ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
แก่นชีวิต
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ความหลงใหลในธุรกิจมีสองแบบ แบบหนึ่งพาไปไกล อีกแบบพาไปเผาตัวเอง

ความหลงใหลในธุรกิจมีสองแบบตามกรอบ Dualistic Model of Passion งานวิจัยชี้ว่าแบบ harmonious ช่วยให้อึดจนสำเร็จในระยะยาว ส่วนแบบ obsessive แม้ช่วยผลประกอบการระยะสั้นแต่มาพร้อมความเครียดเมื่อเจอความล้มเหลว

r1dx

บรรณาธิการ

แชร์
ความหลงใหลในธุรกิจมีสองแบบ แบบหนึ่งพาไปไกล อีกแบบพาไปเผาตัวเอง

สรุปสั้น (Key Takeaways)

  • Newman, Obschonka, Moeller และ Chandan (2021, Applied Psychology) ทบทวนวรรณกรรมเรื่อง entrepreneurial passion อย่างวิพากษ์ พบว่าวงการนี้ยังสับสนเรื่องนิยามและการวัดผลมาก แต่ยืนยันว่ากรอบ Dualistic Model of Passion (harmonious/obsessive) ของ Vallerand เป็นหนึ่งในกรอบหลักที่ใช้อธิบายทำไมความหลงใหลถึงส่งผลต่างกันได้สุดขั้ว
  • Zhao และ Liu (2023, Entrepreneurship Theory and Practice) วิเคราะห์อภิมานเปรียบเทียบเครื่องมือวัดความหลงใหล 3 แบบ พบว่าเครื่องมือวัดแบบ dualistic (harmonious/obsessive) ทำนายผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ไม่แพ้เครื่องมือวัดแบบอื่น และมีความแม่นยำเชิงทฤษฎีที่ชัดเจนกว่าเมื่อใช้ตามต้นแบบดั้งเดิม
  • Tu, Hao, Rosak-Szyrocka, Vasa และ Zhao (2023, Frontiers in Psychology) สำรวจผู้ประกอบการจริง 208 คนในจีน พบว่าความหลงใหลแบบ obsessive สัมพันธ์กับผลประกอบการที่ดีขึ้นจริง (β = 0.256) ผ่านความสามารถในการมองเห็นโอกาส แต่ผลนี้ถูกกำกับด้วยความกลัวความล้มเหลวสองแบบที่ให้ผลตรงข้ามกัน
  • Franzoni และ Tenca (2023, Entrepreneurship Theory and Practice) พบว่าความหลงใหลที่นักระดมทุนแบบ crowdfunding "มองเห็น" จากผู้ประกอบการ เพิ่มอัตราความสำเร็จของแคมเปญโดยเฉลี่ย 1% แต่พุ่งขึ้นถึง 16% เมื่อผู้ประกอบการเตรียมตัวมาดีและข้อมูลสอดคล้องกัน
  • Doan Duc Minh, Ngo, Nguyen, Duc และ Nguyen (2025, Australasian Marketing Journal) ศึกษาผู้ประกอบการเวียดนาม 178 คนและอาสาสมัครอังกฤษ 201 คน พบว่า harmonious passion ส่งผลต่อความสำเร็จในอาชีพทั้งทางตรงและผ่านความอึด (persistence) โดยมีทรัพยากรด้านเวลาเป็นตัวกำกับ
  • สังเคราะห์เป็นกรอบ เลือก–แยก–คุม–พัก สำหรับรักษาความหลงใหลในธุรกิจให้อยู่ฝั่ง harmonious มากกว่า obsessive

ผมเคยนั่งฟังผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพคนหนึ่งเล่าเรื่องบริษัทตัวเองด้วยแววตาที่ผมจำได้ไม่ลืม เขาพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่กำลังสร้างราวกับมันเป็นลูกของตัวเอง พูดถึงปัญหาที่ลูกค้าเจอราวกับเป็นปัญหาของเขาเอง คุยกันสามชั่วโมงโดยไม่มีทีท่าจะเหนื่อยเลยสักนิด ผมจำได้ว่าตอนนั้นคิดในใจว่า "นี่แหละ ความหลงใหลแบบนี้แหละที่ทำให้คนสร้างธุรกิจสำเร็จ" แต่พอผ่านไปสองปี ผมได้ยินข่าวว่าเขาป่วยหนักจากความเครียดสะสม บริษัทยังไปได้ดีอยู่ แต่ตัวเขาเองแทบพังทั้งร่างกายและความสัมพันธ์รอบตัว

เรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า "ความหลงใหล" ที่ทุกคนบอกว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการ มันมีด้านมืดที่ไม่มีใครพูดถึงหรือเปล่า และถ้ามันมีทั้งด้านที่ช่วยกับด้านที่ทำร้าย เราจะแยกสองแบบนี้ออกจากกันได้อย่างไรตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป ผมเลยไปตามอ่านงานวิจัยที่ศึกษาเรื่อง "entrepreneurial passion" อย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และพบว่านักวิจัยกลุ่มนี้มีกรอบทฤษฎีที่ตอบคำถามของผมได้ตรงประเด็นกว่าที่คิด

ความหลงใหลแบบธุรกิจ นิยามยังไง แล้วทำไมถึงมีสองแบบ

Alexander Newman, Martin Obschonka, Julia Moeller และ Gemma Garima Chandan ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Entrepreneurial Passion: A Review, Synthesis, and Agenda for Future Research" ตีพิมพ์ใน *Applied Psychology* ปี 2021 (เล่ม 70 ฉบับ 2 หน้า 816-860, DOI 10.1111/apps.12236)

