ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
ความสัมพันธ์และความรัก

ยิ่งมีตัวเลือกคู่เดตเยอะ ยิ่งหาคู่ยากขึ้น งานวิจัยชี้ dating app ทำให้คนเปลี่ยนเป็น "โหมดปฏิเสธ" โดยไม่รู้ตัว

งานวิจัยพบว่าการหาคู่ผ่านแอปทำให้คนเข้าสู่ 'โหมดปฏิเสธ' โดยไม่รู้ตัว ยิ่งดูโปรไฟล์เยอะขึ้น อัตราการยอมรับคู่ที่เสนอมายิ่งลดลงเรื่อยๆ และงานวิจัยติดตาม 12 สัปดาห์พบว่าความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์จากการใช้แอปหาคู่เพิ่มขึ้นตามเวลา โดยเฉพาะในคนที่ซึมเศร้าหรือเหงาอยู่แล้ว

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ยิ่งมีตัวเลือกคู่เดตเยอะ ยิ่งหาคู่ยากขึ้น งานวิจัยชี้ dating app ทำให้คนเปลี่ยนเป็น "โหมดปฏิเสธ" โดยไม่รู้ตัว

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Pronk & Denissen (2020, Social Psychological and Personality Science) พบว่าการหาคู่ออนไลน์ทำให้คนเข้าสู่ "โหมดปฏิเสธ" คือยิ่งดูโปรไฟล์เยอะขึ้น อัตราการยอมรับคู่ที่เสนอมายิ่งลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้หญิง
  • Sharabi, Von Feldt, & Ha (2026, New Media & Society) ติดตามผู้ใช้ dating app 493 คนนาน 12 สัปดาห์ พบว่าความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์และความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตามเวลา และยิ่งซึมเศร้า วิตกกังวล หรือเหงาอยู่แล้ว ยิ่งเสี่ยง burnout มากขึ้น
  • Degen & Kleeberg-Niepage (2025, SN Social Sciences) สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ใช้ 27 คน พบว่า dating app fatigue เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดจากกลไกของแอปเอง ไม่ใช่จุดอ่อนส่วนบุคคลของใครคนใดคนหนึ่ง
  • Stevic, Lee, Liu, & Hancock (2025, Social Media + Society) ติดตามคนเยอรมนีเกือบ 900 คน พบว่าความสำเร็จที่รับรู้ได้จากการหาคู่ (ไม่ใช่แค่แรงจูงใจ) เป็นตัวทำนายความพึงพอใจในชีวิตและความเหงาที่ชัดเจนกว่า
  • Sharabi, Ou, Von Feldt, & Parsons (2026, Computers in Human Behavior) วิเคราะห์อภิมานจาก 23 งานวิจัย คนกว่า 26,000 คน พบว่าคนที่ใช้ dating app มีสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีแย่กว่าคนที่ไม่ใช้เล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ
  • สรุปงานวิจัยทั้งหมดออกมาเป็นกรอบ "เบรก–สำรวจ–ปัก–พัก" เครื่องมือ 4 ขั้นสำหรับเช็คตัวเองก่อนที่ dating app จะกลืนกินพลังใจไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

ผมเคยลองใช้ dating app อยู่พักหนึ่ง แล้วสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่แปลกดี คือช่วงแรกๆ ผมดูโปรไฟล์แต่ละคนอย่างตั้งใจ อ่านรายละเอียด คิดก่อนตัดสินใจ แต่พอผ่านไปสักพัก ผมเริ่มเลื่อนผ่านเร็วขึ้นเรื่อยๆ ปัดซ้ายแทบจะอัตโนมัติ ทั้งที่โปรไฟล์ที่เห็นก็ไม่ได้แย่กว่าเดิมเลย ความรู้สึกมันเหมือนสมองเริ่ม "เหนื่อย" กับการต้องตัดสินใจซ้ำๆ จนสุดท้ายก็ปิดแอปไปเฉยๆ ทั้งที่ตอนเปิดมาตั้งใจจะหาคนคุยด้วยจริงจัง

