เป็น "คนกลาง" ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้ผลจริงไหม งานวิจัยจากศาลเยาวชนถึงสมรภูมิสงครามชวนดู
งานวิเคราะห์รวมจากงานวิจัยหลายสิบชิ้นในยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สำหรับเยาวชนพบว่าการไกล่เกลี่ยผ่านคนกลางลดพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำได้จริง และข้อมูลจับคู่คนกว่า 2,900 คนพบว่าคนที่เข้าร่วมไกล่เกลี่ยจริงมีอัตรากระทำผิดซ้ำ 35% เทียบกับ 51% ในกลุ่มที่ไม่ได้เข้าโปรแกรม
บรรณาธิการ

สรุปสั้น (Key Takeaways)
- Kimbrell, Wilson และ Olaghere (2023, Criminology & Public Policy) วิเคราะห์รวม 57 งานวิจัย 79 การประเมินผลของโปรแกรมยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สำหรับเยาวชน พบว่าลดพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำได้ในระดับเล็กถึงปานกลาง แต่ผลเล็กลงในงานที่ใช้การสุ่มแบ่งกลุ่มอย่างเข้มงวด
- Fulham, Blais, Rugge และ Schultheis (2025, Criminology & Criminal Justice) วิเคราะห์รวม 27 งานวิจัย 34 กลุ่มตัวอย่าง พบว่าลดการกระทำผิดซ้ำทั่วไปได้ราว 17% แต่ผลที่ชัดเจนกว่าคือความพึงพอใจและความรู้สึกเป็นธรรมของผู้เสียหายและผู้กระทำผิด
- Jonas-van Dijk, Zebel, Claessen และ Nelen (2025, Crime & Delinquency) ใช้ข้อมูล 2,907 คน จับคู่ด้วย propensity score พบว่าคนที่เข้าร่วมไกล่เกลี่ยจริงมีอัตรากระทำผิดซ้ำ 35% เทียบกับ 51% ในกลุ่มที่ไม่ถูกส่งเข้าโปรแกรมเลย
- van Mastrigt, Strang, Sherman, Wellnitz และ Gade (2025, Victims & Offenders) เปรียบเทียบการไกล่เกลี่ยตัวต่อตัวกับการประชุมพร้อมหน้าในเดนมาร์ก พบว่าผู้เสียหายให้คะแนนการไกล่เกลี่ยตัวต่อตัวสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- Clayton และ Dorussen (2022, Journal of Peace Research) วิเคราะห์ความขัดแย้งกลางเมืองหลังสงครามเย็น พบว่าการไกล่เกลี่ยโดยบุคคลที่สามมีบทบาทสำคัญกว่าปฏิบัติการรักษาสันติภาพในการยุติความรุนแรง
- สรุปงานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นเป็นกรอบ "ฟัง–ทวน–เปิด–ปล่อย" สำหรับคนที่ถูกขอให้เป็นคนกลางแบบไม่เป็นทางการ พร้อมกรณีจำลองในบริบทไทย
ผมเคยถูกเพื่อนสองคนที่ไม่คุยกันมาเป็นเดือนดึงเข้าไปนั่งกลางวง ขอให้ "ช่วยพูดให้หน่อย" เพราะทั้งคู่ต่างเชื่อว่าผมเป็นกลาง ตอนนั้นผมรู้สึกอึดอัดมาก เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าผมเข้าข้างอีกคน สุดท้ายก็ได้แต่ฟังทั้งสองฝ่ายสลับกันพูด แล้วลองสรุปให้แต่ละคนฟังว่าอีกฝ่ายรู้สึกอะไรบ้าง ซึ่งพอทำแบบนั้นจริงๆ บรรยากาศกลับคลี่คลายเร็วกว่าที่คิด
เรื่องนี้ทำให้ผมสงสัยว่าบทบาท "คนกลาง" ที่มนุษย์เราใช้กันมาตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านยันเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยในศาลยุคนี้ มันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับจริงไหมว่าได้ผล และต่างจากการที่สองฝ่ายเจรจากันเองตรงไหน เพราะบทบาทนี้ไม่ใช่การเป็นคู่กรณีที่มีผลประโยชน์ของตัวเองต้องปกป้องแบบการเจรจาต่อรองทั่วไป แต่เป็นคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาช่วยจัดกระบวนการให้อีกสองฝ่ายคุยกันได้ ผมเลยไปรวบรวมงานวิจัยด้าน restorative justice และ mediation effectiveness ที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่หาได้มาดูกัน
เมื่อเยาวชนทำผิดแล้วมีคนกลางมาคุย ลดพฤติกรรมซ้ำได้จริงไหม
