ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ฝึก "ลงมือทำเองก่อน" ให้ผู้ประกอบการ ได้ผลจริงไหม งานวิจัยติดตาม 7 ปีจากแอฟริกาตะวันตกตอบ

งานวิจัยเชิงทดลองสุ่มที่ติดตามผู้ประกอบการรายย่อยในแอฟริกาตะวันตกนาน 7 ปี พบว่าการฝึก 'ลงมือทำเอง' เพิ่มกำไรได้จริง และผลยิ่งโตขึ้นตามเวลา ต่างจากการอบรมความรู้ธุรกิจแบบดั้งเดิมที่แทบไม่ช่วย

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ฝึก "ลงมือทำเองก่อน" ให้ผู้ประกอบการ ได้ผลจริงไหม งานวิจัยติดตาม 7 ปีจากแอฟริกาตะวันตกตอบ

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Campos, Frese, Iacovone, Johnson, McKenzie และ Mensmann (2025, American Economic Review: Insights) ติดตามผลการอบรม personal initiative ในโตโกยาวถึง 7 ปี พบว่าผลบวกต่อกำไรยังคงอยู่และ "โตขึ้น" ตามเวลาสำหรับผู้ชาย แต่ผลกับผู้หญิงกลับทรงตัวหรือลดลง
  • McKenzie (2021, Oxford Review of Economic Policy) ทบทวนงานวิจัยการอบรมธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลก พบว่าการอบรมแบบดั้งเดิมเพิ่มกำไร/ยอดขายเฉลี่ยแค่ 5-10% ซึ่งเล็กเกินกว่าการทดลองส่วนใหญ่จะตรวจจับได้ทางสถิติ และชี้ว่าแนวทางเชิงจิตวิทยาอย่าง personal initiative เป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่ทำให้การอบรมได้ผลจริง
  • Morris, Carlos, Kistruck, Lount และ Thomas (2023, Strategic Entrepreneurship Journal) ทดลองในแทนซาเนีย พบว่าผู้ประกอบการที่ได้รับการฝึก "กรอบความคิดแบบเติบโต" (growth mindset) เพิ่มเติมจากทักษะเทคนิค แสดงพฤติกรรมลงมือทำเชิงรุกมากกว่ากลุ่มควบคุม โดยความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเองเป็นตัวกลางสำคัญ
  • Zhang, Fang, Luan, Chen และ Peng (2022, Frontiers in Psychology) วิเคราะห์รวมข้อมูลพนักงาน 101,131 คน พบว่าบุคลิกภาพเชิงรุก (proactive personality) สัมพันธ์กับความสำเร็จในอาชีพ เงินเดือน และการเลื่อนตำแหน่ง ผ่านพฤติกรรมเกินหน้าที่และผลงาน
  • Yi, Chu และ Png (2022, PNAS) วิเคราะห์ข้อมูลคนจีนที่ผ่านช่วงทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ พบว่าความยากลำบากในวัยเด็กเพิ่มความเสี่ยงทนต่อความเสี่ยง (risk tolerance) และการเป็นเจ้าของธุรกิจในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ชาย
  • สังเคราะห์เป็นกรอบ เห็น–ตั้ง–ลุย–ยื่น สำหรับฝึก personal initiative ด้วยตัวเองในชีวิตประจำวัน

ผมสังเกตมานานว่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ผมรู้จักมักแบ่งเป็นสองแบบชัดเจน แบบแรกรอให้มีคนสั่งหรือรอให้สถานการณ์บังคับก่อนถึงจะขยับ ส่วนแบบที่สองมองเห็นปัญหาหรือโอกาสแล้วลงมือทำก่อนใครจะบอก ตั้งเป้าหมายเอง วางแผนล่วงหน้าเอง แล้วพยายามต่อแม้เจออุปสรรค คำถามที่ผมสงสัยมานานคือ ลักษณะแบบที่สองนี้เป็นเรื่องของนิสัยติดตัวที่เปลี่ยนไม่ได้ หรือจริงๆ แล้วเป็น "ทักษะ" ที่ฝึกกันได้เหมือนทักษะอื่นๆ เพราะถ้าฝึกได้ ก็แปลว่าคอร์สอบรมผู้ประกอบการที่รัฐหรือองค์กรต่างๆ จัดกันเป็นประจำ ควรจะสอนเรื่องนี้แทนที่จะสอนแค่การทำบัญชีหรือการตลาดแบบดั้งเดิม

