ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
ความสัมพันธ์และความรัก

Mere Exposure Effect: ทำไมการเจอกันบ่อยๆ ถึงทำให้เรารู้สึกชอบใครสักคนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เคยสังเกตไหมว่าเพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านที่เจอหน้ากันบ่อยๆ มักกลายเป็นคนที่เรารู้สึกสนิทหรือชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรพิเศษเป็นการเฉพาะเจาะจงเลย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "mere exposure effect" หรือ "ผลของการสัมผัสซ้ำๆ" ซึ่งนักจิตวิทยาสังคม Robert Zajonc ค้นพบว่า เพียงแค่การได้เห็นหรือเจอสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆ แม้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรเป็นพิเศษ ก็เพียงพอที่จะทำให้เรารู้สึกชอบสิ่งนั้นมากขึ้นได้จริง

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
Mere Exposure Effect: ทำไมการเจอกันบ่อยๆ ถึงทำให้เรารู้สึกชอบใครสักคนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Zajonc (1968, *Journal of Personality and Social Psychology*) พบว่าการให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพใบหน้าคนแปลกหน้าหรือคำที่ไม่มีความหมายซ้ำๆ หลายครั้ง ทำให้ผู้เข้าร่วมให้คะแนนความชอบต่อภาพหรือคำนั้นสูงขึ้นตามจำนวนครั้งที่เห็น แม้จะไม่รู้ตัวว่าเคยเห็นมาก่อนก็ตาม
  • Bornstein (1989, *Psychological Bulletin*) ทำ meta-analysis จากงานวิจัยเกือบ 20 ปี ยืนยันว่า mere exposure effect เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอในหลายบริบท แต่ผลจะแรงที่สุดเมื่อจำนวนครั้งที่เห็นไม่มากเกินไปและช่วงเวลาที่เห็นแต่ละครั้งสั้น
  • Moreland & Beach (1992, *Journal of Experimental Social Psychology*) ทดลองในห้องเรียนจริง โดยให้ผู้หญิงสี่คนเข้าเรียนวิชาเดียวกันในจำนวนครั้งต่างกันตลอดเทอมโดยไม่พูดอะไรเลย พบว่านักเรียนในชั้นให้คะแนนความชอบและความน่าดึงดูดของคนที่เข้าเรียนบ่อยกว่าสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • Norton, Frost, & Ariely (2007, *Journal of Personality and Social Psychology*) พบข้อจำกัดสำคัญว่า ในบริบทที่ข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่ายยังคลุมเครือ เช่น โปรไฟล์หาคู่ออนไลน์ การรู้จักข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ความชอบลดลงแทน เพราะข้อมูลใหม่มักขัดกับภาพในจินตนาการที่วาดไว้ก่อน
  • Reis, Maniaci, Caprariello, Eastwick, & Finkel (2011, *Journal of Personality and Social Psychology*) ตอบโต้ข้อจำกัดข้างต้นด้วยหลักฐานว่า ในการปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าจริง ยิ่งคุยกันนานขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกดึงดูดกันยิ่งเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับกรณีข้อมูลคลุมเครือแบบโปรไฟล์ออนไลน์
  • กรอบ อยู่–พอดี–เจอ–เร็ว สังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดเป็นขั้นตอนสร้างความคุ้นเคยที่แปลงเป็นความชอบได้จริง โดยไม่ตกหลุมพราง familiarity breeds contempt

จุดกำเนิด: Zajonc กับภาพใบหน้าและคำไร้ความหมาย

Robert Zajonc ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "Attitudinal Effects of Mere Exposure" ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 1968 (เล่ม 9 ฉบับ 2 ตอนที่ 2 หน้า 1-27) โดยทดลองให้ผู้เข้าร่วมเห็นสิ่งเร้าต่างๆ เช่น ภาพใบหน้าคนแปลกหน้า ตัวอักษรจีน หรือคำที่ไม่มีความหมาย ซ้ำๆ กันในจำนวนครั้งที่ต่างกัน แล้วให้ผู้เข้าร่วมประเมินว่าชอบสิ่งเร้าแต่ละอย่างมากน้อยแค่ไหน