Catherine S. Kimbrell, David B. Wilson และ Ajima Olaghere ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Restorative Justice Programs and Practices in Juvenile Justice: An Updated Systematic Review and Meta-Analysis for Effectiveness" ตีพิมพ์ใน *Criminology & Public Policy* ปี 2023 (เล่ม 22 ฉบับ 1 หน้า 161-195, DOI 10.1111/1745-9133.12613)
ทีมวิจัยรวบรวมงานประเมินผลโปรแกรมยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) สำหรับเยาวชน 57 ชิ้น รวม 79 การประเมินผล ดึงค่าประมาณผลออกมาได้ทั้งหมด 631 ค่า ครอบคลุมทั้งการประชุมกลุ่มครอบครัว (family group conferencing) การไกล่เกลี่ยระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้เสียหาย (victim-offender mediation) และศาลจำลองโดยเยาวชน (teen court) ซึ่งทุกรูปแบบมีจุดร่วมเดียวกันคือมีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยจัดกระบวนการพูดคุยแทนที่จะปล่อยให้เป็นแค่การตัดสินโทษทางเดียว ผลลัพธ์โดยรวมพบว่าโปรแกรมเหล่านี้ลดพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำได้ในระดับเล็กถึงปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกระบวนการยุติธรรมเยาวชนแบบปกติ แต่ทีมวิจัยก็รายงานตรงไปตรงมาว่าเมื่อจำกัดเฉพาะงานวิจัยที่ใช้การสุ่มแบ่งกลุ่มทดลอง (ซึ่งเป็นการออกแบบที่น่าเชื่อถือที่สุด) ขนาดผลกลับเล็กลงกว่าภาพรวมของงานวิจัยแบบกึ่งทดลองทั้งหมด
ผมมองว่างานนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ตรงประเด็นเพราะเจาะจงศึกษาบทบาทของ "คนกลาง" ในบริบทที่เข้มข้นที่สุดบริบทหนึ่ง คือตอนที่มีคนทำผิดจริงและมีผู้เสียหายจริง ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทั่วไป และขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ก็ทำให้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือ แต่คำเตือนเรื่องผลเล็กลงในงานที่ออกแบบเข้มงวดที่สุดก็เป็นสัญญาณที่ต้องระวัง เพราะมันอาจแปลว่าส่วนหนึ่งของผลบวกที่เห็นมาจากความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างเอง ไม่ใช่จากกระบวนการไกล่เกลี่ยล้วนๆ คำถามที่ตามมาคือ ถ้าขยายภาพออกไปนอกกลุ่มเยาวชน ไปดูโปรแกรมไกล่เกลี่ยที่ใช้กับผู้กระทำผิดทุกช่วงวัย ผลลัพธ์จะยังไปในทิศทางเดียวกันไหม
ขยายภาพไปทุกช่วงวัย ไกล่เกลี่ยได้ผลกับอะไรบ้างกันแน่
Lindsay Fulham, Julie Blais, Tanya Rugge และ Elizabeth A. Schultheis ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Effectiveness of Restorative Justice Programs: A Meta-Analysis of Recidivism and Other Relevant Outcomes" ตีพิมพ์ใน *Criminology & Criminal Justice* ปี 2025 (เล่ม 25 ฉบับ 5 หน้า 1486-1512, DOI 10.1177/17488958231215228)
ทีมวิจัยวิเคราะห์รวมงานวิจัย 27 ชิ้น 34 กลุ่มตัวอย่าง ครอบคลุมทั้งผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชนและผู้ใหญ่ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนงานของ Kimbrell และคณะ ผลลัพธ์พบว่าโปรแกรมยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ลดการกระทำผิดซ้ำโดยรวมได้จริงแต่ขนาดผลเล็ก (odds ratio ประมาณ 0.83 หรือลดโอกาสกระทำผิดซ้ำลงราว 17% เมื่อเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ) แต่ไม่พบผลที่มีนัยสำคัญต่อการกระทำผิดซ้ำประเภทรุนแรงโดยเฉพาะ ในทางกลับกัน