นักวิจัยเรียกลักษณะนี้ว่า "personal initiative" หรือการริเริ่มลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งมีงานวิจัยเชิงทดลองที่เข้มงวดมากชิ้นหนึ่งเริ่มต้นในปี 2017 เมื่อทีมนักเศรษฐศาสตร์และนักจิตวิทยาองค์กรจัดการทดลองสุ่มในประเทศโตโก แอฟริกาตะวันตก แบ่งเจ้าของธุรกิจขนาดจิ๋วให้ได้รับการอบรมแบบดั้งเดิม (สอนบัญชี การตลาด การเงิน) หรือการอบรม personal initiative (ฝึกให้ตั้งเป้าหมายเชิงรุก วางแผนล่วงหน้า และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง) แล้วพบว่ากลุ่มหลังกำไรเพิ่มขึ้นถึง 30% ในขณะที่กลุ่มแรกแทบไม่ต่างจากกลุ่มควบคุมเลย งานชิ้นนั้นตีพิมพ์ใน *Science* ปี 2017 แต่คำถามที่ตามมาคือ ผลแบบนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน จะเกิดกับทุกคนเหมือนกันไหม และมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเฉพาะที่โตโกหรือเปล่า ผมเลยไปรวบรวมงานวิจัยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมาที่ตอบคำถามเหล่านี้มาดูกัน

ผ่านไป 7 ปี ผลของการฝึก personal initiative ยังอยู่ไหม

Francisco Campos, Michael Frese, Leonardo Iacovone, Hillary C. Johnson, David McKenzie และ Mona Mensmann ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Long-Term and Lasting Impacts of Personal Initiative Training on Entrepreneurial Success" ตีพิมพ์ใน *American Economic Review: Insights* ปี 2025 (เล่ม 7 ฉบับ 4 หน้า 463-479, DOI 10.1257/aeri.20240581)

ทีมวิจัยชุดเดียวกับที่ทำการทดลองดั้งเดิมในโตโกปี 2017 กลับไปตามหาเจ้าของธุรกิจกลุ่มเดิมอีกครั้งหลังผ่านไป 7-7.5 ปี เพื่อดูว่าผลบวกที่เห็นในช่วง 2 ปีแรกยังอยู่หรือจางหายไปแล้ว ผลลัพธ์ที่พบคือผลบวกของการอบรม personal initiative ไม่ได้จางลง แต่ยัง "คงอยู่" ในระยะยาว และสำหรับผู้ชาย ผลกลับ "โตขึ้น" ตามเวลา เพราะสะสมทุนได้มากขึ้นและมีความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง (self-efficacy) สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับผู้หญิง ผลกลับทรงตัวหรือลดลง เพราะการสะสมทุนทำได้จำกัดกว่ามาก ทีมวิจัยระบุชัดว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว แต่เป็นรูปแบบที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังเมื่อออกแบบโปรแกรมอบรมสำหรับผู้หญิง

ผมมองว่างานนี้ตอบคำถามที่ค้างคาใจมาตั้งแต่งานต้นฉบับปี 2017 ได้ตรงจุดที่สุด เพราะการทดลองส่วนใหญ่ในวงการนี้วัดผลแค่ 1-2 ปีแล้วก็จบ แต่การติดตามยาวถึง 7 ปีทำให้เห็นว่าทักษะนี้ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟางที่ดับไปเมื่อความตื่นเต้นจากการอบรมหมดลง แต่คำเตือนเรื่องช่องว่างทางเพศก็สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าแค่สอนทักษะเดียวกันให้ทุกคนอาจไม่พอ ยังต้องมีเงื่อนไขอื่น เช่น การเข้าถึงทุน มาเสริมด้วย คำถามที่ตามมาคือ ทำไมการอบรม personal initiative ถึงได้ผลกว่าการอบรมธุรกิจแบบดั้งเดิมที่สอนกันมาทั่วโลก

ทำไมการอบรมธุรกิจแบบดั้งเดิมถึงมักไม่ได้ผล

David McKenzie ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Small business training to improve management practices in developing countries: re-assessing the evidence for 'training doesn't work'" ตีพิมพ์ใน *Oxford Review of Economic Policy* ปี 2021 (เล่ม 37 ฉบับ 2 หน้า 276-301, DOI 10.1093/oxrep/grab002)