ผมเลยไปหาว่างานวิจัยด้านจิตวิทยาพูดถึงความรู้สึกนี้ไว้อย่างไรบ้าง พบว่าเป็นหัวข้อที่นักวิจัยเริ่มศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา และมีคำเรียกที่ตรงกับสิ่งที่ผมรู้สึกพอดี คือ "choice overload" ในบริบทหาคู่ และ "dating app burnout" ซึ่งงานวิจัยพบว่าไม่ใช่แค่ความรู้สึกส่วนตัว แต่เป็นปรากฏการณ์ที่วัดได้จริงและส่งผลต่อพฤติกรรมการหาคู่ในระยะยาว

เมื่อตัวเลือกคู่เดตล้นเกิน สมองเปลี่ยนเป็นโหมดปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว

Tila M. Pronk และ Jaap J. A. Denissen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "A Rejection Mind-Set: Choice Overload in Online Dating" ตีพิมพ์ใน *Social Psychological and Personality Science* ปี 2020 (เล่ม 11 ฉบับ 3 หน้า 388-396, DOI 10.1177/1948550619866189)

ทีมวิจัยทำการทดลอง 3 ชุด ชุดแรกให้ผู้เข้าร่วม 315 คนดูรูปโปรไฟล์ 45 หรือ 90 รูปแล้วให้ตัดสินใจรับหรือปฏิเสธทีละคน ชุดที่สองให้ผู้เข้าร่วม 158 คนใช้รูปจริงของตัวเองในระบบที่มีโอกาสแมตช์จริง และชุดที่สามให้ผู้เข้าร่วม 305 คนดูรูป 50 รูปแบ่งเป็นบล็อกละ 10 รูป ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันในทั้ง 3 การศึกษาคือ อัตราการยอมรับคู่ที่เสนอมาลดลงเรื่อยๆ ตลอดกระบวนการหาคู่ ทีมวิจัยอธิบายว่าเกิดจากความพึงพอใจกับรูปภาพที่ลดลงและความมองโลกในแง่ร้ายเรื่องโอกาสที่ตัวเองจะถูกเลือกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ผลักดันให้คนเลือกปฏิเสธมากขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์นี้รุนแรงเป็นพิเศษในผู้หญิง ซึ่งปกติมีอัตราการยอมรับคู่ต่ำกว่าผู้ชายอยู่แล้ว จนทำให้ข้อได้เปรียบเรื่องโอกาสแมตช์ที่ผู้หญิงเคยมีในช่วงแรกค่อยๆ หายไปเมื่อกระบวนการหาคู่ดำเนินไปเรื่อยๆ

ผมคิดว่างานนี้อธิบายความรู้สึกที่ผมเคยเจอได้ตรงมาก คือมันไม่ใช่ว่าผมเบื่อคนที่เห็น แต่สมองเข้าสู่โหมด "หาข้อเสีย" มากกว่า "หาข้อดี" โดยที่ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ทีมวิจัยเรียกกลไกนี้ว่า rejection mind-set หรือโหมดปฏิเสธ คำถามที่ตามมาคือ ถ้าปล่อยให้โหมดปฏิเสธแบบนี้สะสมไปนานๆ จะกลายเป็นความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์แบบเต็มรูปแบบได้ไหม และใครเสี่ยงมากที่สุด

ติดตาม 12 สัปดาห์: ใครเสี่ยง burnout จากการใช้ dating app มากที่สุด

Liesel L. Sharabi, Paige A. Von Feldt และ Thao Ha ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Burnt Out and Still Single: Susceptibility to Dating App Burnout Over Time" ตีพิมพ์ใน *New Media & Society* ปี 2026 (เล่ม 28 ฉบับ 1 หน้า 169-190, DOI 10.1177/14614448241286788)

