ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

มายาคติแห่งความโปร่งใส: เหตุผลที่คนอื่นไม่ได้อ่านใจเราเก่งอย่างที่เราคิด

เคยไหมครับที่โกหกแล้วรู้สึกว่าหน้าตัวเองต้อง "บอกใบ้" ออกไปแน่ๆ หรือพูดเรื่องกำกวมในที่ประชุมแล้วมั่นใจว่าคนฟังต้อง "เก็ตแน่นอน" ทั้งที่ในความเป็นจริงคนฟังอาจงงอยู่เต็มที่ งานวิจัยทางจิตวิทยาสังคมเรียกอคติแบบนี้ว่า "illusion of transparency" หรือมายาคติแห่งความโปร่งใส — ความเชื่อที่ผิดพลาดว่าสภาวะภายในของเรา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความตั้งใจ หรือความหมายที่ต้องการสื่อ จะ "รั่วไหล" ออกไปให้คนอื่นเห็นได้ง่ายกว่าความเป็นจริงมาก อคตินี้เป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการสื่อสารที่เรามักมองข้าม เพราะเราไม่รู้ตัวว่ากำลังคิดแบบนี้อยู่

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
มายาคติแห่งความโปร่งใส: เหตุผลที่คนอื่นไม่ได้อ่านใจเราเก่งอย่างที่เราคิด

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Gilovich, Savitsky & Medvec (1998, *Journal of Personality and Social Psychology*) พบว่าคนโกหกมักประเมินสูงเกินจริงว่าคนอื่นจะจับได้ว่าตัวเองโกหก และคนที่รู้สึกขยะแขยงกับรสชาติบางอย่างก็เชื่อว่าสีหน้าตัวเองแสดงความรังเกียจชัดเจนกว่าที่ผู้สังเกตการณ์รายงานจริง
  • Gilovich, Medvec & Savitsky (2000, *Journal of Personality and Social Psychology*) พบปรากฏการณ์ใกล้เคียงกันคือ "spotlight effect" — คนสวมเสื้อยืดลายน่าอายแล้วเชื่อว่าคนอื่นจะจำได้ สูงกว่าจำนวนคนที่จำได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสองปรากฏการณ์มาจากกลไกเดียวกันคือการ "ยึดติด" กับมุมมองตัวเองแล้วปรับ (adjust) เข้าหามุมมองคนอื่นได้ไม่พอ
  • Savitsky & Gilovich (2003, *Journal of Experimental Social Psychology*) พบว่าคนที่กลัวพูดในที่สาธารณะมักเชื่อว่าความประหม่าของตัวเองปรากฏชัดต่อผู้ฟังมากกว่าที่เป็นจริง และการบอกความจริงข้อนี้กับผู้พูดช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้พูดได้ดีขึ้น
  • Keysar & Henly (2002, *Psychological Science*) พบว่าผู้พูดประเมินว่าตัวเองสื่อสารเข้าใจ 72% ของประโยคที่พูด ทั้งที่ผู้ฟังเข้าใจจริงแค่ 61% — ผู้พูดมักไม่รู้ตัวว่าตัวเองสื่อสารกำกวม
  • Epley, Keysar, Van Boven & Gilovich (2004, *Journal of Personality and Social Psychology*) อธิบายกลไกเบื้องหลังว่ามาจากการ "ยึดติด" กับประสบการณ์ตัวเองเป็นจุดตั้งต้นแล้วปรับเข้าหามุมมองคนอื่นไม่มากพอ (egocentric anchoring and adjustment) ซึ่งยิ่งแย่ลงเมื่อถูกเร่งเวลาหรือมีภาระทางความคิดสูง
  • กรอบ เช็ก–บอก–อธิบาย–รอ สังเคราะห์วิธีรับมือกับมายาคติแห่งความโปร่งใสให้เป็นขั้นตอนที่ทำได้จริงก่อนและระหว่างสื่อสาร

มายาคติแห่งความโปร่งใสคืออะไร: งานวิจัยต้นฉบับปี 1998

Thomas Gilovich, Kenneth Savitsky และ Victoria Medvec ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ "The Illusion of Transparency: Biased Assessments of Others' Ability to Read One's Emotional States" ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 1998 (เล่ม 75 หน้า 332-346) ประกอบด้วยการทดลองย่อยหลายชุด

