ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

บุคลิกภาพแบบไหนที่ทำให้ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพไปรอด งานวิจัยจากดิจิทัลฟุตพรินต์นับหมื่นคนตอบ

งานวิจัยจากดิจิทัลฟุตพรินต์ของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพกว่าหมื่นคู่ เผยว่าบุคลิกภาพแบบไหนที่ทำนายทั้งการระดมทุนและการ exit สำเร็จจริง ไม่ใช่แค่ความมั่นใจแบบที่คนทั่วไปมักเข้าใจกัน

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
บุคลิกภาพแบบไหนที่ทำให้ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพไปรอด งานวิจัยจากดิจิทัลฟุตพรินต์นับหมื่นคนตอบ

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Freiberg และ Matz (2023, *PNAS*) วิเคราะห์คู่ผู้ก่อตั้ง-สตาร์ทอัพ 10,541 คู่ พบว่าอาการทางประสาท (neuroticism) ยิ่งต่ำยิ่งดีต่อผลลัพธ์ทุกขั้นตอน ขณะที่ความมีระเบียบวินัย (conscientiousness) ช่วยตอนระดมทุนรอบแรก แต่กลับส่งผลลบต่อโอกาส exit สำเร็จในภายหลัง
  • Howard และ Boudreaux (2024, *Entrepreneurship Research Journal*) วิเคราะห์อภิมานด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง พบว่า "บุคลิกภาพผู้ประกอบการ" ทั้ง 7 มิติ รวมกันเป็นโครงสร้างเดียวที่ทำนายทัศนคติ ความตั้งใจ สถานะ และผลงานของผู้ประกอบการได้จริง
  • Runst และ Thomä (2022, *Small Business Economics*) วิเคราะห์ข้อมูลชาวเยอรมันกว่า 111,559 คน-ปี พบว่ากลุ่มบุคลิกภาพ "resilient" (คะแนนสูงในทุกลักษณะ) มีโอกาสเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระสูงกว่ากลุ่ม "under-controlled" 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ (และมีโอกาสเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระครั้งแรกสูงกว่าด้วยเช่นกัน แต่ตัวเลขนี้แยกจากกัน) แต่ไม่มีผลต่อโอกาสเลิกกิจการ
  • Volery และ Mattes (2022, *Frontiers in Psychology*) ติดตามช่วงการประกอบอาชีพอิสระ 1,621 ช่วงในออสเตรเลีย พบว่าคนที่มีความมีระเบียบวินัยสูงมักอยู่ในธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จนานกว่าคนอื่น แม้จะไม่พอใจกับงานนั้นแล้วก็ตาม
  • Glosenberg และคณะ (2022, *Journal of Business Venturing Insights*) วิเคราะห์อภิมาน 159 ตัวอย่าง พบว่าความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (self-efficacy) สัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเงินในระดับปานกลาง (ρ=0.44) ซึ่งต่างจากลักษณะนิสัยติดตัว เพราะฝึกเพิ่มได้
  • สังเคราะห์เป็นกรอบ เปิด–นิ่ง–คลาย–สร้าง สำหรับผู้ก่อตั้งที่อยากรู้ว่าควรบริหารบุคลิกภาพตัวเองอย่างไรในแต่ละช่วงของธุรกิจ

ผมเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "อยากเป็นผู้ประกอบการต้องมั่นใจสุดๆ กล้าเสี่ยงสุดๆ" มาตลอด จนเริ่มสงสัยว่าจริงๆ แล้วมันมีสูตรสำเร็จแบบนั้นจริงไหม หรือเป็นแค่ภาพจำจากซีรีส์และหนังสือแรงบันดาลใจที่เราเสพกันมาตลอดหลายปี เพราะเวลาเห็นผู้ก่อตั้งที่ประสบความสำเร็จจริง หลายคนกลับดูเงียบๆ รอบคอบ ไม่ได้มั่นใจล้นเหลือแบบที่คิดไว้เลยด้วยซ้ำ

คำถามที่ผมอยากรู้คำตอบจริงๆ คือ บุคลิกภาพของคนที่จะก่อตั้งธุรกิจแล้วไปรอด มันมีรูปแบบที่วัดได้จริงไหม หรือแค่ละแบบก็ไปได้เหมือนกันหมด และถ้ามีจริง มันทำนายแค่ตอนเริ่มต้น (ได้ทุนก้อนแรก) หรือทำนายไปได้ถึงปลายทาง (ขายกิจการหรือเข้าตลาดหุ้นสำเร็จ) ด้วย ผมเลยไปรวบรวมงานวิจัยที่ใช้ข้อมูลจริงจากผู้ก่อตั้งจำนวนมาก ไม่ใช่แค่แบบสอบถามความตั้งใจของนักศึกษาที่ยังไม่เคยเริ่มธุรกิจจริง มาดูกันว่าวิทยาศาสตร์บอกอะไรเราบ้าง