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Arizona State ติดตามผู้ใช้ dating app ที่ยังโสด 493 คน ผ่านแบบสำรวจ 4 รอบตลอด 12 สัปดาห์ (มีผู้ตอบครบทุกรอบ 190 คน) วัดภาวะ burnout แบบเดียวกับที่ใช้วัด occupational burnout ในที่ทำงาน คือความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์ ความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพ และการมองคนอื่นแบบไม่ใช่บุคคล (depersonalization) ผลลัพธ์พบว่าความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์และความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้แอปต่อเนื่อง และคนที่มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือความเหงาอยู่แล้วก่อนเริ่มการศึกษา มีแนวโน้มเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์และรู้สึกไร้ประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่น ส่วนการใช้แอปแบบมีปัญหา (problematic use เช่น ใช้มากเกินควบคุมตัวเองได้) ทำนายความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้น แต่กลับทำนายความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพที่ลดลง ซึ่งเป็นผลที่ขัดกับที่คาดไว้

ผมคิดว่าจุดที่สำคัญที่สุดของงานนี้คือมันชี้ว่า dating app อาจไม่ได้สร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้วในคนที่เปราะบางอยู่ก่อน ทีมวิจัยสรุปตรงๆ ว่า dating app อาจทำให้คนที่มีปัญหาเริ่มต้นความสัมพันธ์อยู่แล้วยิ่งลำบากขึ้นไปอีก คำถามที่ตามมาคือ ถ้าอยากเข้าใจกลไกนี้จากมุมมองของผู้ใช้จริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ พวกเขาอธิบายประสบการณ์ของตัวเองอย่างไร

เสียงจากผู้ใช้จริง: ความเหนื่อยล้าไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว แต่เป็นกลไกของระบบ

Johanna L. Degen และ Andrea Kleeberg-Niepage ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Coping with Mobile-Online-Dating Fatigue and the Negative Self-Fulfilling Prophecy of Digital Dating" ตีพิมพ์ใน *SN Social Sciences* ปี 2025 (เล่ม 5 ฉบับ 2, DOI 10.1007/s43545-024-01042-0)

ทีมวิจัยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ใช้ dating app 27 คน เพื่อทำความเข้าใจกลไกทางสังคมเบื้องหลังความเหนื่อยล้า วิธีที่ผู้ใช้ตีความประสบการณ์ของตัวเอง และกลยุทธ์รับมือที่ใช้จริง ผลการศึกษาพบว่าหลักการพื้นฐานของ mobile-online-dating อย่างการคุยหลายคนพร้อมกัน (parallel dating) ความเร่งรีบ (acceleration) ความมีประสิทธิภาพแบบตลาด (efficacy) และการไม่ผูกมัด (non-commitment) ส่งผลลบต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองและขัดขวางความสำเร็จในการหาคู่ ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ทำร้ายกันไปมาระหว่างผู้ใช้ รูปแบบการตีความและอธิบายเหตุการณ์ และทัศนคติ/กลยุทธ์ที่ตามมาซึ่งกลับไปเสริมพลวัตด้านลบเดิม เช่น การตีตราคู่เดตคนอื่น การลดคุณค่าคนอื่น และรูปแบบการเดตที่ซ้ำซากไม่พอใจ ส่วนกลยุทธ์รับมือที่พบมีตั้งแต่การโยนความผิดไปที่ผู้ใช้คนอื่นหรือผู้ให้บริการแอป การใช้แอปต่อไปทั้งที่รู้ว่าสร้างพลวัตด้านลบซ้ำๆ การเลิกเดตไปเลยชั่วคราว หรือหันไปหาช่องทางดิจิทัลอื่น