ผลลัพธ์คือ สิ่งเร้าที่ถูกเห็นซ้ำมากครั้งกว่า ได้คะแนนความชอบสูงกว่าสิ่งเร้าที่เห็นน้อยครั้งกว่าอย่างสม่ำเสมอ แม้ผู้เข้าร่วมจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเห็นสิ่งเร้านั้นมาก่อนหรือไม่ Zajonc สรุปว่าความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีเหตุผลหรือปฏิสัมพันธ์ใดๆ เพิ่มเติม ก็เพียงพอที่จะสร้างความรู้สึกชอบได้ งานวิจัยนี้กลายเป็นจุดกำเนิดของสายงานวิจัยเรื่อง mere exposure effect ที่มีอิทธิพลต่อวงการจิตวิทยาสังคมมาจนถึงปัจจุบัน

ยืนยันด้วยหลักฐานสะสมเกือบ 20 ปี

Robert Bornstein ทบทวนงานวิจัยที่ทดสอบแนวคิดนี้อย่างเป็นระบบในงานชื่อ "Exposure and Affect: Overview and Meta-Analysis of Research, 1968-1987" ตีพิมพ์ใน *Psychological Bulletin* ปี 1989 (เล่ม 106 ฉบับ 2 หน้า 265-289) โดยรวบรวมงานวิจัยเกือบ 20 ปีหลังจากงานต้นฉบับของ Zajonc

ผลสรุปคือ mere exposure effect เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอในหลากหลายบริบทและประเภทสิ่งเร้า แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญ เช่น ผลจะแรงที่สุดเมื่อสิ่งเร้าถูกเห็นในเวลาสั้นๆ ต่อครั้ง และจำนวนครั้งที่เห็นไม่มากเกินไปจนเริ่มรู้สึกเบื่อ หากเห็นซ้ำมากเกินไปหรือนานเกินไปต่อครั้ง ผลบวกอาจลดลงหรือกลับกลายเป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายแทน งานทบทวนนี้ช่วยยืนยันว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญจากงานวิจัยชิ้นเดียว แต่มีหลักฐานสะสมสนับสนุนหนักแน่น

หลักฐานในชีวิตจริง: ผู้หญิงสี่คนในห้องเรียน

Richard Moreland และ Scott Beach ทดสอบแนวคิดนี้ในสถานการณ์จริงที่ใกล้ตัวคนทั่วไปในงานวิจัยชื่อ "Exposure Effects in the Classroom: The Development of Affinity among Students" ตีพิมพ์ใน *Journal of Experimental Social Psychology* ปี 1992 (เล่ม 28 ฉบับ 3 หน้า 255-276) โดยให้ผู้หญิงสี่คนที่ไม่รู้จักใครในชั้นเรียนมาก่อน เข้าเรียนวิชาจิตวิทยาขนาดใหญ่วิชาเดียวกันตลอดเทอม แต่ละคนเข้าเรียนในจำนวนครั้งที่ต่างกัน (0, 5, 10, หรือ 15 ครั้งจากทั้งหมด) โดยไม่พูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับใครในชั้นเรียนเลย

เมื่อสิ้นเทอม นักเรียนในชั้นถูกขอให้ดูภาพถ่ายของผู้หญิงทั้งสี่คนและให้คะแนนความชอบ ความคุ้นเคย และความน่าดึงดูด ผลลัพธ์คือผู้หญิงที่เข้าเรียนบ่อยครั้งกว่า ได้คะแนนความชอบและความน่าดึงดูดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ไม่เคยพูดคุยกับใครในชั้นเรียนแม้แต่คำเดียว งานวิจัยนี้สำคัญเพราะแสดงว่า mere exposure effect ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพหรือคำในห้องแล็บ แต่เกิดขึ้นได้จริงกับการรับรู้คนจริงในสถานการณ์ชีวิตประจำวัน

ข้อจำกัดสำคัญ: เมื่อความคุ้นเคยกลับทำให้ไม่ชอบ

Michael Norton, Jeana Frost, และ Dan Ariely พบข้อยกเว้นสำคัญในงานวิจัยชื่อ "Less Is More: The Lure of Ambiguity, or Why Familiarity Breeds Contempt" ตีพิมพ์ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 2007 (เล่ม 92 ฉบับ 1 หน้า 97-105) โดยศึกษาบริบทของโปรไฟล์หาคู่ออนไลน์ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่ายยังคลุมเครือและต้องอาศัยจินตนาการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

ผลลัพธ์คือ ยิ่งได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ในบริบทที่ข้อมูลเดิมยังคลุมเครือ ความชอบกลับลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น เพราะข้อมูลใหม่ที่ได้รับมักขัดแย้งกับภาพในจินตนาการที่วาดไว้ล่วงหน้า ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "familiarity breeds contempt" ซึ่งดูเหมือนจะขัดแย้งโดยตรงกับ mere exposure effect ของ Zajonc งานวิจัยนี้เตือนว่าความคุ้นเคยไม่ได้เพิ่มความชอบเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลที่ได้รับมาเพิ่มเติมนั้นขัดกับสิ่งที่คาดหวังไว้ก่อน