ทีมวิจัยทบทวนงานวิจัยเชิงประจักษ์เรื่อง entrepreneurial passion อย่างจริงจังและวิพากษ์ พบว่าวงการนี้ยังมีปัญหาเรื่องความไม่สอดคล้องกันของนิยามและวิธีวัดผลค่อนข้างมาก บางครั้งเรียกสิ่งเดียวกันคนละชื่อ บางครั้งเรียกชื่อเดียวกันแต่วัดคนละสิ่ง (ปัญหาที่เรียกว่า jingle-jangle fallacy) แต่สิ่งที่ทีมวิจัยยืนยันชัดเจนคือกรอบทฤษฎีหลักที่ใช้อธิบายเรื่องนี้มาจาก Dualistic Model of Passion ของ Robert Vallerand ซึ่งเดิมทีเป็นทฤษฎีทั่วไปเรื่องความหลงใหลในกิจกรรมใดๆ ไม่จำเพาะธุรกิจ แล้วถูกนักวิจัยด้านผู้ประกอบการยืมมาปรับใช้ ทฤษฎีนี้แบ่งความหลงใหลออกเป็นสองแบบตามวิธีที่กิจกรรมนั้นถูก "หลอมรวม" เข้ากับอัตลักษณ์ของคนคนนั้น แบบแรกคือ harmonious passion ซึ่งเกิดจากการเลือกทำด้วยความสมัครใจแท้จริง กิจกรรมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแต่ไม่ได้ควบคุมชีวิตทั้งหมด คนคนนั้นยังเลือกได้ว่าจะทำเมื่อไหร่และแค่ไหน ส่วนแบบที่สองคือ obsessive passion ซึ่งเกิดจากแรงกดดันภายในหรือภายนอก เช่น ต้องการการยอมรับ กลัวเสียหน้า หรือรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองผูกติดกับความสำเร็จของธุรกิจ ทำให้กิจกรรมนั้นเข้าไปควบคุมคนคนนั้นแทนที่จะเป็นทางกลับกัน

ผมมองว่างานทบทวนชิ้นนี้สำคัญมากในฐานะจุดตั้งต้น เพราะมันช่วยอธิบายสิ่งที่ผมเห็นกับผู้ก่อตั้งคนนั้นได้ชัดขึ้นมาก คือความหลงใหลไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีมากหรือน้อย แต่เป็นสิ่งที่มี "รูปแบบ" ต่างกันได้ และรูปแบบนั้นเองที่กำหนดว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือร้าย ทีมวิจัยยังชี้ว่าปัญหาความไม่สอดคล้องเรื่องการวัดผลในวงการนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ผมคิดไปเอง คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเครื่องมือวัดความหลงใหลมีหลายแบบและแต่ละแบบมีปัญหาต่างกัน แล้วเครื่องมือแบบไหนที่ทำนายความสำเร็จทางธุรกิจได้แม่นยำที่สุดกันแน่

วัดความหลงใหลแบบไหนถึงทำนายความสำเร็จได้แม่นกว่ากัน

Hao Zhao และ Qinglin Liu ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Entrepreneurial Passion: A Meta-Analysis of Three Measures" ตีพิมพ์ใน *Entrepreneurship Theory and Practice* ปี 2023 (เล่ม 47 ฉบับ 2 หน้า 524-552, DOI 10.1177/10422587211069858)

ทีมวิจัยวิเคราะห์อภิมานเปรียบเทียบเครื่องมือวัดความหลงใหลในการทำธุรกิจ 3 แบบที่ใช้กันในวงการวิจัย ได้แก่เครื่องมือแบบ role-based ของ Cardon ที่วัดความหลงใหลตามบทบาท 3 ด้าน (การประดิษฐ์คิดค้น การก่อตั้ง การพัฒนากิจการ) และเครื่องมือแบบ dualistic ของ Vallerand ที่วัด harmonious กับ obsessive passion ผลลัพธ์พบว่าเครื่องมือแบบ role-based ให้ผลดีกว่าในบางตัวแปรผลลัพธ์ แต่ "ไม่ใช่" ในเรื่องการทำนายผลประกอบการทางธุรกิจ ซึ่งเครื่องมือแบบ dualistic ทำนายได้ไม่แพ้กัน ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยยังพบปัญหาความน่าเชื่อถือเชิงโครงสร้างของเครื่องมือแบบ role-based คือมิติย่อยต่างๆ ของมันสัมพันธ์กันแน่นเกินไปจนตั้งคำถามได้ว่าจริงๆ แล้ววัดสิ่งเดียวกันหรือเปล่า ในขณะที่เครื่องมือแบบ dualistic ให้ผลดีที่สุดเมื่อใช้คำถามตามต้นฉบับเดิมและระบุเป้าหมายเฉพาะเจาะจงเรื่องการทำธุรกิจ แม้จุดเน้นของมันจะไม่ใช่แค่ความรู้สึกทางบวกอย่างเดียวก็ตาม

ผมมองว่างานนี้ให้คำตอบที่ผมอยากรู้พอดี เพราะมันยืนยันว่ากรอบ harmonious/obsessive ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรูที่ยืมมาจากสาขาจิตวิทยาการกีฬาหรือความสัมพันธ์แล้วใช้ไม่ได้จริงในบริบทธุรกิจ แต่มันทำนายผลจริงได้ และยังมีความชัดเจนเชิงทฤษฎีมากกว่าทางเลือกอื่นด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคืองานนี้ไม่ได้บอกว่าเครื่องมือไหน "ดีที่สุด" แบบเบ็ดเสร็จ แต่บอกตรงๆ ว่าแต่ละแบบมีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันไปตามคำถามวิจัย ซึ่งเป็นความซื่อสัตย์ทางวิชาการที่ผมให้ความสำคัญ คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเราเจาะไปที่ obsessive passion โดยเฉพาะ ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นด้านลบตั้งแต่ชื่อ มันจะมีผลบวกกับธุรกิจได้จริงไหม หรือเป็นแค่ตัวการที่ทำร้ายอย่างเดียว