ผมคิดว่าข้อสรุปที่สำคัญที่สุดของงานนี้คือทีมวิจัยเน้นย้ำว่าความเหนื่อยล้านี้เป็น "ปรากฏการณ์ทางสังคมที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่จุดอ่อนเฉพาะบุคคล" ซึ่งช่วยลดความรู้สึกผิดที่หลายคนอาจมีว่าตัวเอง "ทำอะไรผิดพลาด" ถึงรู้สึกเหนื่อยกับการหาคู่ คำถามที่ตามมาคือ ในเมื่อความเหนื่อยล้าเป็นเรื่องจริง แล้วอะไรที่ทำให้บางคนยังรู้สึกดีกับการใช้แอปอยู่ได้ ทั้งที่คนอื่นเหนื่อยหน่ายไปแล้ว

ความสำเร็จที่รับรู้ได้สำคัญกว่าความตั้งใจแต่แรก

Anja Stevic, Angela Y. Lee, Sunny Xun Liu และ Jeffrey Hancock ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Of Loving and Losing: The Influence of Dating App Motivations and Perceived Success on Psychological Well-Being" ตีพิมพ์ใน *Social Media + Society* ปี 2025 (เล่ม 11 ฉบับ 2, DOI 10.1177/20563051251346888)

ทีมวิจัยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนระดับประเทศของเยอรมนี ผ่านแบบสำรวจ 2 รอบห่างกันประมาณ 1 เดือน (รอบแรก 876 คน รอบสองเหลือ 521 คน) วิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างแบบ autoregressive เพื่อดูว่าแรงจูงใจในการใช้แอปกับความสำเร็จที่รับรู้ได้ ส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตและความเหงาอย่างไร ผลลัพธ์พบว่าคนที่ใช้แอปเพราะอยากได้การยอมรับทางสังคม (อยากรู้สึกว่ามีคนสนใจ) มีแนวโน้มรู้สึกเหงามากขึ้น ขณะที่คนที่ใช้แอปเพื่อหาความสัมพันธ์จริงจังไม่พบผลแบบเดียวกัน ส่วนความสำเร็จที่รับรู้ได้จากการใช้แอปมีผลชัดเจนกว่าต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจโดยรวม คือคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในการหาคู่ยิ่งเหงาและพึงพอใจในชีวิตน้อยลง ส่วนคนที่รู้สึกประสบความสำเร็จยิ่งมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่น่าสนใจคือทีมวิจัยพบความแตกต่างทางเพศ คือผู้หญิงรายงานว่าตัวเองประสบความสำเร็จมากกว่าและเหงาน้อยกว่าผู้ชาย แต่กลับวิตกกังวลเรื่องการหาคู่มากกว่า ส่วนผู้ชายกลับมีความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าเมื่อประสบความสำเร็จ

ผมคิดว่างานนี้ช่วยเติมเต็มภาพให้ชัดขึ้น เพราะมันบอกว่าไม่ใช่แค่ "ทำไมถึงใช้แอป" ที่สำคัญ แต่ "รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแค่ไหน" ต่างหากที่ส่งผลต่อความรู้สึกมากกว่า คนที่ใช้แอปด้วยความหวังจะได้รับการยอมรับทางสังคมเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงมีความเสี่ยงเหงามากกว่าคนอื่น คำถามที่ตามมาคือ เมื่อมองภาพรวมจากงานวิจัยหลายสิบชิ้นทั่วโลก dating app ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนใช้จริงๆ มากน้อยแค่ไหนกันแน่

ภาพรวมจากคนกว่า 26,000 คน: dating app ส่งผลต่อสุขภาพจิตจริงไหม

Liesel L. Sharabi, Lihong Ou, Paige A. Von Feldt และ Thomas D. Parsons ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Dating App Use, Psychological Health, and Psychological Well-Being: A Systematic Review and Quantitative Meta-Analysis" ตีพิมพ์ใน *Computers in Human Behavior* ปี 2026 (เล่ม 177 บทความเลขที่ 108879, DOI 10.1016/j.chb.2025.108879)

ทีมวิจัยทำการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบแบบลงทะเบียนล่วงหน้า (pre-registered) ค้นหางานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2007-2024 จากฐานข้อมูล 7 แห่งครอบคลุมสาขาการสื่อสาร จิตวิทยา และวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ได้งานวิจัยที่เข้าเกณฑ์ 23 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมทั้งหมด 26,068 คน ผลการวิเคราะห์อภิมานพบว่าคนที่ใช้ dating app รายงานสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีแย่กว่าคนที่ไม่ใช้อย่างสม่ำเสมอในหลายมิติ ทั้งความเหงา ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความทุกข์ใจทั่วไป แม้ว่าขนาดผลจะอยู่ในระดับปานกลางถึงเล็กน้อยก็ตาม ทีมวิจัยเน้นย้ำข้อจำกัดสำคัญคืองานวิจัยส่วนใหญ่ที่นำมาวิเคราะห์เป็นแบบตัดขวาง (cross-sectional) จึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าการใช้แอปทำให้สุขภาพจิตแย่ลง หรือคนที่มีสุขภาพจิตแย่อยู่แล้วมีแนวโน้มใช้แอปมากกว่า หรือมีปัจจัยที่สามที่ส่งผลต่อทั้งสองอย่าง

ผมคิดว่างานนี้เป็นตัวสรุปภาพรวมที่สำคัญมาก เพราะมันยืนยันด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ว่าความเชื่อมโยงระหว่าง dating app กับสุขภาพจิตที่แย่ลงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเสียงเดียวโดดๆ แต่ก็เตือนไว้ตรงๆ เช่นกันว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะฟันธงว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ในบทความนี้ที่ชี้ตรงกันว่าปัจจัยเสี่ยงเดิม (ซึมเศร้า วิตกกังวล ความเหงา) มีส่วนสำคัญไม่แพ้ตัวแอปเอง

กรอบเบรก–สำรวจ–ปัก–พัก: เช็คตัวเองก่อน dating app กลืนกินพลังใจ

จากงานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นในบทความนี้ ผมลองรวมประเด็นสำคัญออกมาเป็นเครื่องมือสั้นๆ ที่จำง่าย เรียกว่ากรอบ "เบรก–สำรวจ–ปัก–พัก" สำหรับใครที่กำลังใช้ dating app แล้วรู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร

1. เบรก — สังเกตจังหวะที่เริ่มปัดซ้ายเร็วขึ้นโดยไม่ทันคิด นั่นคือสัญญาณของ "โหมดปฏิเสธ" ตามที่ Pronk & Denissen (2020) พบว่าเกิดจากการดูโปรไฟล์ต่อเนื่องนานเกินไป วิธีเบรกที่ทำได้จริงคือตั้งเวลาเปิดแอปครั้งละไม่เกิน 10-15 นาที แล้วปิดทันทีเมื่อรู้สึกว่าเริ่มปัดโดยไม่อ่านรายละเอียดแล้ว 2. สำรวจ — ถามตัวเองตรงๆ ว่าตอนนี้มีความเครียด ความเหงา หรือความวิตกกังวลเรื่องอื่นสะสมอยู่ก่อนหรือเปล่า เพราะ Sharabi, Von Feldt, & Ha (2026) พบว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อนมักตีความความเหนื่อยจากแอปผิดว่าเป็นปัญหาที่ตัวเอง "หาคู่ไม่เก่ง" ทั้งที่ต้นตอจริงอยู่ที่อื่น 3. ปัก — ปักหมุดความหมายของ "ความสำเร็จ" ที่ตัวเองต้องการให้ชัดก่อนเปิดแอปแต่ละครั้ง เช่น "ได้คุยกับคนที่คุยถูกคอ 1 คนต่อสัปดาห์ก็พอ" แทนที่จะไล่หาจำนวนแมตช์หรือการยอมรับทั่วไป เพราะ Stevic และคณะ (2025) พบว่าความสำเร็จที่รับรู้ได้ชัดเจนส่งผลบวกต่อความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าแรงจูงใจแบบไล่หาการยอมรับ 4. พัก — เมื่อครบรอบสังเกตแล้วพบว่าตัวเองแย่ลงเรื่อยๆ ให้พักจริงจัง ไม่ใช่แค่ปิดแอปชั่วคราวแล้วเปิดใหม่วันถัดไป และที่สำคัญคืออย่าโทษตัวเองระหว่างพัก เพราะ Degen & Kleeberg-Niepage (2025) และงานวิเคราะห์อภิมานของ Sharabi, Ou, Von Feldt, & Parsons (2026) ต่างยืนยันตรงกันว่าความเหนื่อยล้านี้เป็นกลไกของระบบที่คนจำนวนมากเจอเหมือนกัน

กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ที่ผมสรุปขึ้นจากงานวิจัยในบทความนี้เพื่อให้จำและใช้ได้ง่ายในชีวิตจริง ไม่ใช่โมเดลทางจิตวิทยาที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกหรือมีงานวิจัยรองรับโดยตรง

กรณีจำลอง: มายด์กับแอปหาคู่ที่ใช้มา 8 เดือน

มายด์ อายุ 29 ปี ทำงานสายการตลาดในกรุงเทพฯ เปิด dating app มาได้ 8 เดือนแล้ว ช่วงแรกเธอสนุกกับการอ่านโปรไฟล์คนแต่ละคน แต่ช่วงหลังเธอสังเกตว่าตัวเองเปิดแอปแล้วปัดซ้ายรัวๆ เกือบทุกโปรไฟล์โดยไม่อ่านอะไรเลย จนรู้สึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ทั้งที่คนที่เห็นก็ไม่ได้แย่กว่าตอนแรกที่เธอเริ่มใช้แอป

เธอลองเอากรอบเบรก–สำรวจ–ปัก–พัก มาเช็คตัวเอง เริ่มจาก เบรก โดยตั้งนาฬิกาปลุกให้เปิดแอปได้ครั้งละ 10 นาทีเท่านั้น แล้วสังเกตว่าตัวเองเริ่มปัดเร็วผิดปกติตั้งแต่นาทีที่ 5-6 เท่านั้นเอง จากนั้นเธอ สำรวจ ตัวเองแล้วพบว่าช่วงนี้งานหนักมากและเธอรู้สึกเหงาจากการที่เพื่อนสนิทย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยกับแอปเร็วกว่าที่ควร ไม่ใช่เพราะแอปหรือคนในแอปมีปัญหา

ขั้นต่อมาเธอ ปัก เป้าหมายใหม่ให้ชัดว่าแค่อยากได้คนคุยถูกคอสัปดาห์ละ 1 คนก็พอ ไม่ต้องไล่แมตช์ให้ได้เยอะที่สุด และสุดท้ายเมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วยังรู้สึกฝืนใจทุกครั้งที่เปิดแอป เธอเลือก พัก แอปไปเลยทั้งเดือน โดยบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว แต่เป็นเรื่องปกติที่คนใช้แอปจำนวนมากเจอเหมือนกัน

กรณีของมายด์เป็นสถานการณ์จำลองที่เขียนขึ้นเพื่อสาธิตวิธีคิดตามกรอบเบรก–สำรวจ–ปัก–พัก ไม่ใช่รายงานผลจากการทดลองจริงหรือบุคคลจริง