บุคลิกภาพผู้ก่อตั้งทำนายชะตาสตาร์ทอัพได้จริงไหม แม้แต่ระเบียบวินัยก็มีด้านมืด

Brandon Freiberg และ Sandra C. Matz ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Founder Personality and Entrepreneurial Outcomes: A Large-Scale Field Study of Technology Startups" ตีพิมพ์ใน *Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS)* ปี 2023 (เล่ม 120 ฉบับ 19 บทความเลขที่ e2215829120, DOI 10.1073/pnas.2215829120)

ทีมวิจัยใช้เทคนิคทำนายลักษณะบุคลิกภาพจากร่องรอยดิจิทัล (digital footprints) ของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพเทคโนโลยี วิเคราะห์คู่ผู้ก่อตั้ง-สตาร์ทอัพรวม 10,541 คู่ ครอบคลุมทุกช่วงของวงจรชีวิตธุรกิจ ตั้งแต่การระดมทุนรอบแรกไปจนถึงการ exit ด้วยการถูกซื้อกิจการหรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคืออาการทางประสาท (neuroticism) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลลัพธ์ทุกขั้นตอนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทีมวิจัยตีความว่าสะท้อนความสำคัญของความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (resilience) ของผู้ก่อตั้ง ส่วนความเปิดกว้างทางความคิด (openness) และความเห็นอกเห็นใจ (agreeableness) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับโอกาสระดมทุนรอบแรกเท่านั้น แต่ไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ขั้นถัดๆ ไป ที่น่าสนใจที่สุดคือความมีระเบียบวินัย (conscientiousness) ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการได้รับเงินลงทุนในช่วงต้น แต่กลับมีความสัมพันธ์เชิงลบกับโอกาส exit สำเร็จเมื่อพิจารณาเฉพาะบริษัทที่ได้รับทุนแล้ว

ผมมองว่างานนี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่มักมองว่าความมีระเบียบวินัยเป็นคุณสมบัติที่ดีเสมอสำหรับทุกสถานการณ์ในชีวิตการทำงาน เพราะในโลกสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วมาก ทีมวิจัยเสนอว่าคนที่มีระเบียบวินัยระดับต่ำถึงปานกลางอาจได้เปรียบกว่าในการปรับตัวเพื่อทำให้ธุรกิจไปถึงจุดขายหรือเข้าตลาดหุ้นได้จริง นี่คือหลักฐานระดับวารสารเรือธงที่แข็งแรงที่สุดในบทความนี้ เพราะใช้ข้อมูลภาคสนามขนาดใหญ่ครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่แบบสอบถามความตั้งใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ ถ้าลักษณะนิสัยแต่ละอย่างมีทั้งด้านดีและด้านเสี่ยงแบบนี้ แล้ว "บุคลิกภาพผู้ประกอบการ" โดยรวมมันเป็นโครงสร้างเดียวที่จับต้องได้จริงไหม หรือเป็นแค่การเอาลักษณะหลายอย่างมาปะติดปะต่อกันทีหลัง

"บุคลิกภาพผู้ประกอบการ" เป็นโครงสร้างเดียวจริงหรือแค่รวมลักษณะหลายอย่างมาปะติดปะต่อ

Matt C. Howard และ Melanie Boudreaux ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "A Systematic Literature Review and Meta-Analysis of Entrepreneurial Personality" ตีพิมพ์ใน *Entrepreneurship Research Journal* ปี 2024 (เล่ม 14 ฉบับ 1 หน้า 283-312, DOI 10.1515/erj-2021-0322)

ทีมวิจัยทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบก่อน พบว่างานวิจัยที่ผ่านมาใช้คำว่า "บุคลิกภาพผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial Personality) ครอบคลุม 7 มิติที่แตกต่างกัน คือความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม การกล้าเสี่ยง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ จุดควบคุมภายใน-ภายนอก (locus of control) ความกระตือรือร้นริเริ่มทำก่อน (proactiveness) ความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง (self-efficacy) และการมุ่งเน้นความเป็นอิสระ (autonomy orientation) จากนั้นทีมวิจัยใช้เทคนิควิเคราะห์อภิมานด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (meta-analytic structural equation modeling) ทดสอบว่าทั้ง 7 มิตินี้รวมกันเป็นโครงสร้างเดียวได้จริงหรือไม่ ผลลัพธ์สนับสนุนแบบจำลองปัจจัยเดียว (one-factor model) คือทั้ง 7 มิติเชื่อมโยงกันเป็นโครงสร้างเดียวกันจริง และโครงสร้างนี้ยังมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับทัศนคติ ความตั้งใจ สถานะ และผลงานของผู้ประกอบการอย่างสม่ำเสมอ

ผมมองว่างานนี้ให้กรอบคิดที่มีประโยชน์มากในการอ่านงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ในบทความนี้ เพราะแสดงให้เห็นว่าลักษณะนิสัยที่ดูเหมือนแยกจากกัน เช่น การกล้าเสี่ยง ความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือการริเริ่มทำก่อน จริงๆ แล้วมีแนวโน้มไปด้วยกันในคนคนเดียว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แยกจากกัน แต่งานนี้เป็นการวิเคราะห์อภิมานที่รวมงานวิจัยหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ยังไม่ได้บอกว่าถ้าเราดู "ชุดบุคลิกภาพ" ทั้งหมดพร้อมกันในกลุ่มตัวอย่างเดียว จะแยกคนออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีโอกาสสำเร็จต่างกันได้จริงไหม

ลักษณะเดี่ยวไม่พอ ลองดูที่ "ชุดบุคลิกภาพ" ทั้งหมดพร้อมกันบ้าง

Petrik Runst และ Jörg Thomä ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Resilient Entrepreneurs? — Revisiting the Relationship Between the Big Five and Self-Employment" ตีพิมพ์ใน *Small Business Economics* ปี 2022 (เล่ม 61 ฉบับ 1 หน้า 417-443, DOI 10.1007/s11187-022-00686-7)

ทีมวิจัยใช้ข้อมูลระยะยาวจาก German Socio-Economic Panel (SOEP) ปี 2005-2019 รวมกว่า 111,559 คน-ปี วิเคราะห์ด้วยเทคนิคจัดกลุ่มบุคลิกภาพ (latent profile analysis) แทนที่จะดูแต่ละลักษณะแยกกัน พบว่าคนสามารถจัดกลุ่มออกเป็น 3 แบบหลักคือ กลุ่ม "resilient" ที่มีคะแนนสูงในทุกลักษณะ กลุ่ม "over-controllers" ที่มีความมีระเบียบวินัยสูงแต่เปิดกว้างและเข้าสังคมต่ำ และกลุ่ม "under-controllers" ที่มีคะแนนต่ำในแทบทุกลักษณะ ผลลัพธ์พบว่ากลุ่ม resilient มีโอกาสเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระสูงกว่ากลุ่ม under-controlled ราว 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ (เทียบกับอัตราฐานที่ 8.5%) และมีโอกาสเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระครั้งแรกสูงกว่าด้วย แต่เมื่อดูที่โอกาสเลิกกิจการ กลับไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติเลย

ผมมองว่างานนี้เติมช่องว่างจากคำถามที่ค้างไว้ก่อนหน้าได้ตรงจุด เพราะยืนยันว่าชุดบุคลิกภาพที่ผสมกันแบบ "ดีทุกด้าน" มีผลจริงต่อการตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจ แต่ที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ช่วยเรื่องการอยู่รอดหรือหลีกเลี่ยงการเลิกกิจการเลย ซึ่งอาจแปลว่าสิ่งที่ทำให้คนกล้าเริ่ม กับสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไปรอด อาจเป็นคนละกลไกกัน คำถามที่ตามมาคือ ถ้าบุคลิกภาพที่ดูดีในภาพรวมไม่ได้การันตีการอยู่รอด แล้วลักษณะเดี่ยวๆ อย่างความมีระเบียบวินัยที่เราเห็นว่ามีด้านมืดในงานของ Freiberg และ Matz จะแสดงตัวชัดเจนแค่ไหนเมื่อดูที่ช่วงเวลาการอยู่ในธุรกิจจริงๆ