McKenzie ทบทวนงานวิจัยเชิงทดลองสุ่มเรื่องการอบรมธุรกิจขนาดเล็กในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก พบว่าการอบรมแบบดั้งเดิมที่สอนความรู้พื้นฐานอย่างบัญชีและการตลาด เพิ่มกำไรหรือยอดขายเฉลี่ยเพียง 5-10% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่เล็กเกินกว่าการทดลองส่วนใหญ่ที่มีขนาดกลุ่มตัวอย่างจำกัดจะตรวจจับได้ว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ จึงเกิดข้อสรุปยอดนิยมในวงการว่า "การอบรมธุรกิจไม่ได้ผล" แต่ McKenzie ชี้ว่าข้อสรุปนี้รีบด่วนเกินไป เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่การอบรมไม่ได้ผลเสมอไป แต่อยู่ที่รูปแบบการอบรมส่วนใหญ่ยังไม่ถูกออกแบบมาให้ได้ผลตั้งแต่ต้น เขารวบรวม 5 แนวทางที่ทำให้การอบรมมีโอกาสได้ผลมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือแนวทางเชิงจิตวิทยา (psychology-based) อย่าง personal initiative training ที่เปลี่ยนจากการสอน "ความรู้" ไปสอน "กรอบความคิดและพฤติกรรมเชิงรุก" แทน

ผมมองว่างานนี้ช่วยขยายภาพให้เห็นบริบทกว้างขึ้นว่าทำไมผลของ personal initiative training ในบทที่แล้วถึงโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะเมื่อเทียบกับมาตรฐานของวงการที่ได้ผล 5-10% การอบรม personal initiative ที่ให้ผล 30% ในช่วง 2 ปีแรกและยังโตต่อในระยะยาวสำหรับผู้ชาย ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก McKenzie เองก็ไม่ได้บอกว่าแนวทางเชิงจิตวิทยาจะได้ผลทุกที่ทุกเวลา แต่ชี้ว่ามันเป็นหนึ่งในทิศทางที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุดในบรรดาวิธีปรับปรุงการอบรมธุรกิจ คำถามที่ตามมาคือ ผลแบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับบริบทของโตโกและแอฟริกาตะวันตก หรือเกิดในที่อื่นด้วยได้

ผลลัพธ์แบบนี้เกิดที่อื่นนอกจากโตโกได้ไหม

Shad Morris, Chad Carlos, Geoffrey M. Kistruck, Robert B. Lount และ Tumsifu Elly Thomas ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Impact of Growth Mindset Training on Entrepreneurial Action Among Necessity Entrepreneurs: Evidence from a Randomized Control Trial" ตีพิมพ์ใน *Strategic Entrepreneurship Journal* ปี 2023 (DOI 10.1002/sej.1472)

ทีมวิจัยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐท้องถิ่นจัดการทดลองสุ่มกับผู้ประกอบการ "โดยความจำเป็น" (necessity entrepreneurs คือคนที่ทำธุรกิจเพราะไม่มีทางเลือกอื่นในการหารายได้ ไม่ใช่เพราะมองเห็นโอกาสแล้วเลือกทำ) จำนวน 165 คนในชนบทของแทนซาเนีย แบ่งให้ทุกคนได้รับการอบรมทักษะเทคนิคพื้นฐานเหมือนกัน แต่ครึ่งหนึ่งได้รับการฝึกจิตวิทยาแบบ "กรอบความคิดแบบเติบโต" (growth mindset) เพิ่มเติมด้วย ผลลัพธ์พบว่ากลุ่มที่ได้รับการฝึก growth mindset แสดงพฤติกรรมลงมือทำเชิงรุกในธุรกิจของตัวเองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน และเมื่อวิเคราะห์กลไกเบื้องหลังพบว่าความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (entrepreneurial self-efficacy) ที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวกลางสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมลงมือทำนี้