หลงใหลแบบ "หมกมุ่น" กลับช่วยผลประกอบการจริงไหม

Yuqi Tu, Xiling Hao, Joanna Rosak-Szyrocka, László Vasa และ Xin Zhao ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Obsessive Passion, Opportunity Recognition, and Entrepreneurial Performance: The Dual Moderating Effect of the Fear of Failure" ตีพิมพ์ใน *Frontiers in Psychology* ปี 2023 (เล่ม 13 บทความเลขที่ 1037250, DOI 10.3389/fpsyg.2022.1037250)

ทีมวิจัยสำรวจผู้ประกอบการจริงในจีน (พื้นที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเจียงซู) ได้แบบสอบถามที่ใช้ได้ 208 ชุดจากที่แจกไป 638 ชุด ผ่านศูนย์บ่มเพาะและอุทยานธุรกิจสตาร์ทอัพ ทีมวิจัยตั้งใจศึกษาเฉพาะ obsessive passion โดยตรง ไม่ใช่เพื่อยืนยันว่ามันแย่อย่างที่งานวิจัยส่วนใหญ่ก่อนหน้าเน้นย้ำ แต่เพื่อดูว่ามันมีด้านบวกซ่อนอยู่หรือเปล่า ผลลัพธ์พบว่า obsessive passion สัมพันธ์กับผลประกอบการทางธุรกิจในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.256, p < 0.01) และสัมพันธ์กับความสามารถในการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจด้วย (β = 0.301, p < 0.01) ซึ่งความสามารถมองเห็นโอกาสนี้เองที่ส่งผลต่อผลประกอบการต่ออีกทอด (β = 0.440, p < 0.01) รวมเป็นเส้นทางอ้อมที่มีนัยสำคัญทางสถิติชัดเจน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% ระหว่าง 0.0501-0.1955) ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความกลัวความล้มเหลวสองแบบให้ผลตรงข้ามกัน ความกลัวความล้มเหลวแบบภายใน (กลัวว่าตัวเองจะรู้สึกแย่กับตัวเอง) ไปลดทอนผลบวกของ obsessive passion ลง แต่ความกลัวความล้มเหลวแบบภายนอก (กลัวสายตาคนอื่นหรือแรงกดดันทางสังคม) กลับไปเสริมผลบวกให้แรงขึ้นแทน

ผมมองว่างานนี้ทำให้ภาพของ obsessive passion ในหัวผมซับซ้อนขึ้นมาก จากเดิมที่คิดว่ามันคือด้านมืดล้วนๆ กลายเป็นว่ามันขับเคลื่อนพฤติกรรมที่จับต้องได้จริง เช่น การมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้าม ซึ่งส่งผลบวกต่อธุรกิจจริงในระยะที่วัดได้ แต่ผมก็ต้องบอกตรงๆ ว่างานนี้ตั้งใจศึกษาเฉพาะด้านบวกของ obsessive passion เท่านั้น ไม่ได้วัดเรื่อง burnout หรือความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ประกอบการควบคู่ไปด้วย ทีมวิจัยเองก็ยอมรับในบทความว่าวรรณกรรมก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่มองว่า obsessive passion เป็น "ด้านมืด" ที่เชื่อมโยงกับความไม่สมดุลระหว่างชีวิตกับงาน แต่เลือกไม่วัดเรื่องนั้นในงานนี้โดยตั้งใจ ผมจึงมองว่าคำตอบที่ถูกต้องคือ obsessive passion อาจช่วยผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลางได้จริง แต่คำถามเรื่องต้นทุนระยะยาวต่อตัวผู้ประกอบการเองยังเป็นคำถามที่เปิดอยู่ ซึ่งผมจะกลับมาคุยเรื่องนี้อีกทีตอนท้ายบทความ ตอนนี้คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ถ้าความหลงใหลของผู้ประกอบการ "มองเห็นได้" จากคนนอก อย่างนักลงทุนหรือคนที่จะให้เงินทุน มันจะส่งผลต่อการระดมทุนจริงไหม

นักลงทุนมองออกไหมว่าใครหลงใหลจริง แล้วมันช่วยระดมทุนได้แค่ไหน

Chiara Franzoni และ Francesca Tenca ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "How Crowdfunders Are Influenced by Entrepreneurial Passion: A Dual Information-Processing Perspective" ตีพิมพ์ใน *Entrepreneurship Theory and Practice* ปี 2023 (เล่ม 47 ฉบับ 5 หน้า 1760-1787, DOI 10.1177/10422587221102107)

ทีมวิจัยตั้งกรอบทฤษฎีว่าความหลงใหลที่ผู้ประกอบการแสดงออกในแคมเปญระดมทุนแบบ crowdfunding ทำหน้าที่เป็น "ข้อมูล" ได้สองแบบพร้อมกัน แบบแรกคือใช้ประกอบการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลของนักลงทุน (analytical thinking) และแบบที่สองคือใช้เป็นทางลัดในการตัดสินใจแบบสัญชาตญาณ (intuitive thinking หรือ heuristic) ผลการศึกษาพบว่าความหลงใหลที่แสดงออกโดยทั่วไปสัมพันธ์กับอัตราความสำเร็จของแคมเปญที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 1% แต่ผลนี้ไม่ได้คงที่เท่ากันในทุกสถานการณ์ เมื่อแคมเปญนั้นมีความสอดคล้องและลื่นไหลของข้อมูลสูง เช่น ผู้ประกอบการเตรียมตัวมาดีและข้อมูลทุกส่วนไปในทิศทางเดียวกัน ผลของความหลงใหลจะยิ่งทวีความแรงขึ้นเป็นอัตราความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นถึง 16% แต่ในทางกลับกัน เมื่อข้อมูลไม่สอดคล้องกันหรือเป็นการตัดสินใจที่มีความสำคัญสูง ผลบวกของความหลงใหลจะ "หายไป" เกือบหมด ทีมวิจัยชี้ว่ากรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมงานวิจัยก่อนหน้าเรื่องความหลงใหลกับการระดมทุนถึงให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันเองอยู่บ่อยครั้ง