ในชุดแรก (Studies 1a-1c) พวกเขาให้ผู้เข้าร่วมโกหกเกี่ยวกับรสชาติเครื่องดื่มบางอย่าง แล้วให้ประเมินว่าผู้สังเกตการณ์จะจับได้ว่าตัวเองโกหกกี่เปอร์เซ็นต์ เทียบกับที่ผู้สังเกตการณ์จับได้จริง ผลคือคนโกหกประเมินสูงเกินจริงอย่างชัดเจนว่าการโกหกของตัวเอง "เห็นได้ชัด" กว่าที่เป็นจริงมาก ในชุดที่สอง (Studies 2a-2b) ให้ผู้เข้าร่วมดื่มเครื่องดื่มรสแย่แล้วพยายามไม่แสดงสีหน้ารังเกียจ ผลก็เช่นเดียวกันคือผู้เข้าร่วมเชื่อว่าสีหน้าของตัวเองเผยความรู้สึกชัดเจนกว่าที่ผู้สังเกตการณ์มองเห็นจริง และชุดสุดท้าย (Studies 3a-3b) ขยายไปถึงเรื่องการไม่กล้าเข้าช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะกลัวว่าความลังเลของตัวเองจะดูน่าอาย ทั้งที่คนอื่นมองไม่เห็นความลังเลนั้นชัดเจนขนาดนั้น

ทั้งสามชุดชี้ไปทางเดียวกันคือ เรามักเชื่อว่าสภาวะภายในของเรา "รั่วไหล" ออกไปให้คนอื่นเห็นได้ง่ายกว่าความเป็นจริงมาก

ปรากฏการณ์ใกล้เคียงกัน: Spotlight Effect

สองปีต่อมา Gilovich, Medvec และ Savitsky ตีพิมพ์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกันชื่อ "The Spotlight Effect in Social Judgment: An Egocentric Bias in Estimates of the Salience of One's Own Actions and Appearance" ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 2000 (เล่ม 78 หน้า 211-222) ควรเข้าใจว่านี่เป็นคนละปรากฏการณ์กับ illusion of transparency — spotlight effect คือการประเมินสูงเกินจริงว่าคนอื่น "สังเกตเห็น" การกระทำหรือรูปลักษณ์ของเรา ในขณะที่ illusion of transparency คือการประเมินสูงเกินจริงว่าคนอื่น "อ่าน" สภาวะภายในของเราออก แต่ทั้งสองปรากฏการณ์มาจากกลไกทางความคิดแบบเดียวกัน

ในการทดลองที่โด่งดังที่สุดของงานนี้ นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมใส่เสื้อยืดลายรูปที่อาจดูน่าอาย (เช่นรูปนักร้อง Barry Manilow ซึ่งกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาสมัยนั้นมองว่าไม่เท่) แล้วเดินเข้าไปในห้องที่มีคนอื่นอยู่ ผู้ใส่เสื้อประเมินว่าจะมีคนจำลายเสื้อได้จำนวนมากกว่าที่คนในห้องจำได้จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การทดลองอื่นในชุดเดียวกัน (Studies 4-5) ยังยืนยันด้วยว่ากลไกเบื้องหลังคือการ "ยึดติด" กับมุมมองอันเข้มข้นของตัวเองแล้วปรับเข้าหามุมมองคนอื่นไม่พอ (anchoring-and-adjustment) ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่อธิบาย illusion of transparency ด้วย

เมื่อมายาคตินี้ทำร้ายคนพูดในที่สาธารณะ

Kenneth Savitsky และ Thomas Gilovich นำแนวคิดนี้มาทดสอบกับปัญหาที่คนจำนวนมากเผชิญ คือความกลัวพูดในที่สาธารณะ ในงานวิจัยชื่อ "The Illusion of Transparency and the Alleviation of Speech Anxiety" ตีพิมพ์ใน *Journal of Experimental Social Psychology* ปี 2003 (เล่ม 39 หน้า 618-625)

พวกเขาแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นกลุ่มที่ต้องพูดสุนทรพจน์ต่อหน้าผู้ฟัง แล้ววัดทั้งความวิตกกังวลที่รายงานเอง และความวิตกกังวลที่ผู้สังเกตการณ์ประเมินจากภายนอก ผลคือผู้พูดมักเชื่อว่าความประหม่าของตัวเองปรากฏชัดต่อสายตาผู้ฟังมากกว่าที่ผู้สังเกตการณ์รายงานจริง สิ่งที่น่าสนใจคือในการทดลองส่วนถัดมา เมื่อนักวิจัยบอกความจริงข้อนี้กับผู้พูดกลุ่มหนึ่งก่อนขึ้นพูด (คือบอกว่าความประหม่าภายในไม่ได้ปรากฏชัดขนาดที่คิด) ผู้พูดกลุ่มนั้นกลับรู้สึกวิตกกังวลน้อยลง และผู้สังเกตการณ์ยังประเมินว่าพวกเขาพูดได้ดีขึ้นด้วย นี่แปลว่าความรู้เรื่องอคตินี้เพียงอย่างเดียวก็ช่วยลดผลกระทบของมันได้จริง

ผู้พูดมักไม่รู้ตัวว่าตัวเองสื่อสารไม่ชัดเจน

อีกด้านหนึ่งของมายาคตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องอารมณ์ แต่รวมถึง "ความหมาย" ที่เราต้องการสื่อด้วย Boaz Keysar และ Anne Henly ทดสอบเรื่องนี้ในงานวิจัยชื่อ "Speakers' Overestimation of Their Effectiveness" ตีพิมพ์ใน *Psychological Science* ปี 2002 (เล่ม 13 ฉบับ 3)

พวกเขาให้ผู้เข้าร่วมพูดประโยคที่มีความกำกวมได้หลายความหมาย โดยตั้งใจสื่อความหมายใดความหมายหนึ่งเฉพาะเจาะจง แล้วให้ผู้พูดประเมินว่าผู้ฟังจะเข้าใจความหมายที่ตัวเองตั้งใจสื่อกี่เปอร์เซ็นต์ ผลคือผู้พูดประเมินว่าตัวเองสื่อสารเข้าใจถึง 72% ของกรณี ทั้งที่ผู้ฟังเข้าใจความหมายที่ตั้งใจไว้จริงเพียง 61% เท่านั้น และที่น่าสนใจกว่านั้นคือเมื่อแยกดูเฉพาะกรณีที่ผู้ฟังไม่เข้าใจจริงๆ ผู้พูดยังเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองสื่อสารเข้าใจแล้วถึง 46% ของกรณีเหล่านั้น ในขณะที่กรณีที่ผู้ฟังเข้าใจจริง ผู้พูดคิดว่าตัวเองสื่อสารไม่เข้าใจเพียง 12% เท่านั้น นี่แปลว่าผู้พูดไม่ได้แค่มั่นใจเกินจริงโดยรวม แต่ยังแยกแยะไม่ค่อยออกด้วยว่าครั้งไหนที่ตัวเองสื่อสารล้มเหลวจริงๆ

กลไกเบื้องหลัง: ยึดติดตัวเองแล้วปรับไม่พอ

คำถามคือทำไมอคตินี้ถึงเกิดขึ้นซ้ำๆ ในหลายบริบท Nicholas Epley, Boaz Keysar, Leaf Van Boven และ Thomas Gilovich อธิบายกลไกนี้ในงานวิจัยชื่อ "Perspective Taking as Egocentric Anchoring and Adjustment" ตีพิมพ์ใน *Journal of Personality and Social Psychology* ปี 2004 (เล่ม 87 ฉบับ 3 หน้า 327-339)

พวกเขาเสนอว่าเวลาเราพยายามเข้าใจมุมมองของคนอื่น เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก "จุดตั้งต้น" ที่เป็นมุมมองของตัวเราเอง (ซึ่งเรารับรู้ได้ชัดเจนมากเพราะเป็นประสบการณ์ตรง) แล้วค่อยๆ ปรับ (adjust) ออกจากจุดนั้นเพื่อเข้าหามุมมองของอีกฝ่าย ปัญหาคือการปรับนี้มักหยุดเร็วเกินไป ทำให้การประเมินมุมมองคนอื่นยังคง "เอนเอียง" เข้าหามุมมองตัวเองอยู่มาก งานวิจัยชุดนี้ยังพบด้วยว่าอคติแบบนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อถูกเร่งเวลาตัดสินใจ และลดลงเมื่อมีแรงจูงใจหรือรางวัลให้ตอบให้แม่นยำ ซึ่งบอกเป็นนัยว่าอคตินี้ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามและเวลาคิดเพิ่มขึ้นเพื่อปรับมุมมองให้ห่างจากตัวเองมากพอ