ระเบียบวินัยที่เคยว่าดี กลับกลายเป็นกับดักได้ยังไง

Thierry Volery และ Jochen Mattes ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Impact of the Big Five Personality Variables on Self-Employment Survival" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2022 (เล่ม 13, DOI 10.3389/fpsyg.2022.1022477)

ทีมวิจัยใช้ข้อมูลการสำรวจครัวเรือน รายได้ และพลวัตแรงงานของออสเตรเลีย (HILDA) 12 รอบ ปี 2001-2012 ติดตามช่วงการประกอบอาชีพอิสระได้ทั้งหมด 1,621 ช่วง ในจำนวนนี้จำแนกได้ชัดเจนว่าเป็นการเลิกกิจการแบบสำเร็จ 213 ช่วง และแบบไม่สำเร็จ 573 ช่วง ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดคือคนที่มีความเปิดเผยเข้าสังคม (extroversion) สูงมักอยู่ในธุรกิจนานกว่า ทั้งในช่วงที่สำเร็จ (ยาวขึ้น 0.20 ปี, p<0.05) และไม่สำเร็จ (ยาวขึ้น 0.09 ปี, p<0.05) ส่วนความมีระเบียบวินัยไม่มีผลโดยตรงต่อระยะเวลาโดยรวม แต่เมื่อแยกดูเฉพาะกลุ่มที่เลิกกิจการแบบไม่สำเร็จ พบว่าคนที่มีความมีระเบียบวินัยสูงมักอยู่ในธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จนานกว่าคนอื่น แม้จะไม่พอใจกับงานนั้นแล้วก็ตาม และในกลุ่มผู้ประกอบการที่เริ่มธุรกิจเพราะความจำเป็น (necessity-driven) มากกว่าเห็นโอกาส คนที่มีความมีระเบียบวินัยต่ำมักเลิกกิจการที่ไม่สำเร็จเร็วกว่า

ผมมองว่างานนี้ช่วยขยายภาพจากงานของ Freiberg และ Matz ได้ชัดเจนขึ้นมาก เพราะแสดงกลไกที่เป็นไปได้ว่าทำไมความมีระเบียบวินัยถึงกลายเป็นด้านลบได้ในบางสถานการณ์ นั่นคือมันอาจทำให้คนยึดติดกับสิ่งที่ทำอยู่นานเกินไป แม้สถานการณ์จะบอกชัดแล้วว่าควรเปลี่ยนทิศทางหรือเลิกทำ ซึ่งฟังดูคล้ายกับกับดัก sunk cost ที่คลังบทความนี้เคยพูดถึงมาก่อน แต่ต่างกันตรงที่นี่เป็นแนวโน้มที่มาจากลักษณะนิสัยติดตัว ไม่ใช่แค่การตัดสินใจผิดพลาดครั้งเดียว คำถามที่ตามมาคือ ถ้าลักษณะนิสัยติดตัวแบบนี้เปลี่ยนได้ยาก แล้วมีองค์ประกอบไหนของบุคลิกภาพผู้ประกอบการบ้างที่จริงๆ แล้วฝึกฝนเพิ่มได้

ถ้าลักษณะนิสัยเปลี่ยนยาก แล้วมีอะไรที่ฝึกได้บ้าง

Alexander Glosenberg, Duygu Phillips, Joseph Schaefer, Jeffrey M. Pollack, Bradley L. Kirkman, Jenna McChesney, Sean M. Noble, M.K. Ward และ Lori L. Foster ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Relationship of Self-Efficacy with Entrepreneurial Success: A Meta-Analytic Replication and Extension" ตีพิมพ์ใน *Journal of Business Venturing Insights* ปี 2022 (เล่ม 18 บทความเลขที่ e00342, DOI 10.1016/j.jbvi.2022.e00342)

ทีมวิจัยขยายผลงานวิเคราะห์อภิมานดั้งเดิมของ Miao และคณะ (2017) ที่มีเพียง 27 ตัวอย่าง ให้ครอบคลุม 159 ตัวอย่างจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งแยกวิเคราะห์ระหว่างความเชื่อมั่นในความสามารถแบบเฉพาะทางธุรกิจ (entrepreneurial self-efficacy) กับความเชื่อมั่นในความสามารถทั่วไป (generalized self-efficacy) และแยกผลลัพธ์ด้านการเงินออกจากผลลัพธ์ด้านอื่นๆ ผลลัพธ์พบว่าความเชื่อมั่นในความสามารถเฉพาะทางธุรกิจสัมพันธ์กับความสำเร็จโดยรวมในระดับค่อนข้างเล็ก (ρ=0.24) แต่เมื่อดูเฉพาะผลลัพธ์ด้านการเงินของธุรกิจ ความสัมพันธ์กลับแข็งแรงขึ้นเป็นระดับปานกลาง (ρ=0.44) ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเดิมที่ Miao และคณะเคยรายงานไว้ (ρ=0.31)

