน้อยกว่าปฏิสัมพันธ์กับคนสนิท เพียงแต่ก่อนหน้านี้คนมักมองข้ามคุณค่าของ weak ties ไปเลย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็มีส่วนช่วยได้ไม่น้อย
ฝึกคุยกับคนแปลกหน้าแล้วจะกล้าขึ้นจริงไหม หรือแค่ชั่วคราว?
ตามผลของ Sandstrom, Boothby, & Cooney (2022) ผลดีจากการฝึก 5 วันยังคงอยู่อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังจบการทดลอง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่นักวิจัยเองก็ยอมรับว่ากลุ่มตัวอย่างจำกัดเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัย และยังไม่มีข้อมูลว่าผลจะอยู่ได้นานแค่ไหนเกินกว่า 1 สัปดาห์ จึงยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลระยะยาว
ถ้ากลัวว่าคุยไปแล้วจะดูรบกวนคนอื่น ควรทำอย่างไร?
ความกลัวแบบนี้เป็นเรื่องปกติมากตามที่ Kardas et al. (2022) และ Atir et al. (2022) พบตรงกันว่าเป็นความคาดเดาที่มักไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีข้อยกเว้นเลย ลองเริ่มจากบริบทที่เหมาะสมดูก่อนก็ได้ครับ เช่น สถานการณ์ที่มีโอกาสพูดคุยกันได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แทนที่จะฝืนเข้าไปคุยในทุกสถานการณ์

แหล่งอ้างอิง

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้

งานทดลองภาคสนามจริงพบว่าแค่เตือนให้คิดถึงความถูกต้องก่อนแชร์ ก็ช่วยลดการแชร์ข่าวปลอมได้จริง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกหกแต่แค่ไม่ทันคิด ส่วนแนวคิด 'วัคซีนทางความคิด' ก็ช่วยสร้างภูมิต้านทานข่าวลวงได้ผลในหลายประเทศ

อ่าน 24 นาที
LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป
การงานและอาชีพ

LinkedIn ทดลองกับคน 20 ล้านคนทั่วโลก พบว่า "คนรู้จักห่างๆ" ช่วยให้ได้งานใหม่จริง แต่ยิ่งห่างยิ่งดีไม่จริงเสมอไป

การทดลองผ่านอัลกอริทึมของ LinkedIn กับคนกว่า 20 ล้านคนยืนยันว่า 'คนรู้จักห่างๆ' ช่วยให้ได้งานใหม่จริงตามทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่ปี 1973 แต่ความสัมพันธ์เป็นรูปตัว U คว่ำ คือห่างเกินไปกลับให้ผลลดลง ไม่ใช่ยิ่งห่างยิ่งดีเสมอไป

อ่าน 18 นาที
97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด

ความร่วมมือวิจัยครั้งใหญ่ระหว่าง Meta กับนักวิชาการอิสระพบว่าข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ถึง 97% ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่เมื่อทดลองปิดอัลกอริทึมหรือตัดเนื้อหาที่ถูกแชร์ต่อออกจากฟีดของคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่พบว่าเปลี่ยนขั้วการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

อ่าน 19 นาที
ช่วยคนอื่นแล้วมีความสุขขึ้นจริงไหม เมื่องานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตั้งใจทดสอบซ้ำ พบว่าคำตอบพลิกไปพลิกมาตามวิธีวัด
การพัฒนาตนเอง

ช่วยคนอื่นแล้วมีความสุขขึ้นจริงไหม เมื่องานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตั้งใจทดสอบซ้ำ พบว่าคำตอบพลิกไปพลิกมาตามวิธีวัด

งานวิจัยที่ตั้งใจทดสอบซ้ำความเชื่อ 'ให้แล้วมีความสุข' พบผลลัพธ์พลิกไปพลิกมาตามวิธีวัด การซื้อของให้คนแปลกหน้าจริงยังให้ผลบวกชัดเจน แต่การนึกย้อนถึงการให้ในอดีตหรือถูกกำหนดให้ทำพฤติกรรมช่วยเหลือ กลับไม่พบผลอย่างมีนัยสำคัญเสมอไป

อ่าน 19 นาที