ผลที่ชัดเจนกว่าและมีขนาดใหญ่กว่าคือด้านความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ทีมวิจัยพบว่าทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำผิดพึงพอใจกับกระบวนการมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระดับปานกลาง ผู้เสียหายรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมกับตัวเองมากขึ้น และผู้กระทำผิดแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำมากขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับกระบวนการยุติธรรมแบบดั้งเดิม
ผมมองว่างานนี้ทำให้ภาพชัดขึ้นมากว่าคุณค่าของการมีคนกลางอาจไม่ได้อยู่ที่การ "หยุดพฤติกรรม" เป็นหลัก แต่อยู่ที่การซ่อมแซมความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายมากกว่า ถ้าเราวัดความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยแค่จากตัวเลขการกระทำผิดซ้ำเพียงอย่างเดียว อาจตัดสินคุณค่าของมันต่ำเกินจริงไปมาก แต่ทั้งงานของ Kimbrell และงานนี้ยังเป็นการวิเคราะห์อภิมานที่รวมโปรแกรมหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน คำถามที่ตามมาคือ ผลบวกที่เห็นเป็นเพราะตัวกระบวนการไกล่เกลี่ยเองจริงๆ หรือเป็นเพราะคนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมพวกนี้เป็นคนที่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่แล้วตั้งแต่ต้น (self-selection bias) กันแน่
แยกให้ชัดว่าใช่ตัวกระบวนการไกล่เกลี่ยจริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่เลือกเข้าร่วมเอง
Jiska Jonas-van Dijk, Sven Zebel, Jacques Claessen และ Hans Nelen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Participation in Victim-Offender Mediation Predicts Less Reoffending: A Propensity Score Matched Case-Control Study" ตีพิมพ์ใน *Crime & Delinquency* ปี 2025 (เผยแพร่ล่วงหน้าออนไลน์ก่อนตีเล่ม, DOI 10.1177/00111287251335009)
ทีมวิจัยใช้ข้อมูลผู้กระทำผิดในเนเธอร์แลนด์รวม 2,907 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้เสียหายจริง (221 คน) กลุ่มที่ถูกส่งตัวเข้าโปรแกรมแต่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมเอง (51 คน) กลุ่มที่อยากเข้าร่วมแต่ผู้เสียหายปฏิเสธ (85 คน) และกลุ่มที่ไม่เคยถูกส่งตัวเข้าโปรแกรมนี้เลย ซึ่งจับคู่ด้วยวิธี propensity score matching ให้มีลักษณะพื้นฐานใกล้เคียงกลุ่มแรกที่สุด (2,508 คน) การออกแบบแบบนี้ตั้งใจแยกผลของ "ตัวกระบวนการไกล่เกลี่ยเอง" ออกจากผลของ "การเป็นคนประเภทที่เลือกเข้าร่วมโปรแกรมแบบนี้อยู่แล้ว" ผลลัพธ์พบว่ากลุ่มที่ได้ไกล่เกลี่ยจริงมีอัตรากระทำผิดซ้ำเพียง 35% เทียบกับ 51% ในกลุ่มที่ไม่เคยถูกส่งตัวเข้าโปรแกรมเลย และเมื่อควบคุมตัวแปรด้านประชากรและลักษณะคดีแล้ว กลุ่มที่ไม่ได้ไกล่เกลี่ยมีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำสูงกว่ากลุ่มที่ไกล่เกลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ (exp(B) = 1.55, 95% CI [1.16, 1.87], p = .003) และผลนี้ยังคงอยู่แม้ควบคุมเรื่องประเภทบทลงโทษที่ได้รับเข้าไปด้วย (exp(B) = 1.40, 95% CI [1.09, 1.79], p = .008) ซึ่งแสดงว่าไม่ใช่แค่เพราะคนที่เข้าร่วมไกล่เกลี่ยได้รับโทษเบากว่าเท่านั้น