ผมมองว่างานนี้ตอบคำถามเรื่องการทำซ้ำได้ตรงประเด็น เพราะแม้จะใช้ประเทศ กลุ่มตัวอย่าง และกรอบทฤษฎีที่ต่างจากงานของ Campos และคณะ (growth mindset ไม่ใช่ personal initiative เป๊ะๆ แต่เป็นแนวทางเชิงจิตวิทยาที่ใกล้เคียงกันมาก) แต่ก็ได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน คือการฝึกกรอบความคิดเพิ่มเติมจากทักษะเทคนิคช่วยเพิ่มพฤติกรรมเชิงรุกได้จริง และกลไกที่อธิบายได้ชัดคือความเชื่อมั่นในตัวเองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Campos และคณะพบว่าผู้ชายที่ได้ผลบวกระยะยาวมี self-efficacy สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน คำถามที่ตามมาคือ ประโยชน์ของการมีบุคลิกเชิงรุกแบบนี้จำกัดอยู่แค่ในบริบทการเป็นเจ้าของธุรกิจเท่านั้น หรือช่วยคนทำงานทั่วไปในทุกสายอาชีพด้วย

การลงมือทำเชิงรุกช่วยแค่ธุรกิจตัวเอง หรือช่วยอาชีพทั่วไปด้วย

Zeyu Zhang, Han Fang, Yuxiang Luan, Qishu Chen และ Jianfeng Peng ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "A meta-analysis of proactive personality and career success: The mediating effects of task performance and organizational citizenship behavior" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2022 (เล่ม 13, บทความเลขที่ 979412, DOI 10.3389/fpsyg.2022.979412)

ทีมวิจัยใช้วิธีวิเคราะห์อภิมานเชิงโครงสร้าง (meta-analytic structural equation modeling) รวมข้อมูลพนักงานทั้งหมด 101,131 คนจากหลายองค์กรและหลายอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าบุคลิกภาพเชิงรุก (proactive personality ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ personal initiative มาก คือแนวโน้มที่จะระบุโอกาส ลงมือทำ และผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองแทนที่จะรอ) สัมพันธ์กับความสำเร็จในอาชีพแค่ไหน ผลลัพธ์พบว่าบุคลิกภาพเชิงรุกสัมพันธ์กับความสำเร็จในอาชีพเชิงอัตวิสัย (ρ = 0.31 จาก 32 การศึกษา) เงินเดือน (ρ = 0.14) และการเลื่อนตำแหน่ง (ρ = 0.11) และเมื่อวิเคราะห์กลไกพบว่าพฤติกรรมเกินหน้าที่ (organizational citizenship behavior) เป็นตัวกลางที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในทั้ง 3 ผลลัพธ์ ในขณะที่ผลงานตามหน้าที่ปกติ (task performance) เป็นตัวกลางที่มีนัยสำคัญเฉพาะกับเงินเดือนเท่านั้น

ผมมองว่างานนี้ขยายภาพให้เห็นว่าคุณค่าของ personal initiative ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในบริบทของการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่เป็นแนวโน้มบุคลิกภาพที่มีมูลค่าจริงในตลาดแรงงานทั่วไปด้วย ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ระดับแสนคนก็ทำให้ผลลัพธ์นี้น่าเชื่อถือ ที่น่าสนใจคือกลไกที่พบไม่ใช่แค่ "ทำงานเก่งขึ้น" อย่างเดียว แต่ผ่านการช่วยเหลือคนอื่นและมีส่วนร่วมเกินหน้าที่ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมคนที่มีบุคลิกเชิงรุกถึงมักถูกมองว่าเป็น "คนที่องค์กรอยากรักษาไว้" คำถามที่ตามมาคือ ถ้าบุคลิกเชิงรุกแบบนี้มีค่าขนาดนี้ แล้วอะไรที่ทำให้บางคนมีมันมากกว่าคนอื่นตั้งแต่ก่อนจะผ่านการฝึกใดๆ เลย

ถ้าไม่ได้ผ่านการฝึกเลย อะไรทำให้บางคนมี personal initiative มากกว่าคนอื่นตั้งแต่ต้น

Junjian Yi, Junhong Chu และ I. P. L. Png ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Early-life exposure to hardship increased risk tolerance and entrepreneurship in adulthood with gender differences" ตีพิมพ์ใน *Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)* ปี 2022 (เล่ม 119 ฉบับ 15, DOI 10.1073/pnas.2104033119)