ผมมองว่างานนี้เป็นข้อสรุปที่ให้ความหวังที่สุดในบทความนี้ เพราะต่างจากลักษณะนิสัยแบบ Big Five ที่ค่อนข้างมั่นคงและเปลี่ยนยากในผู้ใหญ่ ความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (self-efficacy) เป็นสิ่งที่งานวิจัยด้านจิตวิทยายืนยันมานานแล้วว่าสร้างเพิ่มได้ผ่านประสบการณ์ความสำเร็จเล็กๆ การได้เห็นตัวอย่างจากคนอื่น และการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง ภาพรวมทั้ง 5 งานวิจัยในบทความนี้บอกเราตรงกันว่าบุคลิกภาพของผู้ก่อตั้งมีผลจริงต่อชะตาของธุรกิจ ตั้งแต่ตอนเริ่มไปจนถึงตอนจบ แต่ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทุกช่วงเวลา ลักษณะที่ช่วยตอนเริ่มอาจกลายเป็นตัวถ่วงตอนท้าย และสิ่งที่เปลี่ยนได้จริงอย่างความเชื่อมั่นในตัวเอง อาจสำคัญกว่าลักษณะนิสัยติดตัวที่เปลี่ยนไม่ได้ด้วยซ้ำ

กรอบเปิด–นิ่ง–คลาย–สร้าง

เพราะบุคลิกภาพแบบเดียวไม่ได้ใช้ได้ผลตลอดทุกช่วงของธุรกิจ เราสังเคราะห์งานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นข้างต้นเป็นกรอบ เปิด–นิ่ง–คลาย–สร้าง สำหรับผู้ก่อตั้งใช้เช็คว่าควรบริหารตัวเองแบบไหนในแต่ละจังหวะ กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบประเมินบุคลิกภาพทางจิตวิทยาหรือเครื่องมือที่ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แยกต่างหาก

1. เปิด — เปิดรับไอเดียและคนใหม่ตอนต้องการระดมทุนหรือหาพันธมิตร

ช่วงต้องการทุนหรือหาคนร่วมทีม ให้เปิดกว้างรับฟังมุมมองต่างและง่ายต่อการเข้าถึง มากกว่าปกป้องไอเดียตัวเองแน่นเกินไป เพราะ Freiberg และ Matz (2023) พบว่าความเปิดกว้างทางความคิดและความเห็นอกเห็นใจสัมพันธ์เชิงบวกกับโอกาสได้ทุนรอบแรกโดยเฉพาะ

2. นิ่ง — รักษาความนิ่งทางอารมณ์ตลอดเส้นทาง ไม่ใช่แค่ตอนเริ่ม

ฝึกรับมือกับความไม่แน่นอนโดยไม่ปล่อยให้อารมณ์แกว่งตามทุกข่าวดีข่าวร้าย เพราะ Freiberg และ Matz (2023) พบว่าความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (neuroticism ต่ำ) เป็นปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์เชิงบวกกับผลลัพธ์สม่ำเสมอในทุกขั้นตอน และ Runst และ Thomä (2022) พบว่ากลุ่มบุคลิกภาพที่คะแนนดีครบทุกด้าน (resilient) มีโอกาสเริ่มธุรกิจสูงกว่าจริง

3. คลาย — คลายความยึดติดกับแผนเดิมเมื่อสัญญาณบอกให้เปลี่ยน

ตั้งจุดทบทวนตัวเองเป็นระยะว่าแผนที่ทำอยู่ยังไปได้จริงไหม แทนที่จะยึดตามระเบียบวินัยเดิมต่อไปเรื่อยๆ เพราะ Volery และ Mattes (2022) พบว่าคนที่มีระเบียบวินัยสูงมักอยู่ในธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จนานกว่าคนอื่น แม้จะไม่พอใจกับงานนั้นแล้วก็ตาม

4. สร้าง — สร้างความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเองผ่านชัยชนะเล็กๆ