ผมมองว่างานนี้ตอบคำถามเรื่อง self-selection ที่ค้างจากงานก่อนหน้าได้ตรงจุดที่สุด เพราะออกแบบมาเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่ "อยากเข้าร่วมแต่เข้าไม่ได้" ด้วย ไม่ใช่แค่เทียบกับคนที่ไม่เคยเข้าร่วมเฉยๆ ทำให้ตัดข้อโต้แย้งที่ว่า "คนที่เลือกไกล่เกลี่ยเองก็เป็นคนที่มีแนวโน้มจะเลิกทำผิดอยู่แล้ว" ออกไปได้เยอะ นี่คือหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดในบทความนี้ว่าตัวกระบวนการมีคนกลางเข้ามาช่วยจัดการพูดคุยนั้นมีผลจริง คำถามที่ตามมาคือ ถ้ากระบวนการไกล่เกลี่ยเองมีผลจริง แล้วรูปแบบของกระบวนการ เช่น คุยกันตัวต่อตัวกับคนกลาง เทียบกับการประชุมพร้อมหน้าหลายฝ่าย จะมีผลต่างกันไหม
คุยตัวต่อตัวกับคนกลาง หรือประชุมพร้อมหน้า แบบไหนดีกว่ากัน
Sarah van Mastrigt, Heather Strang, Lawrence W. Sherman, Kaare Bro Wellnitz และ Christian Gade ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Victim and Offender Ratings of Mediations and Restorative Justice Conferences: Findings from a Danish Randomized Controlled Trial" ตีพิมพ์ใน *Victims & Offenders* ปี 2025 (เล่ม 20 ฉบับ 8 หน้า 1630-1660, DOI 10.1080/15564886.2024.2420284)
ทีมวิจัยสุ่มแบ่งคดีที่ส่งเข้าโปรแกรมไกล่เกลี่ยของตำรวจเดนมาร์ก (konfliktråd) ให้ได้รับกระบวนการแบบไกล่เกลี่ยตัวต่อตัวกับคนกลาง (mediation, n=101) หรือประชุมพร้อมหน้าแบบมีครอบครัวและผู้สนับสนุนร่วมวงด้วย (restorative justice conference, n=99) แล้วส่งแบบสอบถามติดตามผลไปยังผู้เสียหายและผู้กระทำผิดที่ 1 เดือนและ 6 เดือนหลังพบกัน ได้คำตอบกลับมาจากผู้เสียหาย 135 คนและผู้กระทำผิด 121 คน วัดผลใน 4 มิติคือความเป็นธรรมของกระบวนการ การซ่อมแซมความเสียหาย การช่วยให้ก้าวต่อไปได้ และความสำเร็จโดยรวม ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือฝั่งผู้กระทำผิดให้คะแนนทั้งสองรูปแบบไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติ แต่ฝั่งผู้เสียหายกลับให้คะแนนกระบวนการไกล่เกลี่ยตัวต่อตัวสูงกว่าการประชุมพร้อมหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติความสำเร็จโดยรวมและการซ่อมแซมความเสียหาย โดยเฉพาะที่จุดติดตามผล 6 เดือน ซึ่งสวนทางกับสมมติฐานตั้งต้นของทีมวิจัยเองที่คาดว่าการประชุมพร้อมหน้าซึ่งมีคนร่วมรับฟังมากกว่าน่าจะได้คะแนนดีกว่า
ผมมองว่างานนี้เป็นการเตือนใจที่ดีว่ารายละเอียดของ "วิธีจัดกระบวนการ" ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มีคนกลางที่เป็นกลางเหมือนกัน แต่จัดรูปแบบต่างกัน ผลที่ผู้เสียหายรู้สึกก็ต่างกันได้อย่างชัดเจน และสิ่งที่คนออกแบบนโยบายอาจคิดว่าดีกว่า เช่นการมีคนร่วมวงมากขึ้นเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม ก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าจริงในสายตาคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเสมอไป คำถามที่ตามมาคือ กลไกการมีคนกลางที่เป็นกลางช่วยคลี่คลายความขัดแย้งแบบนี้ จะยังใช้ได้ไหมถ้าขยายสเกลออกไปให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์จะขัดแย้งกันได้ นั่นคือสงครามระหว่างประเทศ
ขยายสเกลไปถึงสงครามระหว่างประเทศ หลักการเดียวกันยังใช้ได้ไหม
Govinda Clayton และ Han Dorussen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "The Effectiveness of Mediation and Peacekeeping for Ending Conflict" ตีพิมพ์ใน *Journal of Peace Research* ปี 2022 (เล่ม 59 ฉบับ 2 หน้า 150-165, DOI 10.1177/0022343321990076)
ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลความขัดแย้งกลางเมือง (civil war) ในยุคหลังสงครามเย็นด้วยแบบจำลองทางสถิติหลายรูปแบบ รวมถึง selection model เพื่อแยกผลกระทบของการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ (international mediation) โดยองค์กร/บุคคลที่สามที่เป็นกลาง ออกจากผลของปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (peacekeeping) ที่ใช้กำลังหรืออำนาจเข้าควบคุมสถานการณ์ ผลลัพธ์พบว่าการไกล่เกลี่ยโดยคนกลางมีบทบาทสำคัญกว่าปฏิบัติการรักษาสันติภาพในการทำให้ความรุนแรงยุติลงจริง โดยปฏิบัติการรักษาสันติภาพเพียงลำพังไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการยุติความขัดแย้ง แต่ทั้งสองกลไกกลับ "เสริมกัน" ได้ในบางเงื่อนไข โดยเฉพาะปฏิบัติการรักษาสันติภาพแบบเปลี่ยนผ่าน (transformative peacekeeping) ในยุคหลังสงครามเย็นที่ช่วยสร้างบรรยากาศเอื้อให้การไกล่เกลี่ยทำงานได้ดีขึ้น
ผมมองว่างานนี้เป็นบทสรุปที่ทำให้เห็นภาพรวมของทั้งบทความชัดที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่ากลไกเดียวกันกับที่เราเห็นในห้องประชุมไกล่เกลี่ยเล็กๆ ระหว่างเยาวชนกับผู้เสียหาย หรือระหว่างเพื่อนสองคนที่ทะเลาะกันแบบที่ผมเจอ ก็ยังใช้ได้แม้ในระดับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์จะขัดแย้งกันได้ คือสงครามระหว่างประเทศ สิ่งที่งานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นในบทความนี้ชี้ตรงกันคือ การมีคนกลางที่เป็นกลางจริงๆ เข้ามาช่วยจัดกระบวนการพูดคุย แทนที่จะปล่อยให้สองฝ่ายเผชิญหน้ากันเองหรือใช้กำลัง/อำนาจบังคับเพียงอย่างเดียว มีผลจริงต่อทั้งผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม อย่างการลดการกระทำผิดซ้ำหรือลดความรุนแรง และผลลัพธ์เชิงความรู้สึก อย่างความพึงพอใจ ความรู้สึกเป็นธรรม และการซ่อมแซมความสัมพันธ์ แม้ขนาดผลในหลายงานจะไม่ได้ใหญ่โตอลังการ แต่ก็สม่ำเสมอพอที่จะบอกได้ว่าทักษะการเป็นคนกลางที่ดีไม่ใช่แค่บทบาทเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นทักษะที่มีน้ำหนักจริงในการคลี่คลายความขัดแย้งของมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสนามเด็กเล่น ห้องประชุมบริษัท ศาลเยาวชน หรือโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ
กรอบฟัง–ทวน–เปิด–ปล่อย สำหรับคนที่ถูกขอให้เป็นคนกลาง
อ่านงานวิจัยทั้ง 5 ชิ้นจบแล้ว ผมลองย้อนกลับไปดูตอนที่ตัวเองถูกเพื่อนดึงเข้าไปนั่งกลางวงในย่อหน้าแรก แล้วพบว่าสิ่งที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวมันสอดคล้องกับสิ่งที่งานวิจัยเหล่านี้ชี้ตรงกันพอดี เลยลองสังเคราะห์ออกมาเป็นกรอบสั้นๆ 4 ขั้น ชื่อ "ฟัง–ทวน–เปิด–ปล่อย" ไว้ใช้เตือนตัวเองเวลาถูกขอให้เป็นคนกลางแบบไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนทะเลาะกัน เพื่อนร่วมงานมีปัญหากัน หรือญาติในครอบครัวขัดแย้งกัน
1. ฟัง — คุยกับแต่ละฝ่ายทีละคนก่อน อย่าเพิ่งรีบจับมานั่งเผชิญหน้ากัน สอดคล้องกับสิ่งที่ van Mastrigt และคณะ (2025) พบว่าฝั่งผู้เสียหายให้คะแนนการคุยตัวต่อตัวกับคนกลางสูงกว่าการประชุมพร้อมหน้าอย่างมีนัยสำคัญ การฟังทีละฝ่ายก่อนยังช่วยให้คนกลางเข้าใจมุมมองแต่ละคนโดยไม่มีอีกฝ่ายนั่งฟังอยู่ ซึ่งมักทำให้คนพูดตรงกว่า 2. ทวน — สรุปความรู้สึกและเหตุผลของแต่ละฝ่ายกลับไปให้อีกฝ่ายฟัง โดยไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด นี่คือสิ่งที่ผมทำโดยบังเอิญตอนอยู่กลางวงเพื่อนสองคน และเป็นแก่นของสิ่งที่ Fulham และคณะ (2025) พบว่าทำให้ทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำผิดรู้สึกว่ากระบวนการเป็นธรรมมากขึ้น