ผมมองว่างานนี้ตอบโจทย์เชิงปฏิบัติได้ตรงจุดมาก เพราะมันบอกเราว่าความหลงใหลไม่ใช่ "เวทมนตร์" ที่จะช่วยได้เสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่มันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ควบคู่กับการเตรียมตัวที่ดีและความสอดคล้องของข้อมูล ถ้าผู้ประกอบการแสดงความหลงใหลออกมาแต่ข้อมูลพื้นฐานของธุรกิจไม่แน่น ความหลงใหลนั้นอาจไม่ช่วยอะไรเลย หรือแย่กว่านั้นคืออาจถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ สิ่งที่น่าสังเกตคืองานนี้ยังไม่ได้แยกชัดเจนว่าความหลงใหลที่นักลงทุนมองเห็นเป็นแบบ harmonious หรือ obsessive เพราะเน้นที่ "ความหลงใหลที่แสดงออก" โดยรวม ไม่ได้แยกประเภทตามกรอบ Vallerand เหมือนงานอื่นในบทความนี้ คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเรากลับมาที่ตัวผู้ประกอบการเอง ไม่ใช่มุมมองของคนนอกอย่างนักลงทุน harmonious passion แบบสุขภาพดีจะช่วยให้คนอึดพอจะไปถึงเป้าหมายระยะยาวได้จริงไหม

หลงใหลแบบสุขภาพดี ช่วยให้ "อึด" กว่าจนสำเร็จในระยะยาว

Doan Duc Minh, Liem Viet Ngo, Mai Nguyen, La Anh Duc และ Thi Nguyet Que Nguyen ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Towards a Roadmap for Entrepreneurs' Career Achievement: The Role of Harmonious Passion, Entrepreneurial Persistence and Time-Based Resources" ตีพิมพ์ใน *Australasian Marketing Journal* ปี 2025 (เล่ม 33 ฉบับ 4 หน้า 402-416, DOI 10.1177/14413582251322551)

ทีมวิจัยทำการศึกษาสองชุดเพื่อยืนยันผลซึ่งกันและกัน ชุดแรกเป็นแบบสำรวจผู้ประกอบการเวียดนามจากศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ 178 คน (หญิง 64.04% ส่วนใหญ่อายุ 20-29 ปี) ชุดที่สองเป็นการทดลองกับอาสาสมัครจากแพลตฟอร์ม Prolific ในสหราชอาณาจักร 201 คน (หญิง 60% อายุเฉลี่ย 38 ปี) โดยใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเอง (self-determination theory) เป็นฐาน ผลลัพธ์จากทั้งสองชุดยืนยันตรงกันว่า harmonious passion ส่งผลต่อความสำเร็จในอาชีพทั้งทางตรง (β = .22, p < .05) และทางอ้อมผ่านความอึดในการทำธุรกิจหรือ entrepreneurial persistence (β = .06, p < .05, ช่วงความเชื่อมั่น 95% ระหว่าง 0.001-0.17) และทรัพยากรด้านเวลาที่ผู้ประกอบการมีอยู่ทำหน้าที่เป็นตัวกำกับที่เสริมความสัมพันธ์ระหว่างความอึดกับความสำเร็จให้แรงขึ้นไปอีก (β = .19, p < .05) ทีมวิจัยยังใช้วิธีวิเคราะห์แบบ fsQCA เพื่อดูว่าปัจจัยแต่ละตัวจำเป็นแค่ไหน พบว่าไม่มีปัจจัยเดียวที่เพียงพอต่อความสำเร็จโดยลำพัง แต่ต้องเป็นการรวมกันของปัจจัยหลายตัวถึงจะนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างสม่ำเสมอ (สอดคล้องกันถึง 80% ของกรณีศึกษา)

ผมมองว่างานนี้เติมเต็มภาพที่ผมค้างไว้จากต้นบทความได้พอดี เพราะมันแสดงให้เห็นว่า harmonious passion ไม่ใช่แค่ "รู้สึกดีเฉยๆ" แต่แปลงเป็นพฤติกรรมที่จับต้องได้อย่างความอึด ความสม่ำเสมอ และสุดท้ายก็ไปถึงความสำเร็จในอาชีพจริง สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการที่ทีมวิจัยทำสองการศึกษาคนละบริบท คนละประเทศ คนละวิธี (สำรวจกับทดลอง) แล้วได้ผลไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ผมเชื่อมั่นในผลลัพธ์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความบังเอิญของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว และการที่พบว่าทรัพยากรเวลาเป็นตัวกำกับสำคัญก็สมเหตุสมผล เพราะต่อให้อึดแค่ไหน ถ้าไม่มีเวลาให้ธุรกิจจริงๆ ความอึดนั้นก็นำไปสู่ผลลัพธ์ไม่ได้เต็มที่ คำถามที่ตามมาคือ ถ้า harmonious passion ช่วยให้รับมือกับอุปสรรคได้ดีในระยะยาว แล้วเมื่อธุรกิจล้มเหลวจริงๆ ความหลงใหลสองแบบนี้จะทำให้ผู้ประกอบการรับมือกับความล้มเหลวต่างกันอย่างไร

เมื่อธุรกิจล้มเหลว ความหลงใหลสองแบบรับมือต่างกันอย่างไร

Grace S. Walsh และ James A. Cunningham ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Business Failure and Entrepreneur Experiences of Passion" ตีพิมพ์ใน *International Small Business Journal* ปี 2024 (เล่ม 42 ฉบับ 3 หน้า 283-307, DOI 10.1177/02662426231194482)