ทางออกของข้อถกเถียง: ปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าจริงต่างจากโปรไฟล์ออนไลน์

Harry Reis และทีมงานตอบโต้ข้อค้นพบของ Norton และคณะในงานวิจัยชื่อ "Familiarity Does Indeed Promote Attraction in Live Interaction" ตีพิมพ์ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 2011 (เล่ม 101 ฉบับ 3 หน้า 557-570) โดยให้คนแปลกหน้าเพศเดียวกันสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พูดคุยกันแบบเห็นหน้าจริงเป็นระยะเวลาต่างกัน

ผลลัพธ์คือ ยิ่งคุยกันนานขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกดึงดูดกันยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตรงข้ามกับกรณีโปรไฟล์ออนไลน์ของ Norton และคณะ ทีมวิจัยอธิบายว่าที่เป็นแบบนี้เพราะการเห็นหน้าจริงเปิดโอกาสให้เกิดสามอย่างที่โปรไฟล์ออนไลน์ให้ไม่ได้ คือ การรับรู้ว่าอีกฝ่ายตอบสนองต่อเราอย่างเข้าใจ (perceived responsiveness) ความรู้สึกสบายใจระหว่างการสนทนา และความรู้สึกว่าได้รู้จักอีกฝ่ายจริงๆ งานวิจัยนี้จึงช่วยประสานข้อขัดแย้งระหว่างสองสายงานวิจัยเข้าด้วยกัน โดยชี้ว่าตัวกำหนดว่าความคุ้นเคยจะเพิ่มหรือลดความชอบ อยู่ที่บริบทของการรับข้อมูล คือเป็นปฏิสัมพันธ์จริงหรือเป็นข้อมูลคลุมเครือ

กรอบอยู่–พอดี–เจอ–เร็ว

Mere exposure effect และข้อจำกัดเรื่อง familiarity breeds contempt ดูเหมือนขัดแย้งกัน แต่พอต้องใช้ในชีวิตจริง หลายคนไม่รู้จะสร้างความคุ้นเคยแบบไหนถึงจะแปลงเป็นความชอบได้จริง เราสังเคราะห์เป็นลำดับขั้นตอนเดียว อยู่–พอดี–เจอ–เร็ว ที่ร้อยงานวิจัยของ Zajonc, Bornstein, Norton และ Reis เข้าด้วยกันเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบจำลองที่ผ่านการทดสอบทางวิชาการแยกต่างหาก

1. อยู่ — สร้างโอกาสอยู่ในพื้นที่เดียวกันซ้ำๆ แบบเป็นธรรมชาติ

ตามหลักฐานของ Moreland & Beach (1992) การอยู่ในพื้นที่เดียวกันซ้ำๆ แม้ไม่ได้พูดคุยกันเป็นพิเศษ ก็ช่วยสร้างความคุ้นเคยและความชอบเบื้องต้นได้จริง

2. พอดี — รักษาความถี่และระยะเวลาให้พอดี ไม่มากเกินไป

ตามคำเตือนของ Bornstein (1989) ความถี่ที่มากเกินไปหรือใช้เวลานานเกินไปต่อครั้ง อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายแทนที่จะเพิ่มความชอบ ให้สังเกตสัญญาณว่าอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกอึดอัดหรือไม่

3. เจอ — เลือกเจอหน้าจริงแทนการทำความรู้จักผ่านข้อความหรือโปรไฟล์

ตามหลักฐานของ Reis และคณะ (2011) การปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าจริงช่วยให้ความคุ้นเคยแปลงเป็นความดึงดูดได้ดีกว่าการอ่านข้อมูลคลุมเครือ เพราะเปิดโอกาสให้รับรู้ว่าอีกฝ่ายตอบสนองต่อเราอย่างเข้าใจ

4. เร็ว — นัดเจอตัวจริงเร็วขึ้น ก่อนจินตนาการจะสร้างภาพคาดหวังเกินจริง

ตามคำเตือนของ Norton, Frost & Ariely (2007) ยิ่งจินตนาการไว้มากเท่าไหร่จากข้อมูลคลุมเครือ ยิ่งเสี่ยงผิดหวังเมื่อข้อมูลจริงขัดกับที่คาดไว้ การนัดเจอเร็วช่วยลดช่องว่างระหว่างภาพในจินตนาการกับความเป็นจริง