แทนที่จะรอให้บุคลิกภาพติดตัวเปลี่ยน ให้สะสมประสบการณ์สำเร็จเล็กๆ ทีละก้าวเพื่อสร้าง self-efficacy แทน เพราะ Glosenberg และคณะ (2022) พบว่าความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองสัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเงินในระดับปานกลางและเป็นสิ่งที่ฝึกเพิ่มได้จริง ต่างจากลักษณะนิสัยตายตัว

ลำดับนี้ไม่ได้เรียงตามช่วงอายุธุรกิจตายตัว บางช่วงอาจต้องเปิดและคลายไปพร้อมกัน เป้าหมายคือเตือนตัวเองว่าคุณสมบัติที่เคยพาไปถึงจุดหนึ่งได้ อาจไม่ใช่คุณสมบัติเดียวกับที่จะพาไปถึงจุดต่อไป

กรณีจำลอง: บอยกับแอปจองคิวร้านตัดผมที่ยอดนิ่งมาสองปี

สมมติว่า "บอย" ผู้ก่อตั้งแอปจองคิวร้านตัดผมและร้านเสริมสวยวัย 31 ปี ตอนเริ่มระดมทุนรอบแรกเขาเปิดรับฟีดแบ็กจากนักลงทุนและผู้ใช้งานอย่างกว้างขวาง ปรับโมเดลธุรกิจไปมาจนได้ทุนก้อนแรกมาจริง (เปิด) แต่ผ่านมาสองปี ยอดผู้ใช้งานกลับนิ่งไม่โตต่อ ทีมเริ่มท้อ บอยเองก็เริ่มวิตกกังวลทุกครั้งที่เห็นตัวเลขรายเดือน แต่พยายามฝึกตัวเองไม่ให้อารมณ์แกว่งตามตัวเลขทุกสัปดาห์ ยังคงคุยกับทีมด้วยน้ำเสียงมั่นคงเหมือนเดิม (นิ่ง)

ปัญหาคือบอยยังยึดติดกับแผนเดิมที่เขียนไว้ตอนขอทุนอย่างเคร่งครัด แม้ทีมจะเสนอให้ปรับทิศทางไปเน้นร้านเสริมสวยแทนร้านตัดผมผู้ชายที่ตลาดแคบกว่า บอยลองคลายกฎที่ตั้งไว้กับตัวเองว่าต้องทำตามแผนเดิมทุกข้อ แล้วยอมทดลองปรับทิศทางตามที่ทีมเสนอดูสามเดือน (คลาย) ระหว่างทดลองปรับทิศทางใหม่ บอยเลือกโฟกัสที่ชัยชนะเล็กๆ เช่น ปิดดีลร้านเสริมสวยเจ้าแรกได้สำเร็จ แทนที่จะกดดันตัวเองด้วยเป้าใหญ่ทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองกลับมาใหม่ (สร้าง)

ยอดผู้ใช้งานยังไม่กลับมาโตทันทีในเดือนแรก แต่ทีมเริ่มมีพลังงานทำงานมากขึ้นจากการเห็นชัยชนะเล็กๆ ทยอยมา กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ผู้ก่อตั้งจริงหรือธุรกิจจริง