แม้ผลต่อพฤติกรรมจะเล็ก แต่ผลต่อความรู้สึกกลับใหญ่กว่า 3. เปิด — เปิดทางเลือกหลายทางให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณา แทนที่จะเสนอทางออกทางเดียวแล้วผลักดันให้ยอมรับ คนกลางมีหน้าที่จัดกระบวนการให้คุยกันได้ ไม่ใช่ตัดสินคดีแทน 4. ปล่อย — ให้ทั้งสองฝ่ายเลือกเองว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ อย่าบังคับให้ต้องคืนดีหรือต้องยอมความ เพราะ Jonas-van Dijk และคณะ (2025) พบว่าความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนสำคัญของกลไกที่ทำให้การไกล่เกลี่ยได้ผลจริง ไม่ใช่แค่การถูกจับมาคุยกัน
กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความที่ผมสังเคราะห์ขึ้นเองจากงานวิจัยข้างต้น ไม่ใช่โมเดลไกล่เกลี่ยที่ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการหรือใช้ในหลักสูตรฝึกอบรมคนกลางมืออาชีพ เหมาะสำหรับความขัดแย้งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ไม่ควรใช้แทนกระบวนการไกล่เกลี่ยที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลในคดีที่มีความรุนแรงหรือมีผลทางกฎหมายเกี่ยวข้อง
กรณีจำลอง: เอิร์ธกับที่จอดรถที่หายไปทุกเช้า
เอิร์ธเป็นกรรมการนิติบุคคลคอนโดแห่งหนึ่ง ถูกขอให้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าของห้อง 2 คนที่ทะเลาะกันเรื่องที่จอดรถส่วนกลางมาหลายสัปดาห์ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าจอดตรงจุดที่ตัวเองใช้มาตลอด 3 ปี อีกฝ่ายเพิ่งย้ายเข้ามาบอกว่าไม่มีป้ายชื่อกำกับ ใครมาก่อนก็ควรได้จอด จนเริ่มมีการเอากรวยไปวางกันที่ล่วงหน้าทุกเช้า
เอิร์ธใช้กรอบฟัง–ทวน–เปิด–ปล่อยเป็นเส้นทางคร่าวๆ เริ่มจาก ฟัง — นัดคุยกับเจ้าของห้องแต่ละคนแยกกันก่อน ไม่เชิญมาคุยพร้อมกันในครั้งแรก ทำให้ได้ยินว่าฝ่ายที่จอดมานานรู้สึกว่าตัวเองถูก "แย่งชิง" สิ่งที่เคยเป็นของตัวเอง ส่วนฝ่ายใหม่รู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้ามทั้งที่จ่ายค่าส่วนกลางเท่ากัน จากนั้นเอิร์ธ ทวน ความรู้สึกของแต่ละฝ่ายให้อีกฝ่ายฟังผ่านข้อความแยกกัน โดยไม่ใส่ความเห็นของตัวเองว่าใครถูก แค่บอกว่า "อีกฝ่ายรู้สึกแบบนี้นะ" ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มลดโทนลงเพราะรู้สึกว่าอย่างน้อยมีคนฟังและถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
ขั้นต่อมาเอิร์ธ เปิด ทางเลือกสามแบบให้พิจารณา คือจับสลากสลับวันจอด เช่าที่จอดเพิ่มจากโครงการ หรือขอให้นิติบุคคลตีเส้นแบ่งจุดจอดใหม่ให้ชัดเจน แทนที่จะชี้ว่าต้องทำแบบไหน สุดท้ายเอิร์ธ ปล่อย ให้ทั้งสองฝ่ายเลือกกันเอง โดยนัดให้มาคุยพร้อมหน้ากันแค่ครั้งเดียวเพื่อสรุปทางเลือกที่ทั้งคู่ยอมรับได้ ซึ่งทั้งสองเลือกให้นิติบุคคลตีเส้นแบ่งจุดจอดใหม่ ปัญหาที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์ก็จบลงโดยไม่มีใครรู้สึกว่าถูกบังคับให้ยอม
กรณีของเอิร์ธเป็นสถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิดตามกรอบฟัง–ทวน–เปิด–ปล่อยเท่านั้น ไม่ใช่ผลการทดลองจริงหรือเหตุการณ์ที่มีการบันทึกและติดตามผลทางวิชาการ
ลองเอาไปปรับใช้