กรอบเช็ก–บอก–อธิบาย–รอ

เพื่อให้เอางานวิจัยเรื่องมายาคติแห่งความโปร่งใสมาใช้ก่อนและระหว่างสื่อสารได้เป็นขั้นตอน เราสังเคราะห์เป็นกรอบ เช็ก–บอก–อธิบาย–รอ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบฝึกหัดทางจิตวิทยาที่ผ่านการตรวจสอบแยกต่างหาก

1. เช็ก — เช็กซ้ำเสมอ แทนที่จะมั่นใจไปเองว่า "พูดไปแล้วต้องเข้าใจแน่"

ช่องว่างระหว่างความมั่นใจของผู้พูด (72%) กับความเข้าใจจริงของผู้ฟัง (61%) มีอยู่จริง การถามกลับหรือให้อีกฝ่ายสรุปสิ่งที่เข้าใจ เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการปิดช่องว่างนี้

2. บอก — บอกตัวเองว่าอารมณ์ภายในไม่ได้ปรากฏชัดขนาดที่คิด

ก่อนขึ้นพูดในที่สาธารณะหรือเจอสถานการณ์ที่กังวล บอกตัวเองว่าความประหม่าไม่ได้ปรากฏชัดต่อสายตาคนอื่นขนาดที่คิด แค่รู้เรื่องอคตินี้ก็ช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้พูดได้ดีขึ้นจริง

3. อธิบาย — อธิบายเจตนาให้ชัดกว่าที่คิดว่าจำเป็น

อย่าด่วนสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายเข้าใจเจตนาของคุณไปเอง เพราะคนเรามักปรับมุมมองออกจากตัวเองไม่พอ การอธิบายให้ชัดเจนกว่าที่คิดว่าจำเป็นมักได้ผลดีกว่าการปล่อยให้ "น่าจะเข้าใจเอง"

4. รอ — ให้เวลาตัวเองคิดก่อนสื่อสารเรื่องสำคัญ

อคตินี้รุนแรงขึ้นเมื่อถูกเร่งรีบ การหยุดคิดสักครู่ก่อนพูดหรือเขียนข้อความสำคัญ ช่วยลดโอกาสที่จะประเมินความชัดเจนของตัวเองสูงเกินจริง

ลำดับนี้ใช้ได้ทุกครั้งก่อนสื่อสารเรื่องสำคัญ ยิ่งผ่านครบทั้งสี่ขั้น ยิ่งลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่คิดว่าสื่อสารไปแล้วกับสิ่งที่อีกฝ่ายเข้าใจจริง

กรณีจำลอง: พรีเซนต์โปรเจกต์แล้วมั่นใจว่าทีมเข้าใจเจตนา ทั้งที่ไม่เข้าใจ

สมมติว่า "เจมส์" ต้องพรีเซนต์ข้อเสนอโปรเจกต์ใหม่ให้ทีมฟัง เขาตื่นเต้นมากและกลัวว่าทีมจะเห็นความประหม่าของตัวเองชัดเจน หลังพรีเซนต์จบเขาพูดประโยคกำกวมว่า "เราน่าจะโฟกัสตรงนี้มากกว่า" โดยมั่นใจว่าทีมเข้าใจว่าเขาหมายถึงจุดไหน แต่จริงๆ ทีมตีความไปคนละทางกับที่เขาตั้งใจ