ลำดับนี้ใช้ได้ทั้งการสร้างมิตรภาพใหม่ ความสัมพันธ์คู่รัก หรือความไว้ใจในทีมงานใหม่ หัวใจสำคัญคือรู้ว่าเมื่อไหร่ควรอยู่ใกล้กันแบบธรรมชาติ และเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากข้อความเป็นการเจอหน้าจริง

กรณีจำลอง: คุยกันในแอปหาคู่นานสองเดือนแล้วรู้สึกเฉยชาลง

ลองนึกถึง "มายด์" ที่คุยกับคนหนึ่งในแอปหาคู่มานานสองเดือน ช่วงแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ยิ่งคุยนานขึ้นเรื่อยๆ กลับรู้สึกเฉยชาลงทุกที ทั้งที่อีกฝ่ายก็ยังคุยด้วยดีเหมือนเดิม

มายด์ลองทบทวนตามกรอบนี้ พบว่าเธอ อยู่ ในสถานะคุยกันผ่านแชทตลอดสองเดือนโดยไม่เคยเจอตัวจริงเลย ซึ่งต่างจากการอยู่ในพื้นที่เดียวกันแบบธรรมชาติที่ Moreland & Beach ศึกษา จากนั้นเธอสังเกตว่าตัวเอง พอดี เกินไปในทางตรงกันข้าม คือคุยกันถี่และนานเกินไปในแต่ละวันจนเริ่มรู้สึกเบื่อ ต่อมาเธอตระหนักว่ายังไม่เคย เจอ ตัวจริงเลยทั้งที่คุยกันมานาน ทุกอย่างยังอยู่ในโลกข้อความที่ต้องอาศัยจินตนาการเติมเต็ม สุดท้ายเธอตัดสินใจชวนอีกฝ่ายนัดเจอ เร็ว ขึ้นในสัปดาห์ถัดไป แทนที่จะปล่อยให้คุยผ่านแชทต่อไปเรื่อยๆ

หลังได้เจอตัวจริง มายด์รู้สึกว่าความรู้สึกเฉยชาที่เคยมีหายไป เพราะได้เห็นปฏิกิริยาจริงของอีกฝ่ายแทนการจินตนาการเอาเองผ่านตัวหนังสือ กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่คนจริงหรือความสัมพันธ์จริง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. สร้างโอกาสเจอหน้ากันบ่อยๆ แบบเป็นธรรมชาติ ตามหลักฐานของ Moreland & Beach (1992) การอยู่ในพื้นที่เดียวกันซ้ำๆ แม้ไม่ได้พูดคุยกันเป็นพิเศษ ก็ช่วยสร้างความคุ้นเคยและความชอบเบื้องต้นได้ 2. ลองระวังไม่ให้หักโหมจนดูเหมือนตื๊อเกินไป ตามคำเตือนของ Bornstein (1989) ความถี่ที่มากเกินไปหรือใช้เวลานานเกินไปต่อครั้ง อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายแทนที่จะเพิ่มความชอบ 3. ลองเลือกเจอหน้าจริงดูไหม แทนการทำความรู้จักผ่านข้อความหรือโปรไฟล์เพียงอย่างเดียว ตามหลักฐานของ Reis et al. (2011) การปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าจริงช่วยให้ความคุ้นเคยแปลงเป็นความดึงดูดได้ดีกว่าการอ่านข้อมูลคลุมเครือ 4. ระวังการสร้างภาพในจินตนาการที่สวยหรูเกินจริงก่อนเจอตัวจริง ตามคำเตือนของ Norton, Frost, & Ariely (2007) ยิ่งจินตนาการไว้มากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงผิดหวังเมื่อข้อมูลจริงขัดกับที่คาดไว้ 5. ใช้ในบริบททำงานหรือทีมใหม่ การจัดให้สมาชิกทีมใหม่มีโอกาสเจอหน้าและทำกิจกรรมร่วมกันสม่ำเสมอในช่วงแรก อาจช่วยสร้างความคุ้นเคยและความไว้ใจได้เร็วขึ้น ตามหลักการเดียวกับที่ Moreland & Beach (1992) พบในห้องเรียน