1. ถ้ามีคนขอให้เข้าไปเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ให้เริ่มจากการคุยตัวต่อตัวกับแต่ละฝ่ายก่อน ไม่ต้องรีบจัดเป็นวงประชุมใหญ่พร้อมหน้าทันที เพราะ van Mastrigt และคณะ (2025) พบว่าผู้เสียหายให้คะแนนกระบวนการไกล่เกลี่ยตัวต่อตัวสูงกว่าการประชุมพร้อมหน้าหลายฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ 2. อย่าคาดหวังว่าการไกล่เกลี่ยครั้งเดียวจะ "แก้พฤติกรรม" ของอีกฝ่ายได้ทั้งหมด เพราะ Fulham และคณะ (2025) พบว่าแม้ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะลดการกระทำผิดซ้ำได้จริง แต่ขนาดผลเล็ก (ลดโอกาสลงราว 17%) ไม่ใช่ยาวิเศษที่หยุดพฤติกรรมได้ทันที 3. ให้ความสำคัญกับการทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่ากระบวนการเป็นธรรมและได้พูดในสิ่งที่อยากพูด มากพอๆ กับการหาข้อตกลงปลายทาง เพราะ Fulham และคณะ (2025) พบว่าผลที่ชัดเจนที่สุดของกระบวนการไกล่เกลี่ยคือความพึงพอใจและความรู้สึกเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ที่ตกลงกันได้ 4. ถ้าเป็นไปได้ ให้ทางเลือกแก่คู่ขัดแย้งว่าจะเข้าร่วมไกล่เกลี่ยหรือไม่ แทนที่จะบังคับ เพราะ Jonas-van Dijk และคณะ (2025) พบว่าคนที่เข้าร่วมไกล่เกลี่ยจริงมีอัตรากระทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างชัดเจน แม้เทียบกับกลุ่มที่อยากเข้าร่วมแต่เข้าไม่ได้ก็ตาม แสดงว่าความสมัครใจเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้ได้ผล 5. ไม่ว่าความขัดแย้งจะเล็กแค่ไหน อย่างเพื่อนสองคนทะเลาะกัน หรือใหญ่แค่ไหน อย่างข้อพิพาทระดับองค์กรหรือระหว่างประเทศ อย่าประเมินคุณค่าของการมีคนกลางที่เป็นกลางจริงๆ ต่ำเกินไป เพราะ Clayton และ Dorussen (2022) พบว่าการไกล่เกลี่ยโดยคนกลางมีบทบาทสำคัญกว่าการใช้กำลัง/ปฏิบัติการรักษาสันติภาพเพียงลำพังในการยุติความขัดแย้งระดับประเทศ
คำถามที่พบบ่อย
- การไกล่เกลี่ยแบบมีคนกลางต่างจากการเจรจาต่อรองทั่วไปยังไง?
- ต่างกันตรงบทบาทของคนที่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ครับ การเจรจาต่อรอง (negotiation) คือสองฝ่ายที่มีผลประโยชน์ของตัวเองต้องปกป้องคุยกันเอง แต่การไกล่เกลี่ย (mediation) มีบุคคลที่สามซึ่งไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในข้อพิพาทนั้นเข้ามาช่วยจัดกระบวนการพูดคุย งานวิจัยทั้งหมดในบทความนี้ ตั้งแต่ Kimbrell และคณะ (2023) ไปจนถึง Jonas-van Dijk และคณะ (2025) ล้วนศึกษาบทบาทของบุคคลที่สามนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่การต่อรองระหว่างคู่กรณีสองฝ่าย
- ต้องเป็นมืออาชีพเท่านั้นถึงจะไกล่เกลี่ยได้ผลไหม?
- งานวิจัยที่รวบรวมมาส่วนใหญ่ศึกษาโปรแกรมที่มีคนกลางผ่านการฝึกอบรมมาระดับหนึ่ง เช่นเจ้าหน้าที่ในโปรแกรม konfliktråd ของเดนมาร์กที่ van Mastrigt และคณะ (2025) ศึกษา แต่หลักการที่งานวิจัยเหล่านี้ชี้ตรงกันคือความเป็นกลางและการจัดกระบวนการที่เปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายพูดอย่างเป็นธรรม สำคัญกว่าตำแหน่งหรืออาชีพของคนกลางเอง คนทั่วไปที่ตั้งใจวางตัวเป็นกลางจริงๆ ก็อาจช่วยได้ในระดับความขัดแย้งเล็กๆ แม้จะไม่มีใบรับรองวิชาชีพ
- ไกล่เกลี่ยได้ผลกับความขัดแย้งทุกแบบไหม รวมถึงคดีรุนแรง?
- ไม่แน่นอนครับ Fulham และคณะ (2025) พบว่าแม้ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะลดการกระทำผิดซ้ำทั่วไปได้ แต่ไม่พบผลที่มีนัยสำคัญต่อการกระทำผิดซ้ำประเภทรุนแรงโดยเฉพาะ และ Kimbrell และคณะ (2023) เองก็เตือนว่าขนาดผลเล็กลงในงานวิจัยที่ออกแบบเข้มงวดที่สุด ดังนั้นการไกล่เกลี่ยจึงเหมาะกับความขัดแย้งบางประเภทมากกว่าจะเป็นทางออกสากลสำหรับทุกสถานการณ์
- ถ้าอีกฝ่ายถูกชวนแล้วปฏิเสธไม่ยอมไกล่เกลี่ย ควรบังคับไหม?