ทีมวิจัยทำการศึกษาเชิงคุณภาพเจาะลึกประสบการณ์ของผู้ประกอบการที่เคยเผชิญความล้มเหลวทางธุรกิจ โดยดูว่ารูปแบบความหลงใหลที่แต่ละคนมีก่อนหน้านั้นส่งผลต่อวิธีที่พวกเขารับมือและตีความความล้มเหลวอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าผู้ประกอบการที่มี harmonious passion รักษาระยะห่างทางอารมณ์จากความล้มเหลวของธุรกิจได้ดีกว่า มองสถานการณ์อย่างมีเหตุผล มีความตระหนักรู้ในตัวเอง ปรับตัวได้ และยังมองไปข้างหน้าต่อได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการที่มี obsessive passion กลับมีแนวโน้มตั้งรับและตอบโต้เชิงป้องกันตัวเองต่อความล้มเหลว ผูกเงื่อนไขต่างๆ เข้ากับตัวตนของตัวเองมากเกินไป และเผชิญกับความเครียดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทีมวิจัยอธิบายกลไกเบื้องหลังว่า obsessive passion ทำให้กิจกรรมนั้นเข้าไปควบคุมตัวตนของคนคนนั้น ในขณะที่ harmonious passion คนคนนั้นยังคงควบคุมกิจกรรมได้อยู่ ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้การรับมือกับความล้มเหลวต่างกันไปคนละทาง

ผมมองว่างานนี้คือชิ้นที่ตอบคำถามเรื่องด้านมืดของความหลงใหลได้ตรงที่สุดในบทความนี้ ถึงแม้จะไม่ได้ใช้คำว่า "burnout" ตรงๆ ในแบบที่ผมเจอกับเพื่อนผู้ก่อตั้งที่เล่าไว้ตอนต้น แต่ภาพความเครียดสะสม ความขัดแย้ง และการผูกคุณค่าตัวเองเข้ากับความสำเร็จของธุรกิจที่งานนี้อธิบายไว้ก็ตรงกับสิ่งที่ผมเห็นมากับตา สิ่งที่ผมอยากบอกตรงๆ คืองานวิจัยเรื่อง obsessive passion กับ burnout ของผู้ประกอบการโดยตรงแบบมีตัวเลขเชิงปริมาณชัดเจนที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ผมค้นแล้วยังหาชิ้นที่ผ่านเกณฑ์ความเข้มงวดของบทความชุดนี้ไม่ได้ งานที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมมั่นใจว่าตรวจสอบได้จริงคืองานเชิงคุณภาพชิ้นนี้ ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขสถิติแบบ β หรือ p-value แต่ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตีพิมพ์ในวารสารที่มีการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเข้มงวด และสอดคล้องกับกลไกทางทฤษฎีที่ Newman และคณะ (2021) และ Tu และคณะ (2023) อธิบายไว้ตรงกัน คำถามสุดท้ายที่ผมอยากตอบให้ครบคือ แล้วอะไรบ้างที่ทำให้คนคนหนึ่งมีความหลงใหลแบบใดแบบหนึ่งมากกว่าอีกคนตั้งแต่แรก

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนหลงใหลในธุรกิจมากน้อยต่างกัน

Frederik J. Riar, Shanshan Qian, Chao Miao, Bart J. Debicki และ Franz W. Kellermanns ตอบคำถามนี้ในงานชื่อ "Meta-Analytic Review, Synthesis, and Directions for the Future of Entrepreneurial Passion Research" ตีพิมพ์ใน *European Management Journal* ปี 2025 (เล่ม 43 ฉบับ 1 หน้า 42-58, DOI 10.1016/j.emj.2023.11.003 เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกพฤศจิกายน 2023)

ทีมวิจัยรวบรวมงานวิจัยเชิงปริมาณ 54 ชิ้นที่มีขนาดผล (effect size) รวมกัน 332 ค่า มาวิเคราะห์อภิมานอย่างเป็นระบบ เพื่อดูว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยต้นเหตุ (antecedent) ของความหลงใหลในการทำธุรกิจ และความหลงใหลนั้นส่งผลต่ออะไรบ้าง ทีมวิจัยแบ่งปัจจัยต้นเหตุออกเป็นสามระดับ คือระดับบุคคล (เช่น อายุ เพศ ทุนมนุษย์ ความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง ความตื่นตัวต่อโอกาสทางธุรกิจ) ระดับกิจการ (เช่น อายุกิจการ ขนาดกิจการ) และระดับมหภาค (เช่น ความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ) นอกจากนี้ยังแยกวิเคราะห์ตามความหลงใหลแต่ละด้านย่อยของกรอบ role-based ด้วย คือความหลงใหลในการประดิษฐ์คิดค้น การก่อตั้งกิจการ และการพัฒนากิจการ

ผมมองว่างานนี้เป็นภาพรวมที่ปิดท้ายบทความได้ดี เพราะมันไม่ได้เจาะจงศึกษาแค่ตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งเหมือนงานอื่นๆ ที่ผมพูดถึงไปแล้ว แต่รวบรวมภาพกว้างของทั้งวงการวิจัยเรื่องนี้ไว้ในที่เดียว การที่รวบรวมได้ถึง 54 ชิ้นแสดงว่าวงการวิจัยเรื่องนี้เติบโตขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการแยกปัจจัยต้นเหตุเป็นสามระดับก็ช่วยให้ผมเห็นภาพชัดว่าความหลงใหลไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดร่วมโดยสภาพแวดล้อมของกิจการและตลาดด้วย สิ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้คือ งานนี้เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกในปี 2023 แต่ฉบับพิมพ์จริงเพิ่งลงในต้นปี 2025 ผมเลือกอ้างอิงตามปีฉบับพิมพ์จริงเพื่อความสอดคล้องกับข้อมูลที่ยืนยันผ่าน Crossref โดยตรง