ลองเอาไปปรับใช้

1. สังเกตตัวเองว่าเริ่มเข้า "โหมดปฏิเสธ" หรือยัง เพราะ Pronk & Denissen (2020) พบว่ายิ่งดูโปรไฟล์ต่อเนื่องนานเท่าไหร่ สมองยิ่งเอนเอียงไปทางปฏิเสธมากขึ้นโดยอัตโนมัติ การหยุดพักเป็นช่วงๆ แทนที่จะไล่ดูรวดเดียวยาวๆ อาจช่วยลดผลกระทบนี้ได้ 2. ถ้ารู้สึกเหนื่อยหน่ายมาก ลองสังเกตว่ามีความเครียด ความเหงา หรือความวิตกกังวลอื่นอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า เพราะ Sharabi, Von Feldt, & Ha (2026) พบว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อนมีแนวโน้ม burnout จากแอปมากกว่า การดูแลสุขภาพจิตพื้นฐานอาจสำคัญกว่าการเปลี่ยนแอปหรือเปลี่ยนวิธีใช้ 3. อย่าโทษตัวเองฝ่ายเดียวว่า "ทำอะไรผิด" ถ้ารู้สึกเหนื่อยกับการหาคู่ออนไลน์ เพราะ Degen & Kleeberg-Niepage (2025) พบว่าความเหนื่อยล้านี้เกิดจากกลไกของระบบแอปเองที่ผู้ใช้จำนวนมากเจอเหมือนกัน ไม่ใช่จุดอ่อนเฉพาะบุคคล 4. ตั้งเป้าหมายที่วัดความสำเร็จได้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ไล่หาการยอมรับ เพราะ Stevic และคณะ (2025) พบว่าความสำเร็จที่รับรู้ได้จริงส่งผลบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าแรงจูงใจด้านการยอมรับทางสังคมเพียงอย่างเดียว ซึ่งกลับสัมพันธ์กับความเหงาที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในผู้หญิง 5. ถ้าใช้แอปมานานแล้วรู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ ลองพิจารณาพักหรือปรับวิธีใช้อย่างจริงจัง เพราะ Sharabi, Ou, Von Feldt, & Parsons (2026) พบจากข้อมูลคนกว่า 26,000 คนว่าผู้ใช้ dating app มีแนวโน้มสุขภาพจิตแย่กว่าคนไม่ใช้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะยังสรุปสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ควรรับฟัง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมยิ่งมีตัวเลือกคู่เดตเยอะ ยิ่งรู้สึกหาคู่ยากขึ้น?
เพราะสมองเข้าสู่สิ่งที่ Pronk & Denissen (2020) เรียกว่า "โหมดปฏิเสธ" คือยิ่งดูโปรไฟล์ต่อเนื่องนานเท่าไหร่ ความพึงพอใจกับตัวเลือกที่เห็นยิ่งลดลง และความมองโลกในแง่ร้ายเรื่องโอกาสของตัวเองยิ่งเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการยอมรับคู่ที่เสนอมาลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่คุณภาพของตัวเลือกไม่ได้เปลี่ยนไป
Dating app burnout ต่างจากความเหนื่อยจากการทำงานอย่างไร?
มีกลไกคล้ายกันมาก Sharabi, Von Feldt, & Ha (2026) วัด burnout จากการใช้ dating app ด้วยกรอบเดียวกับที่ใช้วัด occupational burnout คือความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์ ความรู้สึกไร้ประสิทธิภาพ และการมองคนอื่นแบบไม่ใช่บุคคล และพบว่ายิ่งใช้แอปต่อเนื่องนาน ทั้งสามมิตินี้ยิ่งแย่ลงในลักษณะเดียวกับที่คนทำงานหนักเกินไปประสบ
ใช้ dating app แล้วสุขภาพจิตจะแย่ลงแน่นอนไหม?
ไม่แน่นอนสำหรับทุกคน Sharabi, Ou, Von Feldt, & Parsons (2026) พบจากข้อมูลคนกว่า 26,000 คนว่าผู้ใช้ dating app มีสุขภาพจิตแย่กว่าคนไม่ใช้โดยเฉลี่ยเล็กน้อยแต่สม่ำเสมอ แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าแอปเป็นสาเหตุโดยตรง เพราะคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อนอาจมีแนวโน้มใช้แอปมากกว่าอยู่แล้ว ตามที่ Sharabi, Von Feldt, & Ha (2026) พบเช่นกัน
มีวิธีใช้ dating app แบบไม่เหนื่อยเกินไปไหม?
จากภาพรวมของงานวิจัยในบทความนี้ สิ่งที่พอทำได้คือหยุดพักเป็นระยะแทนการไล่ดูรวดเดียวยาวๆ (ตามกลไกที่ Pronk & Denissen, 2020 พบ) ตั้งเป้าหมายที่วัดความสำเร็จได้ชัดเจนแทนการไล่หาความสนใจจากคนอื่น (ตามที่ Stevic และคณะ, 2025 พบ) และไม่โทษตัวเองถ้ารู้สึกเหนื่อยล้า เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ใช้จำนวนมากเจอเหมือนกันตามที่ Degen & Kleeberg-Niepage (2025) พบจากการสัมภาษณ์ผู้ใช้จริง