คำถามที่พบบ่อย

mere exposure effect กับ familiarity breeds contempt ขัดแย้งกันจริงไหม?
ตามงานของ Reis et al. (2011) ทั้งสองปรากฏการณ์ไม่ได้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แต่ขึ้นอยู่กับบริบท mere exposure effect เกิดชัดเจนในปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าจริงหรือการเห็นสิ่งเร้าซ้ำๆ ตรงไปตรงมา ส่วน familiarity breeds contempt ตามงานของ Norton et al. (2007) เกิดในบริบทที่ข้อมูลเริ่มต้นคลุมเครือและต้องอาศัยจินตนาการเติมเต็ม
ต้องเจอกันกี่ครั้งถึงจะเริ่มรู้สึกชอบมากขึ้น?
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ตามงานของ Bornstein (1989) ผลจะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่เจอ จนถึงจุดหนึ่งที่อาจเริ่มลดลงถ้าถี่หรือนานเกินไป ความพอดีของความถี่และระยะเวลาจึงสำคัญกว่าจำนวนครั้งที่แน่นอน
ทำไมคุยกันผ่านแอปหาคู่นานๆ แล้วบางครั้งกลับรู้สึกเฉยชาลง?
ตามคำอธิบายของ Norton, Frost, & Ariely (2007) เป็นเพราะข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมผ่านข้อความมักขัดกับภาพในจินตนาการที่สร้างไว้จากข้อมูลคลุมเครือตอนแรก วิธีแก้ตามคำแนะนำที่สอดคล้องกับงานของ Reis et al. (2011) คือควรนัดเจอหน้ากันเร็วขึ้น แทนที่จะคุยผ่านข้อความเป็นเวลานานเกินไป

แหล่งอ้างอิง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
ความสัมพันธ์และความรัก

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ

งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

อ่าน 20 นาที
อะไรทำนายการหย่าร้างได้แม่นกว่าที่คิด ไม่ใช่ความรักที่จืดจาง แต่เป็น "คุณค่าในชีวิต" ที่ไม่ตรงกัน
ความสัมพันธ์และความรัก

อะไรทำนายการหย่าร้างได้แม่นกว่าที่คิด ไม่ใช่ความรักที่จืดจาง แต่เป็น "คุณค่าในชีวิต" ที่ไม่ตรงกัน

งานวิจัยจากคนกว่า 100,000 คนใน 55 ประเทศพบว่าคุณค่าในชีวิตแบบให้ความสำคัญกับอิสระและความรู้สึกใหม่ๆ ทำนายการหย่าร้างได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระอยู่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องความรักที่จืดจางลงตามเวลา

อ่าน 13 นาที
ทำนายได้จริงไหมว่าความรักคู่นี้จะไปรอด งานวิจัยจากคู่รักกว่า 11,000 คู่ทั่วโลกเผยคำตอบที่คาดไม่ถึง
ความสัมพันธ์และความรัก

ทำนายได้จริงไหมว่าความรักคู่นี้จะไปรอด งานวิจัยจากคู่รักกว่า 11,000 คู่ทั่วโลกเผยคำตอบที่คาดไม่ถึง

งานวิจัยจากคู่รักกว่า 11,000 คู่พบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนทำนายความพึงพอใจได้ดีกว่าบุคลิกของแต่ละฝ่าย แต่การทำนายว่าความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคตยังทำได้ยากมาก

อ่าน 20 นาที
ยิ่งมีตัวเลือกคู่เดตเยอะ ยิ่งหาคู่ยากขึ้น งานวิจัยชี้ dating app ทำให้คนเปลี่ยนเป็น "โหมดปฏิเสธ" โดยไม่รู้ตัว
ความสัมพันธ์และความรัก

ยิ่งมีตัวเลือกคู่เดตเยอะ ยิ่งหาคู่ยากขึ้น งานวิจัยชี้ dating app ทำให้คนเปลี่ยนเป็น "โหมดปฏิเสธ" โดยไม่รู้ตัว

งานวิจัยพบว่าการหาคู่ผ่านแอปทำให้คนเข้าสู่ 'โหมดปฏิเสธ' โดยไม่รู้ตัว ยิ่งดูโปรไฟล์เยอะขึ้น อัตราการยอมรับคู่ที่เสนอมายิ่งลดลงเรื่อยๆ และงานวิจัยติดตาม 12 สัปดาห์พบว่าความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์จากการใช้แอปหาคู่เพิ่มขึ้นตามเวลา โดยเฉพาะในคนที่ซึมเศร้าหรือเหงาอยู่แล้ว

อ่าน 14 นาที