กรอบเลือก–แยก–คุม–พัก

เพราะเส้นแบ่งระหว่าง harmonious กับ obsessive passion อยู่ที่ "ใครควบคุมใคร" เราสังเคราะห์งานวิจัยทั้ง 7 ชิ้นข้างต้นเป็นกรอบ เลือก–แยก–คุม–พัก สำหรับเช็คตัวเองเป็นระยะว่าความหลงใหลในธุรกิจกำลังเอนไปทางไหน กรอบนี้เป็นเครื่องมือประยุกต์ของบทความ ไม่ใช่แบบวัดทางจิตวิทยาอย่าง Dualistic Model of Passion ตัวจริงหรือเครื่องมือที่ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แยกต่างหาก

1. เลือก — ถามตัวเองว่ากำลังทำเพราะเลือก หรือเพราะรู้สึกว่าต้องทำ

ลองสังเกตความรู้สึกเวลาต้องทำงานดึกหรือในวันหยุด ว่าเป็นการเลือกทำด้วยความสมัครใจ หรือรู้สึกกดดันจนหยุดไม่ได้ เพราะ Newman และคณะ (2021) อธิบายว่านี่คือความต่างหลักระหว่าง harmonious กับ obsessive passion ตามกรอบ Dualistic Model of Passion

2. แยก — แยกคุณค่าของตัวเองออกจากผลประกอบการของธุรกิจ

ฝึกเตือนตัวเองว่าธุรกิจไม่ไปตามแผนไม่ได้แปลว่าตัวเองไม่มีค่า เพราะ Walsh และ Cunningham (2024) พบว่าผู้ประกอบการที่มี obsessive passion มักผูกเงื่อนไขต่างๆ เข้ากับตัวตนของตัวเองมากเกินไป จนเผชิญความเครียดและความขัดแย้งที่สูงขึ้นเมื่อธุรกิจล้มเหลว

3. คุม — รักษาความสามารถควบคุมว่าจะทำเมื่อไหร่และแค่ไหน

ตั้งขอบเขตให้ตัวเองว่าจะหยุดทำงานตอนไหน แล้วลองทำตามขอบเขตนั้นจริง เพราะ Newman และคณะ (2021) ชี้ว่า harmonious passion คือกิจกรรมยังเป็นสิ่งที่คนคนนั้นควบคุมได้ ไม่ใช่กิจกรรมที่เข้าไปควบคุมคนคนนั้นแทน

4. พัก — จัดสรรเวลาให้ชีวิตด้านอื่นไว้จริงจัง ไม่ใช่แค่ตั้งใจแต่ไม่เคยทำ

กันเวลาให้ครอบครัว การพักผ่อน หรือสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจไว้แน่นอนในตาราง เพราะ Doan Duc Minh และคณะ (2025) พบว่าทรัพยากรด้านเวลาเป็นตัวกำกับสำคัญที่เสริมให้ harmonious passion นำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพได้แรงขึ้น

ลำดับนี้ไม่ใช่การเช็คครั้งเดียวจบ แต่ควรกลับมาถามตัวเองซ้ำเป็นระยะ เพราะความหลงใหลแบบหนึ่งเลื่อนไปเป็นอีกแบบหนึ่งได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

กรณีจำลอง: แนนกับสตูดิโอออกแบบที่กลายเป็นทั้งชีวิต

สมมติว่า "แนน" เจ้าของสตูดิโอออกแบบกราฟิกวัย 29 ปี ที่เริ่มต้นธุรกิจนี้เพราะรักงานออกแบบมาก แต่ช่วงหลังแนนสังเกตตัวเองว่าตอบแชทลูกค้าตอนตีสองเป็นประจำ และรู้สึกแย่มากทุกครั้งที่งานถูกลูกค้าติ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้

แนนลองถามตัวเองตรงๆ ว่ายังเลือกทำงานดึกแบบนี้เพราะอยากทำ หรือเพราะรู้สึกว่าต้องทำ แล้วพบว่าช่วงหลังเป็นความรู้สึกกดดันมากกว่าความสมัครใจ (เลือก) แนนลองเขียนแยกออกมาชัดๆ ว่า "งานที่ลูกค้าติไม่ได้แปลว่าแนนเป็นคนไม่มีฝีมือ" เพื่อแยกคุณค่าของตัวเองออกจากผลลัพธ์ของแต่ละงาน (แยก) จากนั้นแนนตั้งกฎให้ตัวเองว่าจะไม่ตอบแชทงานหลังสามทุ่ม แล้วลองทำตามกฎนั้นจริงติดต่อกันสองสัปดาห์ (คุม) และกันเวลาเย็นวันพุธไว้กินข้าวกับครอบครัวทุกสัปดาห์โดยไม่รับงานเข้ามาแทรกในช่วงนั้น (พัก)

ผ่านไปหนึ่งเดือน แนนยังคงรักงานออกแบบเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกกดดันตอนถูกลูกค้าติเบาลงชัดเจน กรณีนี้เป็น สถานการณ์จำลองเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจจริงหรือผลลัพธ์ที่วัดได้จริง