- ไม่ควรครับ งานวิจัยที่มีอยู่ล้วนศึกษาการไกล่เกลี่ยแบบสมัครใจทั้งสิ้น Jonas-van Dijk และคณะ (2025) พบว่าแม้แต่กลุ่มที่ถูกส่งตัวมาแต่ปฏิเสธไม่เข้าร่วม (อัตรากระทำผิดซ้ำ 37%) ก็ยังมีอัตรากระทำผิดซ้ำต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยถูกส่งตัวเข้าโปรแกรมเลย (51%) เล็กน้อย แต่กลุ่มที่ยินดีเข้าร่วมและได้ไกล่เกลี่ยจริง (35%) ยังคงมีผลลัพธ์ดีที่สุด ซึ่งบอกเราว่าความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนสำคัญของกลไกที่ทำให้การไกล่เกลี่ยได้ผล การบังคับอาจทำลายกลไกนี้ไปเสียเอง
- งานวิจัยกลุ่มนี้ตีพิมพ์ในวารสารระดับ Nature หรือ Lancet ไหม?
- ยังไม่มีครับ ผู้เขียนค้นหาอย่างจริงจังในวารสารเรือธงข้ามสาขาอย่าง Nature, Science, PNAS, JAMA, Lancet และ Psychological Science แล้วไม่พบงานวิจัยเรื่องประสิทธิผลของการไกล่เกลี่ยโดยบุคคลที่สามหรือยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในวารสารเหล่านั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว หัวข้อนี้เป็นวรรณกรรมสาขาอาชญาวิทยาและรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (peace and conflict studies) เป็นหลัก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเฉพาะทางของสาขาเหล่านั้นเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทั้ง 5 ชิ้นที่ใช้ในบทความนี้เป็นงานวิเคราะห์อภิมาน งานทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบ หรืองานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีเข้มงวดอย่างการทดลองแบบสุ่มหรือการจับคู่ propensity score กับกลุ่มตัวอย่างหลักพันคน ซึ่งถือเป็นระดับหลักฐานที่แข็งแรงในเชิงระเบียบวิธีวิจัยของสาขานั้นๆ
แหล่งอ้างอิง
บทความที่เกี่ยวข้อง

คุยกับ AI แล้วหายเหงาจริงไหม งานวิจัยจากผู้ใหญ่กว่า 2,000 คนตลอด 12 เดือนเผยคำตอบที่พลิกความเข้าใจ
งานวิจัยหลายชิ้นในปี 2025-2026 พบว่า AI companion ช่วยลดความเหงาได้จริงในระยะสั้น พอๆ กับคุยกับคนจริง แต่คนกลับให้คะแนนความเห็นอกเห็นใจของ AI ต่ำกว่าเมื่อรู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเลือกได้จริงส่วนใหญ่ยังเลือกคุยกับคนมากกว่า

อะไรทำนายการหย่าร้างได้แม่นกว่าที่คิด ไม่ใช่ความรักที่จืดจาง แต่เป็น "คุณค่าในชีวิต" ที่ไม่ตรงกัน
งานวิจัยจากคนกว่า 100,000 คนใน 55 ประเทศพบว่าคุณค่าในชีวิตแบบให้ความสำคัญกับอิสระและความรู้สึกใหม่ๆ ทำนายการหย่าร้างได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระอยู่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องความรักที่จืดจางลงตามเวลา

ทำนายได้จริงไหมว่าความรักคู่นี้จะไปรอด งานวิจัยจากคู่รักกว่า 11,000 คู่ทั่วโลกเผยคำตอบที่คาดไม่ถึง
งานวิจัยจากคู่รักกว่า 11,000 คู่พบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนทำนายความพึงพอใจได้ดีกว่าบุคลิกของแต่ละฝ่าย แต่การทำนายว่าความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคตยังทำได้ยากมาก

ยิ่งมีตัวเลือกคู่เดตเยอะ ยิ่งหาคู่ยากขึ้น งานวิจัยชี้ dating app ทำให้คนเปลี่ยนเป็น "โหมดปฏิเสธ" โดยไม่รู้ตัว
งานวิจัยพบว่าการหาคู่ผ่านแอปทำให้คนเข้าสู่ 'โหมดปฏิเสธ' โดยไม่รู้ตัว ยิ่งดูโปรไฟล์เยอะขึ้น อัตราการยอมรับคู่ที่เสนอมายิ่งลดลงเรื่อยๆ และงานวิจัยติดตาม 12 สัปดาห์พบว่าความเหนื่อยหน่ายทางอารมณ์จากการใช้แอปหาคู่เพิ่มขึ้นตามเวลา โดยเฉพาะในคนที่ซึมเศร้าหรือเหงาอยู่แล้ว