ทีมวิจัยใช้ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ของความรุนแรงในช่วงทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ของจีน (Great Famine ปี 1959-1961) ซึ่งเกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศแบบสุ่มในแต่ละพื้นที่ เป็นเครื่องมือทางสถิติเพื่อดูผลของความยากลำบากในวัยเด็กต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมการเป็นผู้ประกอบการในวัยผู้ใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลหลักจากสำมะโนประชากรย่อยปี 2005 จำนวน 729,401 คนใน 2,589 อำเภอ ผลลัพธ์พบว่าความรุนแรงของทุพภิกขภัยที่เพิ่มขึ้น 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมพันธ์กับการเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นราว 17.1% ในผู้หญิงและ 12.7% ในผู้ชาย เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยพื้นฐาน (ทั้งคู่ p < 0.01) และกลไกที่อธิบายได้คือความยากลำบากเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยง (risk tolerance) ในทั้งสองเพศ แต่ความทนทานต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้ "เป็นเจ้าของธุรกิจจริง" เฉพาะในผู้ชายเท่านั้น ทีมวิจัยอธิบายว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานทางสังคมจีนที่ผู้ชายเน้นงานตลาดแรงงานส่วนผู้หญิงเน้นงานในบ้าน ทำให้แม้ผู้หญิงจะทนความเสี่ยงได้มากขึ้นเหมือนกัน แต่ไม่ได้แปลงเป็นการเปิดธุรกิจในสัดส่วนเดียวกัน

ผมมองว่างานนี้ปิดวงจรคำถามของทั้งบทความได้พอดี เพราะแสดงให้เห็นว่า personal initiative หรือแนวโน้มเชิงรุกไม่ได้เกิดจากการฝึกอบรมเพียงอย่างเดียว แต่สภาพแวดล้อมในวัยเด็กก็หล่อหลอมได้เช่นกัน แม้จะเป็นการหล่อหลอมที่ไม่มีใครอยากเลือก (ความยากลำบาก) ก็ตาม สิ่งที่งานนี้ยืนยันร่วมกับงานอื่นๆ ในบทความคือ ลักษณะนี้ "เปลี่ยนแปลงได้" ไม่ใช่ลักษณะตายตัวติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านประสบการณ์ชีวิตแบบที่งานนี้ศึกษา หรือผ่านการฝึกอบรมแบบมีโครงสร้างแบบที่ Campos และ Morris ศึกษา แต่ช่องว่างทางเพศที่พบซ้ำในทั้งงานนี้และงานของ Campos และคณะ ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าการมีแนวโน้มเชิงรุกอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องมีเงื่อนไขทางสังคมและการเข้าถึงทรัพยากรที่เอื้อให้แปลงแนวโน้มนั้นเป็นผลลัพธ์จริงได้ด้วย

กรอบเห็น–ตั้ง–ลุย–ยื่น

โปรแกรมอบรม personal initiative ในโตโกใช้เวลาหลายสัปดาห์และมีผู้ฝึกมืออาชีพคุมอยู่ แต่แกนของมันสรุปเป็นขั้นตอนที่ฝึกเองในชีวิตประจำวันได้ เราสังเคราะห์งานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นข้างต้นเป็นกรอบ เห็น–ตั้ง–ลุย–ยื่น กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่หลักสูตรอบรมที่ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แยกต่างหาก

1. เห็น — เห็นโอกาสหรือปัญหาก่อนใครมาบอก

ฝึกสังเกตจุดที่ยังบกพร่องหรือจุดที่ยังไม่มีใครทำในงานหรือธุรกิจของตัวเอง แทนที่จะรอให้ลูกค้าหรือหัวหน้ามาชี้ให้เห็น เพราะแกนของ personal initiative ตามที่ Campos และคณะ (2025) อธิบายคือการมองเห็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตัวเองก่อนถูกสั่ง

2. ตั้ง — ตั้งเป้าหมายและวางแผนล่วงหน้าด้วยตัวเอง

พอเห็นแล้ว อย่าปล่อยผ่าน ให้ตั้งเป้าเล็กๆ ที่ทำได้จริงและวางแผนคร่าวๆ ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อน เพราะ McKenzie (2021) พบว่าการอบรมที่เน้นกรอบความคิดและพฤติกรรมเชิงรุกแบบนี้ ให้ผลดีกว่าการอบรมความรู้ล้วนๆ ที่ไม่ได้ฝึกให้ตั้งเป้าเอง

3. ลุย — ลงมือทำต่อแม้เจออุปสรรค โดยเริ่มจากชัยชนะเล็กๆ

เริ่มจากก้าวเล็กที่ทำสำเร็จได้จริงก่อน แล้วค่อยขยับไปก้าวต่อไป แทนที่จะหยุดตั้งแต่เจออุปสรรคแรก เพราะ Morris และคณะ (2023) พบว่าความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (self-efficacy) ที่เพิ่มขึ้นจากความสำเร็จเล็กๆ เป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้คนลงมือทำเชิงรุกต่อเนื่องได้จริง