แหล่งอ้างอิง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
ความสัมพันธ์และความรัก

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ

งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

อ่าน 20 นาที
แชทบอท AI คุยแทนนักบำบัดได้จริงไหม งานทดลองสุ่มในคนไข้ 210 คนพบซึมเศร้าลดลงและสร้างพันธมิตรทางใจระดับใกล้เคียงเกณฑ์งานบำบัด แต่ทีมวิจัยต้องแทรกแซงเรื่องความปลอดภัยถึง 15 ครั้ง
สุขภาพกายและใจ

แชทบอท AI คุยแทนนักบำบัดได้จริงไหม งานทดลองสุ่มในคนไข้ 210 คนพบซึมเศร้าลดลงและสร้างพันธมิตรทางใจระดับใกล้เคียงเกณฑ์งานบำบัด แต่ทีมวิจัยต้องแทรกแซงเรื่องความปลอดภัยถึง 15 ครั้ง

งานทดลองสุ่มกับผู้ป่วย 210 คนพบว่าแชทบอท AI อย่าง Therabot ลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลได้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน ในระดับใกล้เคียงเกณฑ์งานบำบัดมนุษย์ แต่ทีมวิจัยยังต้องแทรกแซงด้วยมนุษย์ถึง 15 ครั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

อ่าน 20 นาที
อะไรทำนายการหย่าร้างได้แม่นกว่าที่คิด ไม่ใช่ความรักที่จืดจาง แต่เป็น "คุณค่าในชีวิต" ที่ไม่ตรงกัน
ความสัมพันธ์และความรัก

อะไรทำนายการหย่าร้างได้แม่นกว่าที่คิด ไม่ใช่ความรักที่จืดจาง แต่เป็น "คุณค่าในชีวิต" ที่ไม่ตรงกัน

งานวิจัยจากคนกว่า 100,000 คนใน 55 ประเทศพบว่าคุณค่าในชีวิตแบบให้ความสำคัญกับอิสระและความรู้สึกใหม่ๆ ทำนายการหย่าร้างได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระอยู่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องความรักที่จืดจางลงตามเวลา

อ่าน 13 นาที
นอนตื่นเวลาเดิมทุกวันอาจสำคัญกว่าจำนวนชั่วโมงที่นอน: งานวิจัย UK Biobank เกือบ 90,000 คน ชี้คนที่นอนไม่เป็นเวลาเสี่ยงตายก่อนวัยสูงกว่าเห็นได้ชัด
สุขภาพกายและใจ

นอนตื่นเวลาเดิมทุกวันอาจสำคัญกว่าจำนวนชั่วโมงที่นอน: งานวิจัย UK Biobank เกือบ 90,000 คน ชี้คนที่นอนไม่เป็นเวลาเสี่ยงตายก่อนวัยสูงกว่าเห็นได้ชัด

ข้อมูล UK Biobank เกือบ 90,000 คนพบว่าความสม่ำเสมอของการนอน-ตื่นทำนายความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยได้แม่นกว่าจำนวนชั่วโมงที่นอนเสียอีก คนที่นอนไม่เป็นเวลาเสี่ยงเบาหวานสูงกว่าถึง 38% แม้จะนอนครบชั่วโมงตามคำแนะนำก็ตาม

อ่าน 16 นาที