ลองเอาไปปรับใช้

1. สังเกตว่าความหลงใหลของตัวเองในธุรกิจตอนนี้ เป็นแบบที่ "เราควบคุมมัน" หรือแบบที่ "มันควบคุมเรา" เพราะ Newman และคณะ (2021) ชี้ว่านี่คือความต่างหลักระหว่าง harmonious กับ obsessive passion ตามกรอบ Dualistic Model of Passion และเป็นจุดเริ่มต้นของผลลัพธ์ที่ต่างกันทั้งหมด 2. อย่ามองว่าความรู้สึก "หมกมุ่น" กับธุรกิจเป็นเรื่องแย่เสมอไป แต่ก็อย่าละเลยสัญญาณเตือน เพราะ Tu และคณะ (2023) พบว่า obsessive passion สัมพันธ์กับผลประกอบการที่ดีขึ้นจริงผ่านการมองเห็นโอกาส แต่ Walsh และ Cunningham (2024) ก็พบว่ามันมาพร้อมความเครียดและความขัดแย้งที่สูงขึ้นเมื่อเจอความล้มเหลว 3. ถ้ากำลังจะระดมทุนแบบ crowdfunding ให้เตรียมข้อมูลธุรกิจให้แน่นก่อนแสดงความหลงใหลออกไป เพราะ Franzoni และ Tenca (2023) พบว่าความหลงใหลช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของแคมเปญได้มากถึง 16% เมื่อข้อมูลสอดคล้องและเตรียมตัวมาดี แต่แทบไม่ช่วยเลยเมื่อข้อมูลไม่สอดคล้องกัน 4. ถ้าอยากอึดในระยะยาว ให้ดูแลความหลงใหลแบบ harmonious ควบคู่กับการจัดสรรเวลาให้ธุรกิจอย่างจริงจัง เพราะ Doan Duc Minh และคณะ (2025) พบว่า harmonious passion นำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพผ่านความอึด และผลนี้แรงขึ้นเมื่อมีทรัพยากรด้านเวลาเพียงพอ 5. อย่าลืมว่าความหลงใหลเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ใช่แค่นิสัยติดตัว เพราะ Riar และคณะ (2025) พบว่าทั้งปัจจัยระดับบุคคล ระดับกิจการ และระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ล้วนมีส่วนกำหนดระดับความหลงใหลที่แต่ละคนมี

คำถามที่พบบ่อย

Harmonious passion กับ obsessive passion ต่างกันตรงไหนแบบง่ายที่สุด?
ต่างกันตรงว่าใครควบคุมใครครับ harmonious passion คือคุณเลือกทำธุรกิจนี้ด้วยความสมัครใจ และธุรกิจยังคงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของตัวตน ส่วน obsessive passion คือคุณรู้สึกว่า "ต้อง" ทำ ไม่ทำไม่ได้ เพราะคุณค่าของตัวเองผูกติดกับความสำเร็จของธุรกิจไปแล้ว Newman และคณะ (2021) อธิบายว่านี่คือแก่นของ Dualistic Model of Passion ที่นักวิจัยด้านผู้ประกอบการยืมมาจากทฤษฎีความหลงใหลทั่วไปของ Vallerand
Obsessive passion แย่เสมอไปหรือเปล่า?
ไม่เสมอไปครับ Tu และคณะ (2023) พบว่า obsessive passion สัมพันธ์กับผลประกอบการที่ดีขึ้นจริงในกลุ่มผู้ประกอบการที่สำรวจ ผ่านความสามารถในการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่ Walsh และ Cunningham (2024) ก็พบว่าเมื่อธุรกิจเจอความล้มเหลว ผู้ที่มี obsessive passion มักตั้งรับ เครียด และขัดแย้งมากกว่า เพราะฉะนั้นคำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ obsessive passion อาจช่วยผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลาง แต่มีต้นทุนทางจิตใจที่มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อเจอความล้มเหลว
ถ้าอยากมี harmonious passion มากกว่า obsessive passion ต้องทำยังไง?
บทความนี้ไม่มีงานวิจัยเชิงทดลองที่ทดสอบวิธี "เปลี่ยน" ประเภทความหลงใหลโดยตรง แต่ Riar และคณะ (2025) ชี้ว่าความหลงใหลถูกกำหนดร่วมโดยปัจจัยหลายระดับ ทั้งความเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง ทุนมนุษย์ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ไม่ใช่นิสัยตายตัว ซึ่งแปลว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับเปลี่ยนได้ผ่านการจัดการปัจจัยเหล่านี้ แต่ยังต้องรองานวิจัยเชิงแทรกแซง (intervention) ที่ทดสอบเรื่องนี้โดยตรงในอนาคต
ความหลงใหลของผู้ประกอบการเชื่อมโยงกับ burnout ชัดเจนแค่ไหน?
ผมต้องบอกตรงๆ ว่างานวิจัยเชิงปริมาณที่วัดความสัมพันธ์ระหว่าง obsessive passion กับ burnout ของผู้ประกอบการโดยตรง ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา และตรวจสอบได้จริงตามเกณฑ์ของบทความชุดนี้ ผมยังหาชิ้นที่เข้าเกณฑ์ไม่ได้ หลักฐานที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมมั่นใจคืองานเชิงคุณภาพของ Walsh และ Cunningham (2024) ที่พบว่า obsessive passion สัมพันธ์กับความเครียดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจล้มเหลว ซึ่งสอดคล้องในทิศทางเดียวกับสิ่งที่วรรณกรรมทฤษฎีก่อนหน้าคาดการณ์ไว้ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเชิงปริมาณที่วัด burnout โดยตรง
งานวิจัยกลุ่มนี้ตีพิมพ์ในวารสารระดับ Nature หรือ Science ไหม?
ยังไม่มีครับ ผู้เขียนค้นหาอย่างจริงจังในวารสารเรือธงข้ามสาขาอย่าง Nature ตัวจริง, Science ตัวจริง, PNAS ตัวจริง, Lancet ตัวจริง, JAMA ตัวจริง และ Psychological Science แล้วไม่พบงานวิจัยเรื่อง entrepreneurial passion หรือ harmonious/obsessive passion กับผลลัพธ์ทางธุรกิจในวารสารเหล่านั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียวที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป หัวข้อนี้เป็นวรรณกรรมสาขาการเป็นผู้ประกอบการและจิตวิทยาองค์การเป็นหลัก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเฉพาะทางระดับหัวแถวของสาขานั้น (Entrepreneurship Theory and Practice, Applied Psychology, European Management Journal) แทบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทั้ง 7 ชิ้นที่ใช้ในบทความนี้มีคุณภาพระเบียบวิธีที่แข็งแรงในบริบทของสาขานั้นๆ ได้แก่ งานทบทวนวรรณกรรมเชิงวิพากษ์ขนาดใหญ่ งานวิเคราะห์อภิมานสองชิ้น (เปรียบเทียบเครื่องมือวัด และรวบรวมปัจจัยต้นเหตุ/ผลลัพธ์จาก 54 การศึกษา) งานสำรวจและทดลองข้ามประเทศ และงานสำรวจ/งานคุณภาพที่เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการจริง
ผลวิจัยพวกนี้ใช้กับผู้ประกอบการไทยได้ไหม?
ต้องระวังนิดหนึ่งครับ กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยที่ใช้ในบทความนี้มาจากจีน เวียดนาม สหราชอาณาจักร และงานทบทวน/วิเคราะห์อภิมานที่รวมข้อมูลจากหลายประเทศตะวันตกเป็นหลัก ยังไม่มีงานวิจัยเรื่อง entrepreneurial passion ที่ทำในบริบทไทยโดยตรงในกลุ่มที่ผมสำรวจมา วัฒนธรรมเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ ความคาดหวังของครอบครัวต่อธุรกิจ และโครงสร้างการเข้าถึงทุนของไทยอาจต่างจากบริบทเหล่านี้พอสมควร แนวคิดเรื่อง harmonious/obsessive passion น่าจะยังใช้เป็นกรอบคิดตั้งต้นที่มีประโยชน์ได้ แต่ตัวเลขเฉพาะเจาะจง เช่น เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นของอัตราความสำเร็จการระดมทุน ควรตีความอย่างระมัดระวังในบริบทไทย