4. ยื่น — ยื่นมือช่วยเกินหน้าที่ตัวเองบ้าง ไม่ต้องรอให้ใครขอ

ลองอาสาทำสิ่งที่เกินขอบเขตงานตรงๆ ของตัวเองเป็นครั้งคราว เพราะ Zhang และคณะ (2022) พบว่าพฤติกรรมเกินหน้าที่ (ไม่ใช่แค่ทำงานตามหน้าที่ให้ดีขึ้น) เป็นกลไกหลักที่ทำให้บุคลิกเชิงรุกแปลงเป็นความสำเร็จในอาชีพจริง

ลำดับนี้วนซ้ำได้เรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์ ไม่ต้องรอโอกาสใหญ่ เป้าหมายคือสร้างนิสัยลงมือทำก่อนถูกสั่งให้ติดตัวไปทีละนิด

กรณีจำลอง: ป้าน้อยกับร้านส้มตำที่รอลูกค้าบ่นก่อนถึงจะปรับ

สมมติว่า "ป้าน้อย" เจ้าของร้านส้มตำเล็กๆ ริมทางวัย 47 ปี ที่ผ่านมาป้าน้อยมักรอจนกว่าลูกค้าจะบ่นเรื่องรสชาติหรือการรอนานก่อนถึงจะปรับอะไร ทำให้เสียลูกค้าประจำไปหลายคนโดยไม่รู้ตัวว่าเสียเพราะอะไร

สัปดาห์นี้ป้าน้อยลองสังเกตเองว่าช่วงเที่ยงลูกค้าต่อคิวยาวจนบางคนเดินกลับไปก่อนได้สั่ง โดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบ่น (เห็น) ป้าน้อยตั้งเป้าเล็กๆ ว่าจะลดเวลารอเฉลี่ยลงครึ่งหนึ่งภายในสองสัปดาห์ และวางแผนคร่าวๆ ว่าจะเตรียมเครื่องปรุงหลักใส่ถ้วยไว้ล่วงหน้าก่อนช่วงเที่ยงแทนการตำทีละอย่างสด (ตั้ง) พอเริ่มทำจริงกลับพบว่ารสชาติเพี้ยนไปจากที่ตำสดทุกครั้ง ป้าน้อยไม่หยุดทำเลย แต่ลองปรับสัดส่วนเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าจนได้สูตรที่รสชาติใกล้เคียงเดิม เก็บเป็นชัยชนะเล็กๆ ที่ทำให้มั่นใจขึ้นว่าปรับได้จริง (ลุย) เมื่อลูกค้าประจำคนหนึ่งมาซื้อของกลับบ้านหลายถุงเพราะมีงานบุญที่หมู่บ้าน ป้าน้อยอาสาช่วยแพ็กแยกถุงให้ตามชนิดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่มีใครขอ (ยื่น)

ผ่านไปเดือนหนึ่ง คิวช่วงเที่ยงสั้นลงชัดเจนและลูกค้าคนนั้นก็กลับมาสั่งงานบุญซ้ำอีกครั้ง กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่เจ้าของร้านจริงหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง

ลองเอาไปปรับใช้

1. อย่ารอให้มีคนสั่งหรือรอสถานการณ์บีบบังคับก่อนถึงจะลงมือ ให้ฝึกตั้งเป้าหมายและวางแผนล่วงหน้าด้วยตัวเองเป็นประจำ เพราะ Campos และคณะ (2025) พบว่าแกนของการอบรม personal initiative คือการฝึกตั้งเป้าหมายเชิงรุกและวางแผนล่วงหน้า และผลบวกนี้ยังคงอยู่ยาวถึง 7 ปี 2. ถ้าจะลงทุนเวลาไปกับการอบรมหรือพัฒนาตัวเอง ให้เลือกโปรแกรมที่เน้นฝึก "กรอบความคิดและพฤติกรรมเชิงรุก" ไม่ใช่แค่ความรู้ทางเทคนิคอย่างบัญชีหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะ McKenzie (2021) พบว่าการอบรมความรู้ล้วนๆ เพิ่มกำไรเฉลี่ยแค่ 5-10% ในขณะที่แนวทางเชิงจิตวิทยาให้ผลที่ชัดเจนกว่ามาก 3. สร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (self-efficacy) อย่างจงใจ เช่น เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้จริงก่อน เพราะ Morris และคณะ (2023) พบว่า self-efficacy ที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้การฝึก growth mindset นำไปสู่พฤติกรรมลงมือทำเชิงรุกจริง 4. ในที่ทำงาน ให้ลองอาสาทำสิ่งที่เกินหน้าที่ตรงๆ ของตัวเองบ้าง ไม่ใช่แค่ทำงานตามที่มอบหมายให้ดีที่สุด เพราะ Zhang และคณะ (2022) พบว่าพฤติกรรมเกินหน้าที่ (ไม่ใช่แค่ผลงานตามหน้าที่ปกติ) เป็นกลไกหลักที่ทำให้บุคลิกเชิงรุกแปลงเป็นความสำเร็จในอาชีพ ทั้งความสำเร็จเชิงอัตวิสัย เงินเดือน และการเลื่อนตำแหน่ง 5. ถ้าออกแบบหรือเลือกโปรแกรมพัฒนาผู้ประกอบการให้คนอื่น ให้ตั้งคำถามตรงๆ ว่าโปรแกรมนั้นเหมาะกับเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมทุกคนเท่ากันไหม โดยเฉพาะการเข้าถึงทุนและทรัพยากร เพราะทั้ง Campos และคณะ (2025) และ Yi, Chu และ Png (2022) พบรูปแบบช่องว่างทางเพศคล้ายกัน คือแนวโน้มเชิงรุกอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องมีเงื่อนไขแวดล้อมที่เอื้อให้แปลงเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ด้วย

คำถามที่พบบ่อย

Personal initiative ต่างจากการเป็นคน "ขยัน" หรือ "กระตือรือร้น" ทั่วไปยังไง?
ต่างกันตรงที่ personal initiative เน้นเฉพาะการ "ริเริ่มด้วยตัวเอง" คือตั้งเป้าหมายเอง มองเห็นโอกาส/ปัญหาก่อนใครบอก วางแผนล่วงหน้า และพยายามต่อแม้เจออุปสรรค ไม่ใช่แค่ทำงานหนักตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด งานของ Zhang และคณะ (2022) ชี้ชัดว่ากลไกที่ทำให้บุคลิกเชิงรุกแปลงเป็นความสำเร็จคือพฤติกรรม "เกินหน้าที่" ไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น
ฝึกแค่ครั้งเดียวจะได้ผลถาวรเลยไหม?
งานวิจัยที่มีอยู่บอกว่าผลอยู่ได้นานจริง (Campos และคณะ 2025 ติดตามถึง 7 ปี) แต่ "อยู่ได้นาน" ไม่ได้แปลว่า "เท่ากันสำหรับทุกคน" เพราะงานเดียวกันนี้พบว่าผลโตขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ชาย แต่ทรงตัวหรือลดลงสำหรับผู้หญิง ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับความแตกต่างในการเข้าถึงทุนและทรัพยากรมากกว่าตัวการฝึกเอง
ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ทักษะนี้มีประโยชน์ไหม?
มีครับ Zhang และคณะ (2022) ศึกษากับพนักงานทั่วไปกว่าแสนคน ไม่ใช่แค่เจ้าของธุรกิจ พบว่าบุคลิกภาพเชิงรุกสัมพันธ์กับความสำเร็จในอาชีพ เงินเดือน และการเลื่อนตำแหน่งเช่นกัน แม้ขนาดผลจะเล็กกว่าบริบทการเป็นเจ้าของธุรกิจในโตโกก็ตาม
การอบรม personal initiative แทนที่การอบรมความรู้ทางธุรกิจแบบดั้งเดิมได้เลยไหม?
McKenzie (2021) ไม่ได้สรุปแบบนั้น เขาชี้ว่าการอบรมความรู้พื้นฐานยังมีประโยชน์อยู่ (แค่ขนาดผลเล็ก) และแนวทางเชิงจิตวิทยาเป็นหนึ่งใน 5 แนวทางที่ช่วยปรับปรุงการอบรมให้ได้ผลมากขึ้น ไม่ใช่ตัวแทนที่มาลบล้างการอบรมความรู้ทั้งหมด ในทางปฏิบัติงานของ Campos และคณะเองก็เปรียบเทียบ personal initiative กับการอบรมแบบดั้งเดิมโดยตรง ไม่ได้บอกว่าความรู้พื้นฐานไม่จำเป็น
งานวิจัยกลุ่มนี้ตีพิมพ์ในวารสารระดับ Nature หรือ Science ไหม?
มีเพียง 1 ใน 5 ชิ้นครับ คืองานของ Yi, Chu และ Png (2022) ที่ตีพิมพ์ใน PNAS ซึ่งเข้าเกณฑ์วารสารเรือธง ส่วนอีก 4 ชิ้นตีพิมพ์ในวารสารเฉพาะทางระดับสูงของแต่ละสาขา ได้แก่ American Economic Review: Insights, Oxford Review of Economic Policy, Strategic Entrepreneurship Journal และ Frontiers in Psychology ผู้เขียนค้นหาอย่างจริงจังในวารสารเรือธงข้ามสาขาอย่าง Nature, Science, Lancet, JAMA และ Psychological Science แล้วไม่พบงานวิจัยเรื่อง personal initiative training ที่ตีพิมพ์ในวารสารเหล่านั้นตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา นอกจากงานต้นฉบับปี 2017 ใน Science ซึ่งเก่าเกินเกณฑ์ที่ใช้ในบทความนี้ หัวข้อนี้เป็นวรรณกรรมสายเศรษฐศาสตร์การพัฒนาและจิตวิทยาองค์กรเป็นหลัก ซึ่งงานที่เข้มงวดที่สุด (การทดลองสุ่มติดตามผลระยะยาว 7 ปี) มักตีพิมพ์ในวารสารเฉพาะทางของสาขานั้นๆ มากกว่าวารสารเรือธงข้ามสาขา