รอบต่อไปเจมส์ลองใช้กรอบเช็ก–บอก–อธิบาย–รอ ขั้น บอก ก่อนขึ้นพรีเซนต์ เขาบอกตัวเองว่าความประหม่าที่รู้สึกอยู่ข้างในไม่ได้ปรากฏชัดต่อทีมขนาดที่คิด ทำให้ใจเย็นลงได้บ้าง ขั้น อธิบาย เมื่อจะพูดถึงจุดที่อยากให้โฟกัส เขาอธิบายให้ชัดเจนกว่าที่เคยทำ เช่น "ผมหมายถึงขั้นตอนการอนุมัติงบ ไม่ใช่ขั้นตอนการออกแบบ" แทนการพูดกำกวมแล้วสันนิษฐานว่าทีมต้องเข้าใจเอง ขั้น เช็ก หลังอธิบายจบ เขาถามทีมกลับว่า "ลองสรุปให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเข้าใจว่าจะโฟกัสตรงไหน" แทนที่จะถามแค่ "เข้าใจไหม" ขั้น รอ ก่อนตอบคำถามยากจากทีม เขาให้เวลาตัวเองคิดสักครู่แทนที่จะรีบตอบทันทีเพราะกลัวเงียบ

ผลคือรอบนี้ทีมเข้าใจตรงกับที่เจมส์ตั้งใจสื่อจริงๆ ไม่มีการตีความผิดเหมือนครั้งก่อน กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่บุคคลจริงหรือผลลัพธ์ที่วัดได้จากการทดลอง

ลองเอาไปปรับใช้ดู

1. ลองเช็คซ้ำเสมอ แทนที่จะมั่นใจไปเองว่า "พูดไปแล้วต้องเข้าใจแน่" จากงานของ Keysar & Henly (2002) ที่พบช่องว่างระหว่างความมั่นใจ 72% กับความเข้าใจจริง 61% การถามกลับหรือให้อีกฝ่ายสรุปสิ่งที่เข้าใจ เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการปิดช่องว่างนี้ 2. ก่อนขึ้นพูดในที่สาธารณะ บอกตัวเองว่าความประหม่าไม่ได้ปรากฏชัดขนาดที่คิด ตามผลของ Savitsky & Gilovich (2003) แค่รู้เรื่องอคตินี้ก็ช่วยลดความวิตกกังวลและทำให้พูดได้ดีขึ้นจริง 3. เวลาโน้มน้าวหรือเจรจา ลองอย่าด่วนสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายเข้าใจเจตนาของคุณไปเองนะครับ เพราะกลไกจาก Epley และคณะ (2004) ชี้ว่าคนเรามักปรับมุมมองออกจากตัวเองไม่พอ การอธิบายให้ชัดเจนกว่าที่คิดว่าจำเป็นมักได้ผลดีกว่าการปล่อยให้ "น่าจะเข้าใจเอง" 4. ให้เวลาตัวเองคิดก่อนสื่อสารเรื่องสำคัญ จากงานของ Epley และคณะ (2004) อคตินี้รุนแรงขึ้นเมื่อถูกเร่งรีบ การหยุดคิดสักครู่ก่อนพูดหรือเขียนข้อความสำคัญ ช่วยลดโอกาสที่จะประเมินความชัดเจนของตัวเองสูงเกินจริง 5. ไม่ต้องอายเกินเหตุกับความผิดพลาดเล็กๆ ในที่สาธารณะ ตามหลัก spotlight effect ของ Gilovich, Medvec & Savitsky (2000) คนอื่นสังเกตเห็นและจดจำสิ่งที่คุณทำผิดพลาดน้อยกว่าที่คุณคิดมาก

คำถามที่พบบ่อย

มายาคติแห่งความโปร่งใส กับ spotlight effect ต่างกันอย่างไร?
Illusion of transparency คือการเชื่อผิดๆ ว่าคนอื่น "อ่าน" สภาวะภายในของเรา (อารมณ์ ความตั้งใจ ความหมายที่สื่อ) ออกได้ชัดกว่าความเป็นจริง ส่วน spotlight effect คือการเชื่อผิดๆ ว่าคนอื่น "สังเกตเห็น" การกระทำหรือรูปลักษณ์ภายนอกของเรามากกว่าความเป็นจริง ทั้งสองมาจากกลไก anchoring-and-adjustment แบบเดียวกันตามที่ Epley และคณะ (2004) อธิบายไว้ แต่เป็นคนละปรากฏการณ์
อคตินี้แก้ไม่ได้เลยหรือ?
ไม่ใช่ครับ งานของ Epley และคณะ (2004) พบว่าอคตินี้ลดลงได้เมื่อมีแรงจูงใจหรือรางวัลให้ตอบให้แม่นยำ และงานของ Savitsky & Gilovich (2003) พบว่าแค่การรู้เรื่องอคตินี้ก็ช่วยลดผลกระทบได้แล้ว จึงเป็นอคติที่รู้ตัวแล้วบรรเทาได้ ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เด็ดขาด
อคตินี้เกิดกับทุกคนเท่ากันไหม?
งานวิจัยที่กล่าวมาทำในกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เป็นหลัก ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าความรุนแรงของอคตินี้เท่ากันในทุกวัฒนธรรมหรือทุกช่วงวัย แต่กลไกทางความคิดพื้นฐาน (การยึดติดกับมุมมองตัวเองแล้วปรับไม่พอ) เป็นกลไกทั่วไปที่พบในงานวิจัยด้าน perspective-taking หลายสาย จึงมีแนวโน้มจะพบในระดับหนึ่งในคนทั่วไป