ลองเอาไปปรับใช้

1. อย่าตัดสินตัวเองว่า "ไม่เหมาะเป็นผู้ประกอบการ" แค่เพราะไม่ได้มั่นใจล้นเหลือหรือกล้าเสี่ยงสุดโต่งแบบภาพจำ เพราะ Freiberg และ Matz (2023) พบว่าปัจจัยที่ทำนายผลลัพธ์สม่ำเสมอที่สุดคือความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (neuroticism ต่ำ) ไม่ใช่ความมั่นใจหรือการกล้าเสี่ยงแบบสุดโต่ง 2. ถ้าธุรกิจเริ่มไม่ไปไหนแล้วและสัญญาณบอกชัดว่าควรเปลี่ยนทิศทางหรือหยุด ให้ระวังนิสัยมีระเบียบวินัยของตัวเองที่อาจกลายเป็นกับดัก เพราะ Volery และ Mattes (2022) พบว่าคนที่มีระเบียบวินัยสูงมักอยู่ในธุรกิจที่ไม่สำเร็จนานกว่าคนอื่น แม้จะไม่พอใจแล้วก็ตาม ลองตั้งจุดทบทวนตัวเองเป็นระยะแทนการยึดติดกับความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียว 3. ถ้ากำลังจะระดมทุนรอบแรก ให้เน้นแสดงความเปิดกว้างทางความคิดและการเข้าถึงคนง่าย เพราะ Freiberg และ Matz (2023) พบว่า openness และ agreeableness สัมพันธ์เชิงบวกกับโอกาสได้ทุนรอบแรกโดยเฉพาะ แม้จะไม่ได้ทำนายผลลัพธ์ขั้นถัดไปก็ตาม 4. อย่าพยายามเปลี่ยนบุคลิกภาพติดตัวทั้งหมด แต่ให้ลงทุนกับการสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถเฉพาะทางธุรกิจของตัวเองแทน เพราะ Glosenberg และคณะ (2022) พบว่า self-efficacy ซึ่งฝึกเพิ่มได้จริง สัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเงินในระดับปานกลาง (ρ=0.44) ซึ่งเป็นตัวเลขที่แข็งแรงกว่าลักษณะนิสัยตายตัวหลายอย่าง 5. ถ้าอยากประเมินทีมผู้ก่อตั้งหรือหุ้นส่วน ให้มองบุคลิกภาพเป็นชุดที่ประกอบกัน ไม่ใช่ดูทีละลักษณะแยกกัน เพราะ Howard และ Boudreaux (2024) และ Runst และ Thomä (2022) ต่างพบว่าลักษณะต่างๆ มักไปด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน และการมีลักษณะดีครบทุกด้านพร้อมกันมีผลชัดเจนกว่าการมีลักษณะเดียวที่โดดเด่น

คำถามที่พบบ่อย

บุคลิกภาพแบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ?
ไม่มีคำตอบเดียวครับ งานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นในบทความนี้ชี้ตรงกันว่าไม่มีบุคลิกภาพแบบเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกช่วงเวลาของธุรกิจ สิ่งที่ใกล้เคียงคำตอบที่สุดคือความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (neuroticism ต่ำ) ซึ่ง Freiberg และ Matz (2023) พบว่าสัมพันธ์เชิงบวกกับผลลัพธ์ทุกขั้นตอนอย่างสม่ำเสมอที่สุด ส่วนลักษณะอื่นอย่างความมีระเบียบวินัยกลับมีทั้งด้านดีและด้านเสี่ยงขึ้นอยู่กับช่วงเวลา
ความมีระเบียบวินัยไม่ดีเหรอ ทำไมงานวิจัยถึงบอกว่ามีด้านลบด้วย?
ความมีระเบียบวินัยยังคงเป็นคุณสมบัติที่ดีในหลายบริบทครับ แต่ Freiberg และ Matz (2023) และ Volery และ Mattes (2022) พบตรงกันว่าในบริบทเฉพาะของธุรกิจที่ต้องปรับตัวเร็วหรือธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ความมีระเบียบวินัยสูงอาจทำให้คนยึดติดกับแผนเดิมนานเกินไป แทนที่จะปรับทิศทางหรือหยุดตามสัญญาณที่ควรฟัง นี่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าระเบียบวินัยไม่ดี แต่เป็นข้อเตือนใจว่าคุณสมบัติที่ดีก็มีบริบทที่มันกลายเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน
ถ้าบุคลิกภาพติดตัวเปลี่ยนยาก แปลว่าคนที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมลักษณะที่ "ดี" ไม่มีทางประสบความสำเร็จเลยเหรอ?
ไม่ใช่ครับ Glosenberg และคณะ (2022) พบว่าความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง (self-efficacy) ซึ่งต่างจากลักษณะนิสัย Big Five ตรงที่ฝึกฝนเพิ่มได้จริง ก็ยังสัมพันธ์กับความสำเร็จด้านการเงินในระดับปานกลาง แปลว่าแม้บุคลิกภาพติดตัวจะเปลี่ยนยาก แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นที่พัฒนาได้และมีผลจริง
งานวิจัยเหล่านี้ใช้ข้อมูลจากประเทศไหนบ้าง ใช้กับบริบทไทยได้ไหม?
งานวิจัยหลักทั้ง 4 ชิ้นใช้ข้อมูลจากสหรัฐฯ (Freiberg และ Matz, Glosenberg และคณะ) เยอรมนี (Runst และ Thomä) และออสเตรเลีย (Volery และ Mattes) ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพและตลาดแรงงานที่พัฒนาแล้ว ผู้เขียนไม่พบงานวิจัยระดับเดียวกันที่ใช้ข้อมูลจากประเทศไทยหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง ดังนั้นตัวเลขเฉพาะเจาะจง เช่น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์หรือ ρ=0.44 อาจไม่เท่ากันเป๊ะในบริบทไทย แต่หลักการกว้างๆ เรื่องความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเองน่าจะยังนำมาใช้อ้างอิงได้
งานวิจัยกลุ่มนี้ตีพิมพ์ในวารสารระดับ Nature หรือ Science ไหม?
มี 1 ใน 5 ชิ้นครับ คืองานของ Freiberg และ Matz (2023) ซึ่งตีพิมพ์ใน PNAS ซึ่งเข้าเกณฑ์วารสารเรือธงข้ามสาขาโดยตรง ส่วนอีก 4 ชิ้นตีพิมพ์ในวารสารเฉพาะทางด้านผู้ประกอบการและจิตวิทยาที่มีมาตรฐานการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญสูง (Small Business Economics, Frontiers in Psychology, Journal of Business Venturing Insights, Entrepreneurship Research Journal) ผู้เขียนค้นหาอย่างจริงจังในวารสารเรือธงข้ามสาขาทั้ง Nature, Science, PNAS, Lancet, JAMA และ Psychological Science แล้ว แต่ไม่พบงานวิจัยเรื่องบุคลิกภาพผู้ก่อตั้งธุรกิจโดยเฉพาะในวารสารเหล่านั้นเพิ่มเติม หัวข้อบุคลิกภาพผู้ประกอบการเป็นวรรณกรรมที่อยู่ในสาขาการจัดการและจิตวิทยาองค์กรเป็นหลัก ซึ่งมีวารสารเฉพาะทางของตัวเองที่ได้รับการยอมรับสูงในสาขานั้น