แหล่งอ้างอิง

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

AI คัดเรซูเม่ "เป็นกลาง" กว่ามนุษย์จริงไหม งานวิจัยใหม่พบคนทำตามคำแนะนำอคติของ AI ถึง 90% และระบบเดียวกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 ซ้ำในหลายบริษัท

งานวิจัยจากใบสมัครงานจริงกว่า 4 ล้านใบพบว่าระบบ AI คัดกรองที่หลายบริษัทใช้ร่วมกันกีดกันผู้สมัครผิวดำเกิน 1 ใน 4 อย่างเป็นระบบ และเมื่อทดสอบกับ LLM 5 ตัว ก็ยังพบความลำเอียงทางเชื้อชาติชัดเจนแม้ผู้หญิงจะได้คะแนนดีกว่าผู้ชายโดยรวม

อ่าน 28 นาที
รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

รวมคนกับ AI เข้าด้วยกัน แล้วตัดสินใจแม่นขึ้นจริงไหม งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบทีมผสมมักแพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และแพทย์ที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI เดี่ยวทำได้ถึง 92%

งานวิเคราะห์ 106 การทดลองพบว่าโดยเฉลี่ยทีมผสมมนุษย์+AI แพ้ผู้เล่นเดี่ยวที่เก่งที่สุด และในการทดลองจริงกับแพทย์ 50 คน กลุ่มที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยยังทำได้แค่ 76% ขณะที่ AI ทำงานคนเดียวกลับได้ถึง 92% เพราะมนุษย์มักถ่วงน้ำหนักคำแนะนำ AI ต่ำเกินไป

อ่าน 19 นาที
อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

อัลกอริทึมเป็นหัวหน้าคุณหรือยัง: บริษัทในสหรัฐฯ 90% ใช้ AI สั่งงาน-ติดตาม-ประเมินพนักงานแล้ว งานวิจัยชี้ผลกระทบต่อใจคนทำงานจริง

งานสำรวจคนทำงานกว่า 1,000 คนในเยอรมนีพบว่าการถูกจัดการด้วยอัลกอริทึมเพิ่มความเร่งรีบในการทำงาน ลดความเป็นอิสระ และเพิ่มความเครียดทางใจโดยตรง ขณะที่งานวิจัยในไรเดอร์จีนก็พบว่าการรับรู้ถึงการควบคุมแบบนี้นำไปสู่พฤติกรรมเบี่ยงเบนทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน

อ่าน 15 นาที
ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร
ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ทีมที่หลากหลายสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่าจริงไหม งานวิจัยระดับโลกบอกว่าคำตอบซับซ้อนกว่าสโลแกนขององค์กร

&quot;ความหลากหลายคือกุญแจสู่นวัตกรรม&quot; เป็นประโยคที่ปรากฏในรายงานที่ปรึกษาธุรกิจ สไลด์นำเสนอผู้บริหาร และนโยบายการจ้างงานของบริษัททั่วโลกมานานกว่าทศวรรษ แต่ถ้าถามตรงๆ ว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นแค่ไหนรองรับคำกล่าวนี้ คำตอบกลับไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่สโลแกนบอก นักวิจัยที่วิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร งานวิจัยวิทยาศาสตร์นับล้านชิ้น และการทดลองในห้องแล็บนับพันทีม พบทั้งหลักฐานที่สนับสนุนอย่างชัดเจนว่าทีมที่หลากหลายผลิตผลงานที่แปลกใหม่และมีผลกระทบสูงกว่าจริง ไปพร้อมกับหลักฐานที่เตือนว่าความหลากหลายบางประเภทกลับไม่ช่วยหรือถึงขั้นเป็นอุปสรรค และคนที่สร้างนวัตกรรมจากความหลากหลายนั้นอาจไม่ได้รับผลตอบแทนทางอาชีพที่คู่ควรด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยสำคัญที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้งฝั่งที่สนับสนุนและฝั่งที่ตั้งคำถาม เพื่อให้เห็นภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ไม่ใช่แค่คำตอบที่ฟังดูดีสำหรับนโยบายองค์กร

อ่าน 18 นาที