แหล่งอ้างอิง

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

แค่ถามตัวเองว่า "ข่าวนี้จริงไหม" ก่อนกดแชร์ ก็ช่วยลดข่าวปลอมได้จริง งานวิจัยทั่วโลกเผยวิธี "ฉีดวัคซีนความคิด" ที่ได้ผลกับคนนับล้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้

งานทดลองภาคสนามจริงพบว่าแค่เตือนให้คิดถึงความถูกต้องก่อนแชร์ ก็ช่วยลดการแชร์ข่าวปลอมได้จริง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกหกแต่แค่ไม่ทันคิด ส่วนแนวคิด 'วัคซีนทางความคิด' ก็ช่วยสร้างภูมิต้านทานข่าวลวงได้ผลในหลายประเทศ

อ่าน 24 นาที
97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

97% ของข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่ทดลองปิดอัลกอริทึมกับคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองแม้แต่นิด

ความร่วมมือวิจัยครั้งใหญ่ระหว่าง Meta กับนักวิชาการอิสระพบว่าข่าวปลอมการเมืองบน Facebook ถึง 97% ไหลไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากกว่า แต่เมื่อทดลองปิดอัลกอริทึมหรือตัดเนื้อหาที่ถูกแชร์ต่อออกจากฟีดของคนจริงกว่า 200,000 คน กลับไม่พบว่าเปลี่ยนขั้วการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

อ่าน 19 นาที
บทสนทนาที่คุณคุยจบไปเมื่อวาน แทบไม่มีทางจบตรงเวลาที่คุณอยากจบจริงๆ งานวิจัย PNAS เผยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการคุยกัน
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

บทสนทนาที่คุณคุยจบไปเมื่อวาน แทบไม่มีทางจบตรงเวลาที่คุณอยากจบจริงๆ งานวิจัย PNAS เผยวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการคุยกัน

งานวิจัยวิเคราะห์บทสนทนาจริงหลายร้อยบทพบว่ามีเพียง 1.59% เท่านั้นที่จบลงตรงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายอยากให้จบจริงๆ ขณะที่อีกงานวิจัยพบว่าผู้ฟังใช้ท่าทางมือของผู้พูดทำนายคำที่กำลังจะพูดได้ก่อนได้ยินคำนั้นด้วยซ้ำ เผยกลไกที่ซับซ้อนกว่าที่คิดเบื้องหลังบทสนทนาธรรมดาๆ

อ่าน 12 นาที
87% ของโพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพพูดถึงแต่ข้อดี มีแค่ 15% ที่พูดถึงอันตราย งานวิจัยเผยเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ
การสื่อสารและการพูดในที่สาธารณะ

87% ของโพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพพูดถึงแต่ข้อดี มีแค่ 15% ที่พูดถึงอันตราย งานวิจัยเผยเหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ

งานวิจัยวิเคราะห์โพสต์อินฟลูเอนเซอร์เรื่องการตรวจสุขภาพเกือบ 1,000 โพสต์พบว่า 87% พูดถึงแต่ข้อดี มีเพียง 15% ที่พูดถึงอันตราย และ 68% มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเงินที่ไม่เปิดเผยชัดเจน ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับให้ความน่าเชื่อถือกับคนทั่วไปเกือบเท่าผู้เชี่ยวชาญ

อ่าน 16 นาที