แหล่งอ้างอิง

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท

งานวิจัยจากใบสมัครงานจริงกว่า 4 ล้านใบพบว่าระบบ AI คัดกรองที่หลายบริษัทใช้ร่วมกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 อย่างเป็นระบบ และเมื่อทดสอบกับ LLM 5 ตัว ก็ยังพบความลำเอียงทางเชื้อชาติชัดเจนแม้ผู้หญิงจะได้คะแนนดีกว่าผู้ชายโดยรวม

อ่าน 28 นาที
รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%

งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบว่าโดยเฉลี่ยทีมผสมมนุษย์+AI แพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และในการทดลองจริงกับแพทย์ 50 คน กลุ่มที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI ทำงานคนเดียวกลับได้ถึง 92% เพราะมนุษย์มักถ่วงน้ำหนักคำแนะนำ AI ต่ำเกินไป

อ่าน 19 นาที
อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง

งานสำรวจคนทำงานกว่า 1,000 คนในเยอรมนีพบว่าการถูกจัดการด้วยอัลกอริทึมเพิ่มความเร่งรีบในการทำงาน ลดความเป็นอิสระ และเพิ่มความเครียดทางใจโดยตรง ขณะที่งานวิจัยในไรเดอร์จีนก็พบว่าการรับรู้ถึงการควบคุมแบบนี้นำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน

อ่าน 15 นาที
ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร

&quot;ความหลากหลายคือกุญแจสู่นวัตกรรม&quot; เป็นประโยคที่ปรากฏในรายงานที่ปรึกษาธุรกิจ สไลด์นำเสนอผู้บริหาร และนโยบายการจ้างงานของบริษัททั่วโลกมานานกว่าทศวรรษ แต่ถ้าถามตรงๆ ว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นแค่ไหนรองรับคำกล่าวนี้ คำตอบกลับไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่สโลแกนบอก นักวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร งานวิจัยวิทยาศาสตร์นับล้านชิ้น และการทดลองในห้องแล็บนับพันทีม พบทั้งหลักฐานที่สนับสนุนอย่างชัดเจนว่าทีมที่หลากหลายผลิตผลงานที่แปลกใหม่และมีผลกระทบสูงกว่าจริง ไปพร้อมกับหลักฐานที่เตือนว่าความหลากหลายบางประเภทกลับไม่ช่วยหรือถึงขั้นเป็นอุปสรรค และคนที่สร้างนวัตกรรมจากความหลากหลายนั้นอาจไม่ได้รับผลตอบแทนทางอาชีพที่คู่ควรด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยสำคัญที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้งฝั่งที่สนับสนุนและฝั่งที่ตั้งคำถาม เพื่อให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ไม่ใช่แค่คำตอบที่ฟังดูดีสำหรับนโยบายองค์กร

อ่าน 18 นาที