แหล่งอ้างอิง

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท

งานวิจัยจากใบสมัครงานจริงกว่า 4 ล้านใบพบว่าระบบ AI คัดกรองที่หลายบริษัทใช้ร่วมกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 อย่างเป็นระบบ และเมื่อทดสอบกับ LLM 5 ตัว ก็ยังพบความลำเอียงทางเชื้อชาติชัดเจนแม้ผู้หญิงจะได้คะแนนดีกว่าผู้ชายโดยรวม

อ่าน 28 นาที
รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%

งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบว่าโดยเฉลี่ยทีมผสมมนุษย์+AI แพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และในการทดลองจริงกับแพทย์ 50 คน กลุ่มที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI ทำงานคนเดียวกลับได้ถึง 92% เพราะมนุษย์มักถ่วงน้ำหนักคำแนะนำ AI ต่ำเกินไป

อ่าน 19 นาที
อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง

งานสำรวจคนทำงานกว่า 1,000 คนในเยอรมนีพบว่าการถูกจัดการด้วยอัลกอริทึมเพิ่มความเร่งรีบในการทำงาน ลดความเป็นอิสระ และเพิ่มความเครียดทางใจโดยตรง ขณะที่งานวิจัยในไรเดอร์จีนก็พบว่าการรับรู้ถึงการควบคุมแบบนี้นำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน

อ่าน 15 นาที
ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร

&quot;ความหลากหลายคือกุญแจสู่นวัตกรรม&quot; เป็นประโยคที่ปรากฏในรายงานที่ปรึกษาธุรกิจ สไลด์นำเสนอผู้บริหาร และนโยบายการจ้างงานของบริษัททั่วโลกมานานกว่าทศวรรษ แต่ถ้าถามตรงๆ ว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นแค่ไหนรองรับคำกล่าวนี้ คำตอบกลับไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่สโลแกนบอก นักวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร งานวิจัยวิทยาศาสตร์นับล้านชิ้น และการทดลองในห้องแล็บนับพันทีม พบทั้งหลักฐานที่สนับสนุนอย่างชัดเจนว่าทีมที่หลากหลายผลิตผลงานที่แปลกใหม่และมีผลกระทบสูงกว่าจริง ไปพร้อมกับหลักฐานที่เตือนว่าความหลากหลายบางประเภทกลับไม่ช่วยหรือถึงขั้นเป็นอุปสรรค และคนที่สร้างนวัตกรรมจากความหลากหลายนั้นอาจไม่ได้รับผลตอบแทนทางอาชีพที่คู่ควรด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยสำคัญที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้งฝั่งที่สนับสนุนและฝั่งที่ตั้งคำถาม เพื่อให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ไม่ใช่แค่คำตอบที่ฟังดูดีสำหรับนโยบายองค์กร

อ่าน 18 นาที